กลิ่นดินชื้นหลังฝนตกยังไม่จางหายไปจากระเบียงกระจกใส แต่สิ่งที่เตะจมูกรินรดามากกว่ากลิ่นไอธรรมชาติ คือความเงียบงันที่น่าอึดอัดในสำนักงานสถาปัตยกรรมยามค่ำคืน
ปึก!
แฟ้มงานออกแบบรีโนเวตโครงการล่าสุดถูกวางลงบนโต๊ะไม้สักอย่างไม่เบานัก แรงกระแทกนั้นมากพอที่จะทำให้เจ้าของโต๊ะอย่างภัคคินละสายตาจากหน้าจอคอมพิวเตอร์
"ถ้าคุณจะตรวจงานด้วยสายตาพิฆาตแบบนั้น ผมแนะนำให้ไปจ้างซามูไรมาทำหน้าที่แทนดีกว่าครับ คุณรินรดา"
น้ำเสียงทุ้มต่ำติดจะเยียบเย็นตามแบบฉบับของสถาปนิกหนุ่มมาดขรึมดังขึ้น ภัคคินดันแว่นสายตาขึ้นเล็กน้อย นัยน์ตาคมกริบภายใต้กรอบโลหะสีดำมองตรงมาที่หญิงสาวอย่างไม่เกรงกลัว รินรดากอดอก ยืนพิงขอบประตูด้วยท่าทีผ่อนคลาย แต่ประกายในตาคู่นั้นกลับคมกริบไม่แพ้กัน
"แปลกใจเหรอคะที่คุณภัคคินคิดว่าฉันจะปล่อยผ่านดีไซน์ที่พังฟังก์ชันการใช้งานยับเยินแบบนี้ไปได้ ฉันเป็นครีเอทีฟนะ ไม่ใช่หุ่นยนต์ที่จะพยักหน้ารับทุกอย่างที่คุณขีดเส้นมาให้" รินรดาตอกกลับทันควัน น้ำเสียงเจือความท้าทายที่มักจะทำให้คนระเบียบจัดอย่างเขาคิ้วกระตุกได้เสมอ
"ฟังก์ชันที่พังที่คุณว่า คือสิ่งที่ผ่านการคำนวณโครงสร้างมาอย่างแม่นยำ ไม่ใช่ใช้แค่อารมณ์และความรู้สึกเพ้อฝันเหมือนที่คุณชอบใส่ลงไปในพรีเซนต์"
ภัคคินสวนกลับทันทีโดยไม่ต้องคิด เขาผุดลุกขึ้นเต็มความสูง ร่างกายกำยำภายใต้เสื้อเชิ้ตพับแขนเผยให้เห็นกล้ามเนื้อสมส่วนตามวิถีคนทำงานหนัก ทว่าแววตากลับซ่อนความหงุดหงิดปนเอือมระอาเอาไว้... หรือบางที มันอาจจะไม่ใช่ความเอือมระอาเสียทีเดียว
บรรยากาศระหว่างคนทั้งสองตึงเครียดจนแทบจะจุดประกายไฟได้ รินรดาก้าวเข้ามาใกล้โต๊ะทำงานอีกนิด รอยยิ้มมุมปากของเธอไม่ได้แปลว่าเธอกำลังสนุก แต่เธอกำลังสนุกต่างหากที่ได้กวนประสาทคนตรงหน้า
"ปากจัดไม่เปลี่ยนเลยนะคะ ระวังเถอะ... วันไหนเกิดพูดจาไม่เข้าหูใครเข้าจริงๆ คุณจะไม่มีใครคบเอา"
"สำหรับผม โครงสร้างที่แข็งแรงและตรงไปตรงมา ดีกว่าคำพูดสวยหรูแต่กลวงเปล่าครับ" ภัคคินตอบเสียงเรียบ แต่จังหวะก้าวเท้าที่ถอยหลังไปหนึ่งก้าวเพื่อเว้นระยะห่าง กลับสวนทางกับใบหน้าที่เริ่มขึ้นสีระเรื่ออย่างเห็นได้ชัดเมื่อรินรดาจงใจเดินเข้าประชิดตัวมากขึ้น
"งั้นเหรอคะ..." รินรดาแกล้งลากเสียงยาว ดวงตากลมโตแพรวพราว "แต่เท่าที่ฉันเห็น... คนที่ปากแข็งที่สุดในตึกนี้ ก็คือคุณนั่นแหละ"
ก่อนที่บทสนทนาเชือดเฉือนจะดำเนินไปมากกว่านั้น เสียงกริ่งเตือนระบบไฟอัตโนมัติก็ดังขึ้นเบาๆ สัญญาณเตือนให้รู้ว่าเลยเวลาทำการมานานเกินไปแล้ว ภัคคินถอนหายใจพรวดใหญ่อย่างหมดความอดทน เขาเบือนหน้าหนีแล้วสะบัดมือไล่อย่างรำکار
