"ถ้าพวกท่านยังกล้าเอาเศษดินโคลนมาปะปนกับสินค้าเกรดพรีเมียมของฉันอีกแม้แต่ตะกร้าเดียว ฉันจะให้คนโยعสินค้าพวกนี้ทิ้งลงแม่น้ำให้หมด ไม่เหลือแม้แต่แดงเดียว!"
น้ำเสียงเฉียบขาดราวกับคมกริบของกรรไกรตัดแต่งกิ่งกุหลาบดังขึ้นกลางลานคัดแยกผลผลิต ลินินในชุดเสื้อผ้าฝ้ายสีครามเรียบง่ายแต่สะอาดสะอ้าน ปรายตามองบรรดาญาติผู้พี่และอดีตแม่สามีที่เคยจิกกัดเธอสารพัด ตอนนี้คนเหล่านั้นกลับต้องมายืนก้มหน้าก้มตาคัดแยกผลผลิตพืชออร์แกนิกในโรงเรือนของเธอด้วยความหวาดกลัว ปลายเรียวลิ้นของลินินตวัดยิ้มเยาะเล็กน้อยในใจ โลกนี้มันช่างหมุนเร็วนัก จากนางร้ายตกอับที่เคยถูกเหยียบย่ำ วันนี้เธอกลับกลายเป็นผู้กุมชะตากำหนดความเป็นความตายทางการเงินของคนตระกูลใหญ่เหล่านั้นเสียเอง
"ลินิน... ลูกเอ๊ย นี่มันก็แค่ความผิดพลาดเล็กน้อย..." เสียงสั่นเครือของอดีตแม่สามีเอ่ยขึ้นอย่างเจียมเนื้อเจียมตัว นางถือตะกร้าหวายสานด้วยมือที่สั่นเทา ดวงตาฝ้าฟางเต็มไปด้วยความริษยาและหวาดหวั่นระคนกัน
"ความผิดพลาดเล็กน้อยเหรอคะคุณแม่..." ลินินลากเสียงยาวอย่างจงใจ เธอก้าวเข้าไปใกล้หญิงสูงวัยทีละก้าว กลิ่นหอมจางๆ ของดินชื้นหลังฝนและกลิ่นไอดินจากแปลงเกษตรผสมผสานกับความกดดันจนอีกฝ่ายแทบหายใจไม่ออก "ตอนที่ท่านกับลูกสาวตัวดีร่วมมือกันโยนความผิดให้ฉันเมื่อปีก่อน ท่านเคยคิดถึงคำว่า 'ผิดพลาดเล็กน้อย' บ้างไหมคะ? จำไว้... ที่นี่ไม่ใช่สนามเด็กเล่น และผลผลิตทุกลูกในอาณาจักรของฉัน มีค่ามากกว่าศักดิ์ศรีจอมปลอมของพวกท่านเสียอีก"
ศิลาที่ยืนกอดอกพิงเสาไม้สักทองอยู่มุมหนึ่งของโรงเรือน เฝ้ามองภาพเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยแววตาที่ฉายประกายลุ่มลึก มุมปากหยักลึกยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยอย่างนึกขันและเอ็นดูระคนกัน วิศวกรหนุ่มผู้เคยสุขุมเยือกเย็นและยึดติดแต่กับแบบแปลนปูนซีเมนต์ในเมืองหลวง บัดนี้กลับยอมสลัดสูทราคาแพงมาสวมเสื้อเชิ้ตพับแขนและรองเท้าบูทเปื้อนโคลน เพียงเพราะต้องการยืนเคียงข้างผู้หญิงที่ดุร้ายราวกับหนามกุหลาบผู้นี้
เขารู้ดีว่าลินินไม่ได้ใจร้ายอย่างไร้เหตุผล ทุกสิ่งที่เธอทำคือการสร้างเกราะคุ้มกันและตอกเสาเข็มให้อาณาจักรเกษตรกรรมแห่งนี้มั่นคงดุจหินผา
"พักก่อนเถอะคุณ" ศิลาเดินเข้ามาแทรกกลางวงสนทนา ร่างสูงใหญ่ในชุดทำงานบังคับให้ทุกคนต้องถอยหลังไปโดยอัตโนมัติ เขาหยิบผ้าสะอาดจากมือตนเองมาเช็ดคราบฝุ่นบนหลังมือเรียวของลินินอย่างเบามือ สายตาสื่อความหมายลึกซึ้งจนคนรอบข้างต้องรีบเบือนหน้าหนี "ปล่อยให้พวกเขาก้มหน้าก้มตาทำงานไปเถอะ รถบรรทุกสินค้าล็อตแรกกำลังจะออกจากหุบเขาในอีกสองชั่วโมงข้างหน้า เรายังมีเรื่องสำคัญกว่าต้องจัดการ"
