กลิ่นกระดาษไขแผ่นใหญ่ที่ถูกกางทับบนโต๊ะทำงานไม้สัก หอมกรุ่นเคลือบรสชาติความกดดันที่ลอยเคว้งอยู่ในอากาศ ห้องประชุมใหญ่ของบริษัทสถาปัตยกรรมยามค่ำคืนเวลานี้ เหลือเพียงแสงไฟนีออนสีขาวนวลสาดส่องลงบนร่างของสถาปนิกหนุ่มมาดขรึมผู้ขึ้นชื่อเรื่องความเนี๊ยบ
“ถ้าแก้โครงสร้างตรงนี้ไม่ได้ตามที่ตกลง โปรเจกต์นี้ก็รื้อทิ้งทั้งหมดครับคุณรินรดา”
เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นอย่างไร้เยื่อใย ภัคคินไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมาจากแบบร่างในมือ ปลายดินสอในมือของเขาตวัดลงบนกระดาษเป็นเส้นตรงเฉียบคม บ่งบอกถึงความหงุดหงิดที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้มาดนิ่งสนิท
รินรดายืนกอดอกพิงขอบโต๊ะ ดวงตากลมโตคู่คมฉายแววท้าทาย เธอไม่ได้แสดงอาการหวาดหวั่นต่อคำขู่แกมบังคับนั้นแม้แต่น้อย มุมปากอิ่มยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยอย่างรู้ทัน
“รื้อทิ้งเหรอคะ... เอ้ย... ครับ” รินรดาแกล้งทำเป็นเปลี่ยนสรรพนามกระทันหัน ก่อนจะหัวเราะในลำคอเบาๆ “คุณภัคคินพูดง่ายจังเลยนะครับ นึกว่ารื้อเลโก้หรือไง ถึงได้บอกให้รื้อทิ้งตามอารมณ์ของคุณ แบบร่างนี้น่ะผ่านการประชุมกับบอร์ดบริหารมาแล้วสามรอบ ถ้าคุณอยากแก้แค่เพราะมันขัดหูขัดตากับระเบียบหยุมหยิมของคุณเองล่ะก็... ผมเกรงว่าผมคงต้องขอเหตุผลที่ดีกว่าคำว่า ‘ผมไม่ชอบ’ นะครับ”
ภัคคินชะงัก ปลายดินสอหยุดนิ่งทันที ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นสบตาครีเอทีฟสาว ดวงตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวยที่ไม่มีทีท่าว่าจะหลบเลี่ยง คนส่วนใหญ่ในออฟฟิศมักจะก้มหน้ายอมจำนนเมื่อเขาใช้น้ำเสียงจริงจังและเหตุผลเชิงวิศวกรรมเข้าข่ม แต่ผู้หญิงคนนี้กลับใช้รอยยิ้มเย็นๆ และคำพูดเชือดเฉือนย้อนกลับมาได้อย่างหน้าตาเฉย
“มันไม่ใช่เรื่องหยุมหยิมครับคุณรินรดา” ภัคคินวางดินสอลงเสียงดัง ‘กริ๊ก’ จนโต๊ะสะเทือนเล็กน้อย เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ขยับเข้าไปใกล้โต๊ะฝั่งที่เธอยืนอยู่จนระยะห่างลดลง “เสาหลักรับน้ำหนักตรงนี้ ถ้าดีไซน์ตามที่คุณเสนอในส่วนของป้ายไฟโฆษณา มันจะทำให้โครงสร้างรับแรงลมไม่ไหวในระยะยาว ในฐานะสถาปนิก ผมปล่อยให้ความสวยงามแบบผิวเผือกมาทำลายความปลอดภัยของอาคารไม่ได้”