"กลับไปได้แล้วครับ ดึกมากแล้ว งานตรงนี้ผมจะแก้ให้ตามที่คุณต้องการ... พรุ่งนี้ค่อยมาดูว่ามันจะพังอย่างที่คุณคิดไหม"
รินรดาไหวไหล่เบาๆ อย่างไม่สะทกสะท้าน "พูดแบบนี้ค่อยน่าฟังหน่อยค่ะ คุณสถาปนิก" เธอยอมหมุนตัวเดินเลี่ยงออกไปทางระเบียงด้านนอกเพื่อหยิบกระเป๋าผ้าที่วางลืมไว้ ทว่าจังหวะที่ก้าวผ่านมุมอับสายตาหลังเสาคอนกรีตเปลือย สายตากลับสะดุดเข้ากับบางสิ่งที่ทำให้เธอต้องหยุดชะงักฝีเท้า
มุมนั้น... แตกต่างจากความดิบกระด้างของออฟฟิศสไตล์อินดัสเทรียลโดยสิ้นเชิง
แสงไฟสีส้มอมเหลืองจากโคมไฟสนามดวงเล็กส่องกระทบกับกระถางต้นไม้หลากหลายขนาดที่ถูกจัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยบนชั้นไม้สน ทว่าสิ่งที่ทำให้หัวใจของครีเอทีฟสาวกระตุกวูบ ไม่ใช่ความสวยงามของการจัดสวนแนวตั้ง แต่มันคือภาพของชายหนุ่มมาดนิ่ง เจ้าระเบียบ และปากจัดที่เธอกำลังต่อปากต่อคำด้วยเมื่อครู่
ภัคคินกำลังคุกเข่าลงกับพื้นซีเมนต์ขัดมัน มือหนาสวมถุงมือผ้าสีขาวกำลังบรรจงใช้ช้อนพรวนดินขนาดเล็กพรวนโคนต้น 'เฟิร์นก้านดำ' อย่างเบามือที่สุด ราวกับว่าถ้าเขาออกแรงมากกว่านั้น ใบอันบอบบางของมันจะช้ำคาย
"ค่อยๆ โตนะ... ตรงนี้แดดอาจจะน้อยไปหน่อย แต่ฉันจะคอยย้ายมุมให้เอง"
เสียงทุ้มต่ำที่เอ่ยออกมาแผ่วเบาจนแทบกระซิบ เต็มไปด้วยความอ่อนโยน ความอบอุ่น และความใส่ใจที่ถูกเก็บซ่อนไว้ภายใต้หน้ากากความเย็นชามาตลอด รินรดากลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว ภาพจำของสถาปนิกผู้เย่อหยิ่งพังทลายลงในเสี้ยววินาที เมื่อเห็นนิ้วแกร่งคู่นั้นใช้ปลายกระบอกฉีดน้ำ ค่อยๆ ละเลงละอองน้ำใสสะอาดลงบนใบสีเขียวชอุ่มทีละใบอย่างทะนุถนอม สายตาที่เขามองพืชพรรณตรงหน้า เต็มไปด้วยความลึกซึ้งชนิดที่เธอไม่เคยคาดคิดว่าผู้ชายคนนี้จะมีมุมนี้ซ่อนอยู่
มันเป็นความอ่อนโยนที่ดิบและจริงใจ... ไม่มีฟอร์ม ไม่มีกำแพง มีแต่ตัวตนที่แท้จริงของเขา
รินรดารู้สึกเหมือนหัวใจเต้นผิดจังหวะไปชั่วขณะ ความรู้สึกบางอย่างอุ่นวาบขึ้นมาในอกอย่างประหลาด เธอยืนนิ่งค้างอยู่หลังเสา มองดูภาพนั้นด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง จากความหมั่นไส้กลายเป็นความอยากค้นหา จากความท้าทายกลายเป็นความเอ็นดูที่ก่อตัวขึ้นอย่างเงียบงัน
ทว่า ในวินาทีที่เธอกำลังจะขยับตัวเพื่อถอยออกไปเงียบๆ ปลายรองเท้าผ้าใบดันไปเตะเข้ากับกระป๋องสีเปล่าที่วางอยู่ใกล้ๆ เกิดเสียง "กริ๊ง" เบาๆ ทำลายความเงียบในมุมมืดนั้นลงทันที!
