เสียงท้องร้องประท้วงที่ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน ทำลายบรรยากาศตึงเครียดรอบตัวลงอย่างสิ้นเชิง
ลินินอยากจะเอาศีรษะโขกกับเสาไม้เก่าๆ ของโรงเรือนรกร้างนี่เสียให้รู้แล้วรู้รอด ความหิวกระหายจากการใช้พลังงานสมองอย่างหนักหน่วงตั้งแต่ฟื้นขึ้นมาในร่าง "นางร้าย" ผู้ตกอับ ทำให้ร่างกายที่เคยถูกปรนเปรอด้วยอาหารเลิศรสส่งเสียงประท้วงอย่างไม่รักดี
"ถ้าจะกิน ก็เชิญค่ะ" ศิลาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งแววเยาะเย้ย แต่ดวงตาคมกราบคู่นั้นกลับพราวระยับ สะท้อนแสงไฟสีส้มจากกองฟืนที่เขาก่อขึ้นอย่างรวดเร็วตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้
มือหนาเขี่ยก้อนข้าวโพดป่าที่ถูกห่อด้วยใบตองเผาไฟจนส่งกลิ่นหอมกรุ่น ควันสีขาวลอยอวลผสมกลิ่นเนยธรรมชาติและกลิ่นดินหลังฝน ชวนให้น้ำลายสอจนลินินต้องกลืนน้ำลงคออย่างยากลำบาก
หญิงสาวเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยเพื่อรักษาฟอร์มของอดีตคุณหนูผู้สูงศักดิ์ แม้ในใจจะกรีดร้องด้วยความหิวโหย "ฉันไม่ได้หมายความว่าจะกินของของคุณเสียหน่อย... แค่... บรรยากาศมันพาไปต่างหากค่ะ"
"ข้าวโพดป่าคั่วเกลือสูตรดั้งเดิมของหุบเขาพันปี ต่อให้ปากแข็งแค่ไหน แต่ท้องของคุณมันซื่อตรงกว่าเยอะนะคะ คุณลินิน" ศิลาเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง ยื่นฝักข้าวโพดร้อนฉ่าที่แกะเปลือกออกครึ่งหนึ่งส่งมาให้
ความลังเลฉายชัดบนใบหน้าสวยคม ลินินมองหน้าชายหนุ่มสลับกับฝักข้าวโพดในมือเขา ในมิติที่แล้ว... เธอคือนักธุรกิจเกษตรกรสาวผู้พลิกฟื้นแผ่นดินแห้งแล้งให้กลายเป็นทองคำ แต่ในโลกนี้ เธอกลับเป็นเพียงสะใภ้ตกอับที่สามีทอดทิ้งและญาติสามีจ้องฮุบที่ดินผืนสุดท้าย ทว่ากลิ่นหอมเย้ายวนตรงหน้ากลับดึงสติเธอกลับมาสู่ความเป็นจริง—กองทัพต้องเดินด้วยท้อง และการจะกู้คืนศักดิ์ศรี เธอกำลังต้องการพลังงานอย่างยิ่งยวด!
