"ถ้าพวกท่านยอมเอาดินกลบทางเข้าแปลงไร่ชา แล้วปล่อยให้ไอ้พวกรถบรรทุกปูนเทคอนกรีตทับผืนดินที่บรรพบุรุษร่วมสร้างมาด้วยหยาดเหงื่อ... เงินค่าชดเชยสามหมื่นบาทนั่น จะพอให้พวกท่านซื้อข้าวกินไปได้สักกี่เดือนกันคะยายปั้น?"
น้ำเสียงใสกระจ่างแต่เฉียบคมราคมมีดของลินินดังขึ้นกลางลานวัดเก่าประจำตำบล ท่ามกลางชาวบ้านนับสิบชีวิตที่กำลังนั่งประชุมเครียดกันอยู่ ใบหน้าของหญิงสาวสะสวยคมคาย ดวงตากลมโตเป็นประกายดุดันแต่มั่นคง เธอไม่ได้มาในฐานะนางร้ายผู้เอาแต่ใจตัวเองเหมือนในอดีต หากแต่เป็นผู้นำทางจิตวิญญาณคนใหม่ของที่นี่ สวมเสื้อผ้าฝ้ายสีครามเปื้อนฝุ่นดินและกลิ่นหอมจางๆ ของใบชาออร์แกนิก
ยายปั้น หญิงชราวัยเจ็ดสิบปีผู้เป็นตัวแทนของชาวบ้านกลุ่มใหญ่ ถอนหายใจเฮือกใหญ่ มือเหี่ยวย่นสั่นเทาขณะกำซองเอกสารสัญญาจ้างงานจากบริษัทนายทุนอุตสาหกรรมไว้แน่น
"พวกมันบอกว่า... ถ้าไม่ขายที่ดินตรงนี้ให้ โรงงานแปรรูปเคมีจะย้ายไปสร้างที่อื่น แล้วลูกหลานเราจะไม่มีงานทำนะน้าลินิน ทางอำเภอเองก็กดดันมา..." ยายปั้นเอ่ยเสียงเครือ
ลินินก้าวเข้าไปใกล้ ย่อตัวลงนั่งคุกเข่าให้สายตาอยู่ในระดับเดียวกับหญิงชรา มือเรียวนุ่มแต่ผ่านงานหนักมาโชกโชนเอื้อมไปกุมมือเหี่ยวย่นนั้นไว้เบาๆ ความอบอุ่นจากฝ่ามือของเธอส่งผ่านความจริงใจไปถึงหัวใจที่หวาดหวั่นของคนเฒ่าคนแก่
"งานน่ะมีทำแน่ค่ะยาย แต่ไม่ใช่การเป็นลูกจ้างต้อยต่ำรับเศษเงินจากโรงงานที่พ่นพิษใส่แหล่งน้ำของเราจนปลาตายเกลี้ยงหรอกนะคะ ลองคิดดูสิคะ ถ้าแปลงชาออร์แกนิกของเราได้มาตรฐานส่งออกระดับประเทศ รายได้ที่พวกเราจะได้ร่วมกันมันไม่ได้มีแค่หลักหมื่น แต่เป็นหลักล้าน... และที่สำคัญ แผ่นดินนี้จะยังคงเป็นของเรา ลูกหลานของเราจะไม่ต้องระเหเร่ร่อนไปเป็นแรงงานทาสในเมืองกรุงอีกต่อไป"
คำพูดของลินินไม่ได้เป็นเพียงแค่คำหวานหู แต่มีตัวเลข ผลกำไร และแผนงานที่เธอร่างขึ้นอย่างละเอียดด้วยสมองอันปราดเปรื่องของอดีตนักบริหารหญิงที่ทะลุมิติมาอยู่ในร่างนี้ วางอยู่บนโต๊ะไม้ไผ่ตรงหน้าให้ทุกคนได้เห็นประจักษ์ชัดเจน