ลินินยอมลดความแข็งกร้าวลงเมื่อสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นจากฝ่ามือหนาที่กุมมือเธอไว้ เธอนึกถึงรายงานการสั่งจองล่วงหน้าจากตลาดชั้นนำในเมืองหลวงที่เพิ่งส่งตรงมาถึงเมื่อเช้าตรู่ ตัวเลขยอดสั่งจองทะลุเพดานจนน่าตกใจ พืชผลออร์แกนิกที่เธอใช้เทคนิคการปรับปรุงดินพิเศษและรดด้วยน้ำจากมิติพิเศษ กลายเป็นสินค้าหายากที่เหล่าเศรษฐีและภริยานายท่านผู้ทรงอิทธิพลต่างแย่งชิงกันครอบครอง
"ฉันไม่ได้เหนื่อยค่ะศิลา แค่รู้สึกว่า... หญ้าพิษพวกนี้กำจัดเท่าไหร่ก็ไม่หมดเสียที" ลินินถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะหันไปสั่งการเสียงเฉียบ "จัดการตามที่ฉันบอก ถ้าใครกล้าตุกติกเรื่องคุณภาพ ตัดชื่อออกจากบัญชีคนงานทันที!"
บรรยากาศในโรงเรือนเงียบกริบลงทันตาเห็น ไม่มีใครกล้าปริปากเถียงแม้แต่ครึ่งคำ ทุกคนรู้ดีว่าหากพ้นจากประตูรั้วฟาร์มแห่งนี้ไป พวกเขาจะไม่มีแม้แต่เศษเงินประทังชีวิตในยุคที่ข้าวยากหมากแพงเช่นนี้
เที่ยงวันนั้น กลิ่นหอมกรุ่นของอาหารพื้นบ้านลอยฟุ้งไปทั่วบริเวณบ้านพักกลางหุบเขา ลินินลงมือเข้าครัวด้วยตัวเองเพื่อฉลองความสำเร็จก้าวแรกของอาณาจักร เมนูวันนี้คือ 'แกงฮังเลเนื้อนุ่มละมุนลิ้น' ที่เคี่ยวกับเครื่องเทศสูตรโบราณจนเข้าเนื้อ และ 'ผัดผักออร์แกนิกยอดอ่อนกรอบหวาน' ที่เพิ่งเก็บสดๆ จากแปลงเมื่อชั่วโมงก่อน กลิ่นหอมของขิง ข่า ตะไคร้ และพริกแกงคั่วคละคลุ้งผสานกับกลิ่นไอร้อนของข้าวหอมมะลิใหม่ปลอม ปลุกเร้าความหิวโหยและสร้างบรรยากาศอันแสนอบอุ่นในครอบครัวที่ลินินไม่เคยสัมผัสมาก่อนในชาติก่อน
ศิลานั่งลงตรงข้ามกับเธอ ดวงตาคมกริบมองจานอาหารตรงหน้าสลับกับใบเนียนใสของหญิงสาวที่เริ่มมีเลือดฝาดขึ้นเพราะความเหน็ดเหนื่อย
"ฝีมือคุณพัฒนาขึ้นทุกวันนะลินิน แบบนี้ผมคงต้องเตรียมตัวอ้วนกลมอยู่ที่นี่ไปตลอดชีวิตเสียแล้วกระมัง" ศิลาเอ่ยหยอกล้อด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่ม มือหนาตักชิ้นเนื้อเปื่อยนุ่มวางลงบนจานข้าวของเธอ
"ถ้าคุณกลัวอ้วน ก็เชิญกลับเมืองหลวงไปรับงานวิศวกรสร้างตึกระฟ้าตามเดิมสิคะ ไม่มีใครรั้งคุณไว้สักหน่อย" ลินินลอยหน้าลอยตาตอบกลับอย่างไม่ยอมแพ้ แม้ริมฝีปากจะเอ่ยปฏิเสธ แต่ดวงตากลับพราวระยับด้วยรอยยิ้ม
"กลับไม่ได้แล้วล่ะครับ..." ศิลาโน้มใบหน้าเข้าไปใกล้ขึ้น เสียงทุ้มต่ำกระซิบแผ่วเบาราวกับจงใจให้ได้ยินกันเพียงสองคน "เพราะหัวใจของผม... ฝังรากลึกอยู่กับดินในแปลงเกษตรของคุณเสียแล้ว"
ใบงามของลินินร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างกะทันหัน เธอกำช้อนในมือแน่น กำลังจะอ้าปากตอกกลับชายหนุ่มด้วยคำพูดจิกกัดตามประสาคนฟอร์มจัด ทว่า...
