"ถ้าคุณคิดว่าท่อนบริดจ์เพลงนี้มันมีความหมายลึกซึ้งกินใจจนต้องร้องไห้ขี้มูกโป่งเหมือนที่เถียงผมเมื่อกี้ล่ะก็... ช่วยกรุณาถอดหูฟังแล้วฟังเสียงลมหายใจของตัวเองในความเงียบสิบวินาทีแรกก่อนดีไหมครับ คุณศิลปิน"
เสียงทุ้มต่ำแต่เจือไปด้วยความเย้ยหยันดังขึ้นทำลายความเงียบในห้องควบคุมเสียงจนแทบแหลกเป็น ริ้ว คีย์ไม่ได้ขยับตัวออกจากหน้าแผงควบคุมเสียง ทว่าสันกรามของโปรดิวเซอร์หนุ่มกลับขบเข้าหากันจนขึ้นสันนูน เพอร์เฟกต์ชั่นนิสต์ตัวพ่ออย่างเขาเกลียดที่สุดคือพวกศิลปินที่ดังแล้วหยิ่งยโส และไอ้คนที่ยืนกอดอกพิงกรอบประตูกลุ่มนี้ก็คือตัวพ่อของความกวนประสาทที่เขารังเกียจเป็นอันดับหนึ่ง
ผู้ชายคนนั้นคือ "กรณ์" ศิลปินเดี่ยวระดับท็อปของค่ายที่เพิ่งบินกลับมาจากตระเวนทัวร์คอนเสิร์ตที่ยุโรป ร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อแจ็คเก็ตหนังสีดำสนิทก้าวเข้ามาในห้องช้าๆ นัยน์ตาคมกริบใต้แพขนตายาวกวาดตามองหน้าจอคอมพิวเตอร์และมอนิเตอร์สารพัด ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่ใบหน้าบึ้งตึงของคีย์
"อ้าว... นี่โปรดิวเซอร์มือหนึ่งของค่ายเราเหรอครับเนี่ย หน้าตาดูเคร่งเครียดเหมือนคนท้องผูกมาสามวันนะ" กรณ์ยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่ต่อให้คนตาบอดก็ดูออกว่าเป็นการกวนประสาทขั้นสุด "ผมก็นึกว่าใครกำลังนั่งวิจารณ์งานเพลงของผมเสียงดังลั่นสตูดิโอ ที่แท้ก็คือคนที่ชอบแก้โน้ตเพลงผมจนเละไม่เป็นท่าเมื่อปีที่แล้วนี่เอง"
"ถ้าผมไม่แก้ให้ งานที่คุณอัดมาวันนั้นคงกลายเป็นขยะเปียกไปแล้วล่ะครับคุณกรณ์" คีย์สวนกลับทันควัน นัยน์ตาสีเข้มวาวโรจน์ด้วยความกรุ่นโกรธ "และอีกอย่าง... ที่นี่คือสตูดิโอควบคุมเสียง ไม่ใช่เวทีคอนเสิร์ตที่คุณจะมาเดินลอยชายพูดจาถากถางใครก็ได้ เชิญออกไปข้างนอกถ้าคุณไม่ได้มีธุระอะไรกับโปรเจกต์นี้"
บรรยากาศในห้องอัดเริ่มคุกรุ่นจนอุณหภูมิลดฮวบ ไทม์ที่นั่งไขว่ห้างอยู่มุมห้อง หยิบปากกาหมึกซึมขึ้นมาหมุนเล่นในมือพลางส่งเสียงหัวเราะในลำคอเบาๆ วิศวกรเสียงหนุ่มไม่ได้ช่วยห้ามปราม แถมยังทำหน้าเหมือนกำลังนั่งดูภาพยนตร์แอคชั่นสนุกๆ ในโรงหนัง IMAX เสียด้วยซ้ำ
"ใจเย็นน่าคุณคีย์ เดี๋ยวเส้นเลือดในสมองก็แตกตายคาห้องมิกซ์เสียงหรอก" ไทม์เอ่ยแซะขึ้นมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่ชวนหมั่นไส้ไม่แพ้กัน "อีกอย่าง... คุณกรณ์เขาเพิ่งกลับมาเหนื่อยๆ คุณก็น่าจะต้อนรับเขาด้วยกาแฟหอมๆ สักแก้ว ไม่ใช่สายตาอาฆาตมาดร้ายแบบนั้น"
"ฉันไม่มีกาแฟต้อนรับคนไม่มีมารยาท" คีย์ตวัดสายตากลับไปมองไทม์แวบหนึ่งด้วยความหมั่นไส้เป็นทวีคูณ "แล้วก็นะไทม์ นายช่วยหุบปากแล้วกลับไปเช็คเกนเสียงแทร็กสี่ได้แล้ว งานมันกองอยู่ตรงหน้า แต่นายยังมีอารมณ์มานั่งลอยชายดูละครลิงอยู่ได้"
"อ้าว กลายเป็นผมผิดเฉยเลย" ไทม์ยักไหล่ ยันตัวลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ขายยาวก้าวเข้ามาใกล้โต๊ะทำงานของคีย์มากขึ้นจนระยะห่างระหว่างเขากับโปรดิวเซอร์หนุ่มเหลือเพียงแค่คืบ "ผมแค่หวังดีกลัวคุณจะอกแตกตายซะก่อนที่เพลงนี้จะปล่อยต่างหาก... จริงไหมครับคุณกรณ์"
กรณ์หัวesในลำคอ สายตาเจ้าเล่ห์กวาดมองปฏิกิริยาของคนทั้งคู่สลับกันไปมา ชายหนุ่มเดินเข้ามาใกล้แผงควบคุมเสียงมากขึ้น มือเรียวยาวเอื้อมไปหมายจะแตะปุ่มปรับระดับเสียงบนมอนิเตอร์ของคีย์
"อย่ามาแตะต้องงานของผม!" คีย์ตวัดมือปัดออกอย่างแรงด้วยความลืมตัว
เพล้ง!