ศิลา วิศวกรหนุ่มร่างสูงใหญ่ในชุดเสื้อเชลการ์พับแขนเสื้อขึ้นจนเห็นกล้ามเนื้อแน่น สังเกตการณ์อยู่เงียบๆ ใต้ร่มเงาของต้นโพธิ์ใหญ่ สายตาคมกราบมองหญิงสาวด้วยความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย มีทั้งความทึ่ง ความหลงใหล และความห่วงใยระคนกัน เขารู้ดีว่าสิ่งที่ลินินกำลังทำอย่คือการ "งัดข้อ" กับกลุ่มทุนผู้มีอิทธิพลมืดรายใหญ่ ซึ่งมีทั้งนายอำเภอและผู้ทรงอิทธิพลหนุนหลังอยู่ การที่เธอรวบรวมชาวบ้านมาต่อต้านเช่นนี้ เปรียบเสมือนการเอาไข่ไปกระทบหิน
"น้าเชื่อหนูไหมคะ?" ลินินเงยหน้าขึ้นสบตากับผู้สูงอายุทุกคนด้วยแววตาเด็ดเดี่ยว "ถ้าพวกท่านยืนหยัดร่วมกับฉันและศิลา เราจะสร้างโรงงานแปรรูปชาชุมชนของเราเอง! ไม่ต้องง้อทุนใหญ่ ไม่ต้องขายวิญญาณให้พวกมัน!"
บรรยากาศในลานวัดเงียบงันลงชั่วขณะ ก่อนที่เสียงตบเข่าฉาดใหญ่ของลุงยอด ชายฉกรรจ์เจ้าของแปลงเกษตรข้างเคียงจะดังขึ้น
"เอาวะ! ในเมื่อน้าลินินกล้าเอาชื่อเสียงและที่ดินของตัวเองมาค้ำประกัน ข้าก็ตาต่อตาฟันต่อฟันกับไอ้พวกนายทุนหน้าเลือดนั่นด้วยเหมือนกัน!"
เสียงฮือฮาเห็นด้วยดังเซ็งแซ่ขึ้นทั่วบริเวณ ความหวังที่เคยริบหรี่กลับลุกโชนขึ้นราวกับเปลวไฟในกองฟาง ลินินยิ้มออกมาบางๆ ความเหนื่อยล้าตลอดหลายวันที่ผ่านมามลายหายสิ้นไปในพริบตา
ทว่า ในวินาทีที่ชัยชนะก้าวเข้ามาใกล้ ลมพายุลูกใหญ่ก็พัดโหมกระหน่ำเข้ามาอย่างไร้ความปรานี
เสียงเครื่องยนต์รถยนต์ขับเคลื่อนสี่ล้อคันโตหลายคันพุ่งทะยานเข้ามาจอดเทียบหน้าลานวัดฝุ่นตลบอบอวล ประตูรถเปิดออกพร้อมกับการปรากฏตัวของ "กำนันชาติ" ผู้มีอิทธิพลท้องถิ่นผู้กุมบังเหียนผลประโยชน์ทั้งหมดในอำเภอแห่งนี้ ร่างท้วมในชุดสูทราคาแพงเดินนمطยิ้มเยาะเข้ามา พร้อมกับชายฉกรรจ์นับสิบคนที่พกพาท่อนไม้และเหล็กปีบเป็นอาวุธ
"โอ้โฮ ประชุมกันสนุกสนานเชียวนะครับแม่นางร้ายกลับใจ..." กำนันชาติหัวเราะในลำคอ สายตากวาดมองชาวบ้านด้วยแววตาดูถูกเหยียดหยาม ก่อนจะมาหยุดที่ร่างบางของลินิน "คิดว่ารวบรวมชาวบ้านตาสาสواตาสามาได้ แล้วจะขวางทางเงินร้อยล้านของฉันได้งั้นรึ?"