มือเรียวรับฝักข้าวโพดมาถือไว้ ความร้อนแผ่ซ่านผ่านฝ่ามือ เข้ามาถึงขั้วหัวใจ กัดคำแรกเข้าไป ความหวานมันของเมล็ดข้าวโพดที่คั่วด้วยความร้อนพอดีกับเกลือเม็ดหยาบระเบิดรสชาติบนปลายลิ้น อร่อยจนลินินเผลอหลับตาพริ้มโดยไม่รู้ตัว
ศิลานั่งมองท่าทางนั้นเงียบๆ มุมปากหยักลึกยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยอย่างเอ็นดู เขารู้ว่าผู้หญิงคนนี้ไม่ได้อ่อนแออย่างที่ใครๆ นินทาในหมู่บ้าน แววตาที่เด็ดเดี่ยวแม้ในยามที่เนื้อตัวมอมแมมและเปียกปอนด้วยหยาดฝนเมื่อครู่ มันคือประกายไฟของนักสู้ที่เขาไม่ได้เห็นมานานหลายปี
"อร่อยใช่ไหมล่ะคะ" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยทำลายความเงียบ
"ก็... พอใช้ได้ค่ะ" ลินินเคี้ยวตุ่นๆ พลางรีบกลบเกลื่อนร่องรอยความฟินบนใบหน้า "ว่าแต่คุณเถอะค่ะ วิศวกรผู้ทรงเกียรติจากเมืองหลวง ทำไมถึงมานั่งปิ้งข้าวโพดอยู่กลางดงวัชพืชแบบนี้ หรือว่างานสำรวจเพื่อสร้างโรงงานของคุณมันแป้ก จนต้องเปลี่ยนอาชีพมาเป็นพรานป่าแล้วหรือคะ"
ศิลาหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นทุ้มต่ำและน่าฟังอย่างประหลาด เขาหยิบไม้ยาวเขี่ยกองไฟให้สะเก็ดไฟแตกกระจาย "งานสำรวจถูกพับเก็บไว้ชั่วคราวแล้วค่ะ... เพราะผู้ว่าจ้างตัวจริงบอกว่า ที่ดินผืนนี้มีเจ้าของใหม่ที่ดุเสียยิ่งกว่าเสือแม่ลูกอ่อน"
"คุณหมายถึงฉัน?"
"แล้วคิดว่ามีใครกล้าไล่คณะวิศวกรและนายทุนกระเป๋าหนักออกจากพื้นที่ด้วยคำพูดคำเดียวแบบคุณอีกาล่ะคะ" ศิลาหันมาสบตาตรงๆ แววตาคมกริบนั้นทำLininถึงกับหายใจสะดุดไปชั่วขณะ "ลินิน... คุณแน่ใจแล้วเหรอว่าจะเอาที่ดินแปดสิบไร่นี้รอด? สภาพมันตอนนี้แทบไม่ต่างจากป่าช้าเก่า เต็มไปด้วยวัชพืชหนาทึบ ดินก็เป็นกรด แถมพวกตระกูลสามีของคุณก็รอจฮุบเอาไปขายให้กลุ่มนายทุนสร้างโรงงานเคมีอยู่รอดônๆ"
คำพูดของเขาจี้ใจดำและตรงประเด็นจนลินินวางฝักข้าวโพดลง เธอนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปมองออกไปนอกโรงเรือน ท่ามกลางความมืดมิดและสายฝนที่เริ่มซาเม็ด ปรากฏเงาสลัวของผืนดินรกร้างที่กว้างสุดลูกหูลูกตา ที่ดินที่พ่อแม่ผู้ล่วงลับทิ้งไว้ให้เป็นมรดกชิ้นสุดท้าย ที่ดินที่เธอถูกหลอกให้เซ็นยกสิทธิ์ให้พวกคนใจร้ายในความทรงจำเดิม
"ฉันแน่ใจค่ะ" ลินินหันกลับมา แววตาดุดันและเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นจนศิลาต้องแปลกใจ "ที่ดินผืนนี้ไม่ใช่แค่ดินเสียๆ แต่คือ 'ทองคำสีดำ' ที่รอเวลาถูกเจียระไน ฉันจะพลิกฟื้นมันด้วยมือคู่นี้ ให้พวกมันได้เห็นว่า สิ่งที่พวกมันเหยียบย่ำและขับไล่ แท้จริงแล้วคือขุมทรัพย์ที่พวกมันไม่มีวันเอื้อมถึง"
ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ไม่ใช่ความอึดอัด หากแต่เป็นแรงกระเพื่อมทางอารมณ์ที่รุนแรงระหว่างคนทั้งคู่ ศิลานิ่งอึ้งไปครู่ใหญ่ รอยยิ้มจางๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมสัน เขาหยิบก้อนดินขึ้นมาบี้เบาๆ ระหว่างนิ้ว
"ถ้าคุณมั่นใจขนาดนั้น... สนใจหาหุ้นส่วนสักคนไหมล่ะคะ?" ศิลาเสนอตัว น้ำเสียงจริงจังขึ้น "ฉันเองก็เบื่องานออฟฟิศเต็มที การได้มาช่วยผู้หญิงปากร้ายกู้คืนสวนรกร้าง น่าจะสนุกกว่าการนั่งคำนวณโครงสร้างคอนกรีตตั้งเยอะ"
ลินินหรี่ตามองเขาอย่างระแวดระวัง "ทำไมคุณถึงอยากช่วยฉัน? โลกนี้ไม่มีของฟรีหรอกนะคะ วิศวกรศิลา"
"ฉันไม่ได้บอกว่าจะช่วยฟรีๆ สักหน่อยค่ะ" ศิลายิ้มมุมปาก ขยับเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิดจนได้กลิ่นหอมสะอาดจากตัวเขา "ค่าแรงของฉันไม่แพง... ขอแค่ได้กินข้าวโพดฝีมือคุณทุกมื้อ และ... ขอสิทธิ์เป็นคนแรกที่จะได้เห็นผลผลิตล็อตแรกจากสวนของคุณก็พอ"
ข้อเสนอที่ดูเหมือนง่ายดายแต่กลับแฝงความนัยบางอย่าง ทำให้หัวใจของอดีตนางร้ายกระตุกวูบอย่างไม่ทราบสาเหตุ
เช้าวันใหม่มาเยือนเร็วกว่าที่คิด แสงแดดอ่อนๆ ลอดผ่านกลุ่มเมฆหลังฝนสาดส่องลงมายังผืนดินรกร้าง ลินินยืนกอดอกอยู่หน้าแปลงเกษตรผืนใหญ่ สภาพเบื้องหน้าคือความท้าทายครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิตใหม่ของเธอ หญ้าคาขึ้นสูงท่วมหัว ดินแห้งแข็งเป็นแผ่น และร่องรอยการถูกสารเคมีทำลายในอดีตยังคงหลงเหลืออยู่
"เอาล่ะค่ะคุณวิศวกร ถ้าคุณอยากเป็นหุ้นส่วนนัก เรามาเริ่มงานแรกกันเลยดีกว่า" ลินินหันไปเอ่ยกับศิลาที่เดินถือจอบเข้ามาสมทบด้วยท่าทางทะมัดทะแมงในชุดลุยสวน
"สั่งมาได้เลยค่ะ ท่านประธาน" ศิหายิ้มรับอย่างอารมณ์ดี
ทั้งคู่ลงมือสำรวจดินและวางแผนแบ่งโซนเพาะปลูกอย่างขันแข็ง ลินินใช้ความรู้จากมิติพิเศษและประสบการณ์ในอดีตชาติในการวิเคราะห์สภาพดิน ขณะที่ศิลาใช้ทักษะทางวิศวกรรมในการออกแบบระบบชลประทานและการระบายน้ำ เวลาผ่านไปหลายชั่วโมงจนเหงื่อชุ่มแผ่นหลัง ท่ามกลางความเหน็ดเหนื่อย รอยยิ้มและความเข้าขาของทั้งคู่เริ่มก่อตัวขึ้นอย่างเงียบเชียบ
แต่แล้ว ความสงบสุขก็ถูกทำลายลงด้วยเสียงฝีเท้าหนักๆ และเสียงตะโกนโหวตเหวกโวยวายที่ดังมาจากทางเข้าสวน
"ยัยลินิน! นังตัวดี! แกกล้าดียังไงถึงพาผู้ชายแปลกหน้ามาบุกรุกที่ดินของตระกูลเรา!"