แก้วกาแฟเซรามิกสีขาวขุ่นที่ไทม์เพิ่งชงมาวางไว้บนขอบโต๊ะเมื่อสิบนาทีที่แล้ว ถูกมือของคีย์ที่สะบัดปัดป้องกรณ์ชนเข้าอย่างจังจนมันล้มคว่ำ น้ำกาแฟสีดำเข้มพุ่งทะลักกระจายราดรดลงบนแผงควบคุมเสียงราคาแพงระยับและเอกสารโน้ตเพลงกองโตทันที กลิ่นหอมกรุ่นของอาราบิก้าคั่วเข้มผสมกับความเงียบงันที่เข้าปกคลุมห้องในเสี้ยววินาทีนั้น ทำให้ทุกคนถึงกับชะงักค้าง
สตูดิโอแทบจะระเบิดเป็นจุลในความรู้สึกของคีย์ ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง จ้องมองคราบกาแฟสีดำที่กำลังซึมลามไปตามร่องแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์และกระดาษโน้ตเพลงที่พังไม่เป็นท่า
"ชิบหายแล้ว..." ไทม์พึมพำออกมาเบาๆ สีหน้าที่เคยเก๊กกวนประสาทเมื่อครู่หายวับไปกับตา วิศวกรเสียงหนุ่มรีบพุ่งเข้ามาดูความเสียหายทันที
คีย์หน้าซีดเผือด มือทั้งสองข้างกำแน่นจนสั่นเทา ความโกรธพุ่งทะยานขึ้นถึงขีดสุดจนสมองขาวโพลน เขาหันขวับกลับไปจ้องหน้าไอ้ต้นเหตุที่ยืนทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้อยู่ข้างๆ
"คุณ...!" คีย์เค้นเสียงลอดไรฟันด้วยความโมโหจัด "คุณมันตัวซวยจริงๆ กรณ์!"
"อุops..." กรณ์ยักไหล่ทำลอยหน้าลอยตา ไม่มีความสำนึกผิดแม้แต่น้อย "ผมยังไม่ได้ทำอะไรเลยนะ คุณต่างหากที่เป็นคนปัดมันเอง มือไม้หรือนั่น หรือว่าเห็นหน้าผมแล้วมือไม้อ่อนจนคุมตัวเองไม่ได้กันแน่ครับโปรดิวเซอร์"
"ปากดีแบบนี้อยากโดนสักหมัดไหมครับ!" คีย์หมดความอดทน ร่างโปร่งผุดลุกขึ้นยืนประชิดตัวศิลปินหนุ่มทันที ระยะห่างระหว่างพวกเขาลดลงจนแทบจะแนบชิด ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะกันจนรับรู้ถึงความกรุ่นโกรธที่คุกรุ่นอยู่ในอก
ไทม์รีบเอื้อมมือมาคว้าไหล่ของคีย์ไว้เบาๆ เพื่อดึงให้ถอยห่าง แต่ทว่าก่อนที่ใครจะได้พูดอะไรตบะแตกไปมากกว่านั้น เสียงทุ้มต่ำและทรงอำนาจของใครบางคนก็ดังขึ้นที่หน้าประตูห้องควบคุมเสียงที่เปิดแง้มไว้
"เกิดอะไรขึ้นเสียงดังโวยวายกันมาถึงข้างนอก?"
ทั้งสามคนสะดุ้งสุดตัว หันขวับไปมองผู้มาใหม่พร้อมกัน ร่างสูงสง่าในชุดสูทสากลเนี้ยบกริบของ "คุณภคิน" ประธานบริหารค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ก้าวเข้ามาในห้องด้วยสีหน้าเรียบเฉย ทว่าดวงตากลับกวาดมองคราบกาแฟบนแผงควบคุมราคาหลักล้านและสภาพห้องที่ดูไม่จืดด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก
ภคินกวาดสายตาคมกริบคู่นั้นมองสำรวจคีย์ที่ยืนหายใจหอบสะท้านอยู่ชิดติดตัวกรณ์ ก่อนจะเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นสภาพความเสียหายตรงหน้า
"ดูท่าทางโปรดิวเซอร์มือหนึ่งกับศิลปินตัวท็อปของเรา จะไม่ได้กำลังคุยเรื่องงานกันธรรมดาซะแล้วสินะครับ..." ภคินยิ้มเย็นเยียบที่มุมปาก "ไหนใครจะอธิบายให้ผมฟังหน่อยได้ไหม ว่าเกิดอะไรขึ้นในห้องนี้"
ดาร์กไนท์ขอขอบคุณนักอ่านทุกท่านที่แวะมาร่วมลุ้นและอินไปกับความปากร้ายแต่ซ่อนความคลั่งรักของพวกเขานะครับ
เซฟโซนของคนคลั่งงานคือปากร้ายอย่างคุณ•ตอนที่ 4
กาแฟหกกับคำถากถาง
ผลงานโดย ดาร์กไนท์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดาร์กไนท์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนของคนคลั่งงานคือปากร้ายอย่างคุณ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!