ศิลาขยับตัวก้าวพ้นร่มเงาไม้ ยืนขวางหน้าลินินไว้โดยสัญชาตญาณ ร่างสูงใหญ่แผ่รังสีคุกคามอันน่าเกรงขามออกมาอย่างเงียบเชียบ ดวงตาคมกริบจ้องเขม็งไปยังกำนันชาติ "ที่ดินตรงนี้มีโฉนดถูกต้อง และเจ้าของเขาไม่ขาย ถือว่าเป็นการบุกรุกยามวิกาลและข่มขู่ประชาชน คุณกำนันน่าจะรู้กฎหมายข้อนี้ดีนะ"
กำนันชาติหรี่ตามองวิศวกรหนุ่มอย่างประเมิน ก่อนจะหัวเราะลั่น "กฎหมายเหรอ? กฎหมายที่นี่ฉันคือคนเขียนต่างหากเล่าไอ้หนุ่ม!" เขากวาดสายตากลับมาที่ลินิน "ส่วนเธอ... ลินิน เธอกล้ามากนะที่กล้าหักหน้าฉัน กล้าดึงชาวบ้านมาเป็นพวกเพื่อขัดขวางโครงการของบริษัทเอกชนใหญ่โตขนาดนี้รู้ไหมว่าจุดจบของคนอวดดีมันคืออะไร?"
ลินินไม่สะทกสะท้านแม้แต่น้อย เธอก้าวเท้าผ่านหลังกว้างของศิลาออกมาเผชิญหน้ากับกำนันชาติด้วยรอยยิ้มเยาะเย้ยที่มุมปาก ดวงตาสีรัตติกาลของเธอเปล่งประกายความดุดันราวกับพญาเสือสาว
"จุดจบของคนอวดดีฉันไม่รู้หรอกค่ะกำนัน..." ลินินเอ่ยเสียงหวานหยด แต่แฝงไปด้วยคมมีดที่กรีดลึกลงไปถึงขั้วหัวใจของอีกฝ่าย "แต่ฉันรู้แน่ๆ ว่า... จุดจบของคนที่พยายามยึดครองแผ่นดินทำกินของชาวบ้านด้วยวิธีสกปรก กำลังจะถูกเปิดโปงหลักฐานทุจริตทั้งหมดส่งตรงถึงมืออธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษในอีกสามวันข้างหน้านี้อย่างแน่นอนค่ะ"
สีหน้าของกำนันชาติเปลี่ยนสีทันที รอยยิ้มเยาะค้างเติ่งบนใบหน้าอ้วนท้วม เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายขึ้นตามไรผม ความตื่นตระหนกฉายชัดในแววตาของชายผู้ทรงอิทธิพล
ขณะที่ทุกคนกำลังตกตะลึงกับคำประกาศกร้าวของลินิน เสียงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อของศิลาก็แผדเสียงดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงัด วิศวกรหนุ่มหยิบขึ้นมาดูหน้าจอเพียงแวบเดียว ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตากับลินินด้วยรอยยิ้มมุมปากที่อ่านไม่ออก
"ปลายสายจากสำนักงานใหญ่..." ศิลาเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำกังวาน "เอกสารลับสัญญาสัมปทานฉบับจริงที่กำนันเซ็นอนุมัติให้ใช้พื้นที่ป่าสงวนเพื่อสร้างโรงงาน... ตอนนี้อยู่ในมือของท่านผู้ว่าราชการจังหวัดเรียบร้อยแล้วครับ"
— *ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและเติบโตไปพร้อมกับความมุ่งมั่นของลินินนะคะ* — **กุหลาบหนามเงิน**
นางร้ายสายเกษตรกับวิศวกรผู้กุมความลับแห่งหุบเขา•ตอนที่ 9
แผนซ้อนแผน
ผลงานโดย กุหลาบหนามเงิน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กุหลาบหนามเงิน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นางร้ายสายเกษตรกับวิศวกรผู้กุมความลับแห่งหุบเขา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!