รินรดาไม่ถอยหลังหนี เธอกลับขยับตัวเข้าใกล้ขึ้นไปอีกนิด จนกลิ่นน้ำหอมกลิ่นสะอาดประจำตัวของเธอโชว์ความเย้ายวนปะปนกับความดื้อรั้น
“ใครบอกว่าผิวเผือกกันล่ะครับ” เธอจงใจใช้สรรพนามผู้ชายหยอกเย้ากลับไปอย่างไม่เกรงกลัว “ที่คุณเห็นว่ามันเสี่ยง เพราะคุณมองมันด้วยมุมมองสถาปัตยกรรมแบบเดิมๆ ที่ยึดติดกับตำราไงครับ ภัคคิน... ลองใช้มุมมองครีเอทีฟแบบผมดูสิครับ ป้ายไฟนั้นผมคำนวณน้ำหนักวัสดุคอมโพสิตพิเศษไว้แล้ว มันเบากว่าที่คุณคิดครึ่งต่อครึ่ง แถมยังช่วยกระจายแรงลมได้ดีกว่าแผ่นผนังทึบที่คุณออกแบบไว้อีกนะ... จะลองฟังผมอธิบายแผนสำรองที่ผมเตรียมไว้ไหมครับ หรือว่าคุณกลัวว่าไอเดียของครีเอทีฟจะล้ำหน้าสถาปนิกมือหนึ่งอย่างคุณกันแน่”
คำพูดท้าทายนั้นทำให้ภัคคินถึงกับคิ้วกระตุก ความเงียบโรยตัวปกคลุมรอบโต๊ะทำงานชั่วขณะ
ดวงตาคมของสถาปนิกหนุ่มกวาดมองใบหน้ามั่นใจของหญิงสาวอย่างพิจารณา ลึกๆ แล้วเขาปฏิเสธไม่ได้เลยว่า... ในวินาทีที่เธอยกเอกสารการคำนวณวัสดุแผ่นใหม่ออกมาวางเทียบชนกับแปลนโครงสร้างของเขาอย่างคล่องแคล่วและแม่นยำ มันทำให้เขาประหลาดใจจนแทบซ่อนความรู้สึกไว้ไม่มิด
ผู้หญิงคนนี้ไม่ใช่แค่คนปากเก่งที่เอาแต่เถียงไปวันๆ รินรดามีสมองที่เฉียบคมและมีการบ้านที่แน่นหนาเสมอ เธอไม่ได้แค่พูดจายียวนเพื่อเอาชนะ แต่เธอศึกษาจุดอ่อนในงานของเขามาอย่างทะลุปรุโปร่ง จนเขารู้สึกได้ถึงความทึ่งที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นในอกอย่างเงียบเชียบ
“คุณ... ไปเอาข้อมูลตัวเลขแรงลมนี้มาจากไหน” ภัคคินถามเสียงเบาลง ความแข็งกร้าวในทีแรกเจือจางหายไปครึ่งหนึ่งเมื่อสายตาของเขาไล่อ่านตัวเลขสถิติบนกระดาษที่เธอจิ้มให้ดู
“ความลับของทางเราสิครับ” รินรดายิ้มกริ่ม ดวงตาพราวระยับด้วยความภูมิใจ “บอกแล้วไงว่าอย่าเพิ่งดูถูกผม... ทีนี้ ยอมรับหรือยังครับว่าไอเดียนี้มันเวิร์ก”
ภัคคินมองรอยยิ้มนั้น หัวใจที่เคยเต้นเป็นจังหวะระเบียบของสถาปนิกหนุ่มกลับสะดุดไปจังหวะหนึ่งอย่างไม่น่าเชื่อ เขาเกลียดการพ่ายแพ้ แต่พอมันเป็นเธอกลับ... น่าหงุดหงิดชะมัดที่เขาเถียงไม่ออก