ภัคคินชะงักกึก เขาดึงมือออกจากกระถางต้นไม้ทันทีราวกับเด็กที่ถูกจับได้ว่าทำความผิด
ร่างสูงผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูงอย่างรวดเร็ว ใบหน้าคมคายที่เคยสุขุมราบเรียบกลับฉายแววตื่นตระหนกชั่วแวบหนึ่ง ก่อนที่เกราะป้องกันตัวตนอันเย็นชาจะถูกยกขึ้นมาสวมทับไว้อย่างรวดเร็ว
ดวงตาสคมกริบหันขวับมามองตามต้นตอของเสียง และเมื่อแสงไฟสลัวกระทบเข้ากับใบหน้าของรินรดาที่ยืนแข็งทื่ออยู่หลังเสา ภัคคินก็เบิกตากว้างเล็กน้อย สีหน้าของเขาฉายความกระอักกระอ่วนใจอย่างปิดไม่มิด
ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้มันเต็มไปด้วยความหมายใหม่ที่ทั้งสองฝ่ายต่างก็รู้ดีว่า... กำลังจะไม่มีอะไรเหมือนเดิมอีกต่อไป
ภัคคินขยับริมฝีปากคล้ายจะเอ่ยอะไรบางอย่างเพื่อแก้ตัว แต่คำพูดทั้งหมดกลับติดอยู่ที่ลำคอ เมื่อรินรดาก้าวพ้นเงาสมืดออกมา เผยให้เห็นรอยยิ้มที่ไม่ได้กวนประสาทเหมือนทุกที แต่เป็นรอยยิ้มบางเบาที่ทำเอาสถาปนิกหนุ่มผู้เย่อหยิ่งถึงกับหายใจสะดุด
"ไม่ยักรู้..." รินรดาเอ่ยเสียงนุ่ม แววตาพราวระยับจ้องตรงเข้าไปในนัยน์ตาของเขา "ว่าคนปากร้ายอย่างคุณ จะมีมุมที่อ่อนโยนกับต้นไม้ใบหญ้าขนาดนี้... คุณภัคคิน"
ภัคคินหน้าตึงขึ้นมาทันที เขากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก พยายามปรับน้ำเสียงให้กลับมาเรียบเฉยและเยือกเย็นที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้ว่าหูทั้งสองข้างจะเริ่มขึ้นสีแดงก่ำอย่างเห็นได้ชัดในความมืด
"มันก็แค่... งานอดิเรกไร้สาระที่คุณไม่จำเป็นต้องใส่ใจหรอกครับ... คุณรินรดา" เขาตอบเสียงแข็ง กลบเกลื่อนความอายด้วยการยกมือขึ้นกอดอกและเบือนหน้าหนีไปทางอื่น
รินรดายกยิ้มมุมปาก ก้าวเข้าไปใกล้เขาอีกก้าวหนึ่งอย่างไม่เกรงกลัว ระยะห่างระหว่างคนทั้งสองลดลงจนเหลือเพียงแค่ไม่กี่คืบ กลิ่นหอมจางๆ จากตัวเธอลอยปะปนกับกลิ่นดินหลังฝน ทำเอาสถาปนิกหนุ่มถึงกับยืนตัวแข็งทื่อ ลืมวิธีหายใจไปชั่วขณะ
ดวงตากลมโตช้อนขึ้นมองเขา นัยน์ตาสุกสกาวเต็มไปด้วยความท้าทายแกมหยอกล้อที่ทำให้หัวใจของคนฟอร์มจัดสั่นไหวอย่างรุนแรง
"งั้นเหรอคะ..." รินรดาเอ่ยกระซิบเสียงแผ่วเบา รอยยิ้มหวานจับใจปรากฏบนเรียวปาก "แต่ฉันว่า... ต้นไม้พวกนี้น่าอิจฉาจังนะคะ ที่ได้เห็นมุมที่คุณซ่อนไว้จากคนทั้งโลก..."