เสียงแหลมสูงของ "คุณนายสายпи" แม่สามีใจร้ายผู้เคยเหยียดหยามเธอดังแว่วมา พร้อมกับร่างอวบอ้วนที่เดินนำหน้าลูกชายคนโปรดและชายฉกรรจ์อีกสามคนถือท่อนไม้เข้ามาในเขตสวนด้วยท่าทางคุกคาม
ลินินชะงักมือที่กำลังถือพลั่ว เธอค่อยๆ หันกลับไปมองกลุ่มคนเหล่านั้น ใบหน้าหวานเรียบเฉยไร้ความหวาดกลัว ดวงตาสอบคมกริบราวกับพยัคฆ์สาวที่กำลังรอเหยื่อเดินเข้ากรง
"อ้าว นึกว่าใคร ที่แท้ก็คุณแม่สามีผู้ประเสริฐนี่เองค่ะ" ลินินเอ่ยด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น ก้าวเท้าเดินสวนขึ้นไปเผชิญหน้า "ที่ดินผืนนี้เป็นมรดกของพ่อแม่ฉัน ตั้งแต่เมื่อไหร่กันคะที่มันกลายเป็นสมบัติของบ้านคุณ?"
"ปากดีนักนะนังนี่! แกเซ็นยกสิทธิ์ให้พวกฉันแล้ว อย่ามาลืมตัว!" คุณนายสายพิณชี้หน้าด่ากราด หน้าดำหน้าแดงด้วยความโกรธ "วันนี้ฉันจะมาไล่พวกแกออกไปให้พ้น แล้วจะไถทิ้งทำเป็นลานจอดรถบรรทุกซะ!"
ศิลาขยับตัวก้าวขึ้นมาเคียงข้างลินินอย่างเงียบๆ ร่างสูงใหญ่บังร่างบางไว้ครึ่งหนึ่ง ดวงตาคมกวาดตามองกลุ่มชายฉกรรจ์ด้วยแววตานิ่งสนิทที่แฝงไปด้วยรังสีอำมหิต
"ถ้าคิดจะแตะต้องที่ดินผืนนี้... คงต้องผ่านศพผมไปก่อนล่ะค่ะ" ศิลาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย แต่น้ำหนักคำพูดกลับทรงพลังจนพวกสมุนด้านหลังชะงักกึก
ลินินเหลือบมองชายหนุ่มที่ยืนหยัดอยู่เคียงข้าง มุมปากหยักยิ้มขึ้นเล็กน้อย ความอบอุ่นแปลกประหลาดไหล뢰เข้าสู่หัวใจ แต่ก่อนที่เธอจะทันได้เอ่ยปากตอกกลับคุณนายสายพิณ เสียงรถกระบะคันหรูคันหนึ่งก็แล่นเข้ามาจอดสนิทฝุ่นตลบที่หน้าทางเข้าสวน
ประตูรถเปิดออก พร้อมกับการก้าวลงมาของชายวัยกลางคนในชุดสูทราคาแพง ใบหน้าคมคายเคร่งเครียดและคุ้นตาอย่างประหลาด
เมื่อลินินเห็นใบหน้านั้นชัดเจน เธอก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความตกใจ—นั่นคือ "ท่านอรรถ" นักลงทุนผู้ทรงอิทธิพลจากเมืองหลวง ผู้ซึ่งเป็นตัวการใหญ่เบื้องหลังการกว้านซื้อที่ดินในเขตนี้ทั้งหมด!
และที่น่าตกใจยิ่งกว่า... ท่านอรรถก้าวตรงเข้ามาหาศิลาด้วยท่าทีนอบน้อมโค้งคำนับให้เล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้ลมหายใจของทุกคนในที่นั้นสะดุดกึก
*"คุณศิลาครับ... ท่านประธานใหญ่ทางบริษัทแม่ สั่งให้ผมมารับตัวคุณกลับไปประชุมด่วนเรื่อง 'โครงการลับ' ที่คุณซ่อนไว้ที่นี่ครับ"*
--------------------------------------------------------------
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางพลิกฟื้นผืนดินไปกับลินินและศิลานะคะ
นางร้ายสายเกษตรกับวิศวกรผู้กุมความลับแห่งหุบเขา•ตอนที่ 2
สวนรกร้างกับความฝันใหม่
ผลงานโดย กุหลาบหนามเงิน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กุหลาบหนามเงิน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นางร้ายสายเกษตรกับวิศวกรผู้กุมความลับแห่งหุบเขา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!