ชายหนุ่มถอนหายใจยาวออกมาเฮือกหนึ่ง ก่อนจะหลบสายตาวาววับคู่นั้นด้วยการหยิบไม้บรรทัดเหล็กขึ้นมาหมุนเล่นแก้เก้อ “...ก็ได้ครับ ถือว่าคุณทำการบ้านมาดี” เขาเอ่ยเสียงอู้อี้ในลำคอ “แต่ตรงรอยต่อของคาน... ถ้าจะให้ปลอดภัยจริงๆ ต้องปรับลดขนาดลงอีกสองมิลลิเมตรตามที่ผมบอก ถึงจะยอมให้ผ่าน”
“ก็ได้ครับ ท่านสถาปนิกผู้เคร่งครัด” รินรดายิ้มรับอย่างผู้ชนะ เธอยื่นมือเรียวเล็กออกไปข้างหน้า “ดีลไหมครับ”
ภัคคินมองมือนั้นนิ่งนาน ก่อนจะยื่นมือหนาไปจับตอบสัมผัสที่อบอุ่นและกระชับแน่นพอๆ กับความมั่นใจในตัวเธอ
ทว่าในจังหวะที่มือยังไม่ทันผละออกจากกัน จู่ๆ ไฟนีออนบนเพดานห้องประชุมก็เกิดกระพริบสองสามครั้งก่อนจะดับวูบลงสนิท ความมืดมิดกลืนกินห้องทั้งห้องให้เหลือเพียงแสงจันทร์สลัวที่สาดส่องผ่านกระจกใสด้านนอก
รินรดาอุทานเบาๆ ด้วยความตกใจ เผลอขยับตัวถอยหลังจนสะดุดเข้ากับมุมโต๊ะทำงาน แรงดึงทำให้ร่างบางเสียหลักล้มลง
ภัคคินไวกว่า เขายื่นมือคว้าเอวบางไว้ได้ทันอย่างฉับพลัน แรงเหวี่ยงทำให้ร่างของทั้งคู่เซถลาล้มลงไปบนโซฟาตัวยาวที่ตั้งอยู่มุมห้องโดยที่ภัคคินเป็นฝ่ายคร่อมทับอยู่ด้านบน
ความเงียบสงัดเข้าปกคลุม หัวใจสองดวงเต้นรัวแข่งกับเสียงลมหายใจที่กระชั้นชิดในความมืด ปลายจมูกของทั้งคู่ห่างกันเพียงคืบเดียว รินรดานิ่งค้างไป ลมหายใจอุ่นร้อนของสถาปนิกหนุ่มที่ปะทะเข้ากับพวงแก้มทำให้เธอพูดไม่ออก ส่วนภัคคิน... เขากลับไม่ยอมขยับตัวลุกหนี ทั้งยังจ้องมองนัยน์ตาคู่สวยที่สะท้อนแสงจันทร์ในระยะประชิดอย่างลืมตัว
“คุณ...” รินรดาเอ่ยเสียงแผ่วเบา ประโยคคำพูดที่เตรียมจะต่อว่ากลืนหายลงคอไปหมดสิ้นเมื่อปลายนิ้วแข็งแรงของภัคคินเผลอยกขึ้นมาเกลี่ยเส้นผมที่ระข้างแก้มของเธออย่างแผ่วเบา โดยที่เจ้าตัวก็แทบไม่รู้ตัวว่าทำลงไปทำไม
“เงียบก่อนครับ...” เสียงทุ้มกระซิบชิดริมฝีปากของเธอแผ่วเบา แววตาคมกริบในความมืดคู่นั้นไม่ได้มีความดุดันหลงเหลืออยู่เลย มีเพียงประกายความรู้สึกบางอย่างที่ร้อนแรงและลึกซึ้งจนชวนให้ใจสั่นระทึก
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมากับ "เมทริกซ์ซีโร่" นะครับ
เซฟโซนสุดกวนกับนายมาดนิ่ง•ตอนที่ 11
กำแพงที่ค่อยๆ พัง
ผลงานโดย เมทริกซ์ซีโร่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เมทริกซ์ซีโร่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนสุดกวนกับนายมาดนิ่ง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!