ภัคคินก้มมองหญิงสาวที่อยู่ใกล้จนชิด ลมหายใจอุ่นๆ รินรดรดอยู่บนลาดไหล่ของเขา สติสัมปชัญญะที่เคยถูกควบคุมด้วยกฎเกณฑ์และระเบียบวินัยอันเคร่งครัด พังทลายลงในพริบตาเดียว นัยน์ตาคมกริบก้มลงมองริมฝีปากที่กำลังขยับพูด ก่อนจะเลื่อนขึ้นสบตาคู่สวยนั้นอย่างมีความหมายลึกซึ้ง
"คุณ..." ภัคคินอ้าปากจะเอ่ยบางอย่าง เสียงของเขาแหบพร่าลงอย่างเห็นได้ชัด แขนแกร่งเผลอขยับเข้าหาโดยสัญชาตญาณราวกับต้องการจะคว้าตัวคนตรงหน้าเอาไว้ ทว่าในเสี้ยววินาทีนั้นเอง เสียงโทรศัพท์มือถือเครื่องหรูของรินรดาก็แผดเสียงดังลั่นลายความเงียบขึ้นมาขัดจังหวะความเป็นไปของทุกสิ่ง!
รินรดาสดุ้งเล็กน้อย เธอผละถอยหลังออกไปหนึ่งก้าวอย่างเสียดาย ขณะที่ภัคคินยืนนิ่งค้าง สติกลับคืนมาพร้อมกับความรู้สึกเสียดายที่แล่นริ้วขึ้นมาในอกอย่างไม่น่าเชื่อ
หญิงสาวหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูหน้าจอ แววตาฉายความรำคาญใจเมื่อเห็นชื่อของสายที่โทรเข้ามา แต่ก่อนที่เธอจะได้กดตัดสาย เสียงแจ้งเตือนข้อความด่วนจากระบบรักษาความปลอดภัยของตึกก็เด้งขึ้นมาพร้อมกัน พร้อมกับเสียงฝีเท้าหนักๆ หลายคู่ที่กำลังวิ่งตรงมาทางชั้นนี้จากบันไดหนีไฟ!
"เกิดอะไรขึ้น..." ภัคคินขมวดคิ้วแน่น ลืมความเขินอายเมื่อครู่ไปจนหมดสิ้น สัญชาตญาณการปกป้องตื่นตัวขึ้นทันที เขาก้าวเข้ามาดึงข้อมือของรินรดาให้หลบมาอยู่ด้านหลังแผงบังตาอย่างรวดเร็ว
รินรดาใจหายวาบเมื่อเห็นเงาตะคุ่มของบุคคลแปลกหน้าหลายคนกำลังพังประตูเข้ามาทางโซนห้องโถงหลัก!
---
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมากับ "เมทริกซ์ซีโร่" นะครับ
เซฟโซนสุดกวนกับนายมาดนิ่ง•ตอนที่ 8
ความลับในแบบร่าง
ผลงานโดย เมทริกซ์ซีโร่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เมทริกซ์ซีโร่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนสุดกวนกับนายมาดนิ่ง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!