*ปัง! เสียงทุบประตูด้านนอกดังสนั่นหวั่นไหวขัดจังหวะบรรยากาศหวานชื่นทันที*
ยังไม่ทันที่ทั้งคู่จะได้ลุกขึ้นไปตรวจสอบ เสียงโวยวายด้วยความตกใจของคนงานหน้าฟาร์มก็ดังแทรกเข้ามา พร้อมกับร่างของชายแปลกหน้าในชุดสูทสากลราคาแพงระยับ ผู้มีใบหน้าคมเข้มและแววตาดุดันราวกับพญาอินทรีย์ ก้าวพรวดพราดเข้ามาในเขตบ้านพักโดยไม่ได้รับอนุญาต ด้านหลังของเขามีบอดี้การ์ดร่างยักษ์อีกสี่คนเดินตามประกบอย่างแน่นหนา
"คุณลินินสินะ..." ชายปริศนากระตุกยิ้มมุมปากอย่างเย่อหยิ่ง สายตากวาดมองสำรวจรอบบ้านพักอย่างดูแคลน ก่อนจะโยนเอกสารฉบับหนึ่งลงบนโต๊ะอาหาร เสียงกระดาษกระทบจานข้าวเสียงดังสนั่น "ผมเป็นตัวแทนจากตระกูลใหญ่ในเมืองหลวง... สินค้าล็อตแรกที่คุณส่งเข้าตลาดเมื่อเช้า ถูกทางการสั่งอายัดทั้งหมดแล้ว ด้วยข้อหา 'ต้องสงสัยว่าใช้สารเคมีต้องห้าม'!"
ลินินนิ่งงันไปชั่วขณะ ดวงตาดอกท้อหรี่แคบลงอย่างอันตราย รังสีความเย็นยะเยือกแผ่ซ่านออกจากตัวเธอทันที
ศิลาผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูง บังร่างของลินินไว้เบื้องหลัง ดวงตาคมปลาบจ้องมองผู้มาเยือนอย่างดุร้ายราวกับเสือดาวที่พร้อมขย้ำเหยื่อทุกเมื่อ
"แกเป็นใคร..." ศิลาเอ่ยเสียงต่ำลอดไรฟัน บรรยากาศรอบตัวกดดันจนบอดี้การ์ดฝั่งตรงข้ามต้องเอื้อมมือแตะอาวุธข้างเอว
ชายปริศนายิ้มเยาะอย่างเหนือกว่า เขายื่นนามบัตรสีทองอร่ามมาตรงหน้าลินิน โดยไม่สะทกสะท้านต่อความโกรธของศิลาเลยแม้แต่น้อย
"แนะนำตัวอย่างเป็นทางการ... ผม 'ภาคิน' ผู้กุมสิทธิ์ขาดทั้งหมดเหนือพืชผลในเขตภาคเหนือ และบอกไว้ก่อนนะ... ถ้าคุณไม่ยอมเซ็นสัญญาขายสิทธิ์ขาดฟาร์มแห่งนี้ให้ผมภายในคืนนี้ ผลผลิตทั้งหมดของคุณ จะเน่าคาแปลง... โดยไม่มีวันได้ลืมตาอ้าปากอีกเลยตลอดชีวิต!"
— *กุหลาบหนามเงิน*
นางร้ายสายเกษตรกับวิศวกรผู้กุมความลับแห่งหุบเขา•ตอนที่ 16
ก้าวแรกของอาณาจักร
ผลงานโดย กุหลาบหนามเงิน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กุหลาบหนามเงิน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นางร้ายสายเกษตรกับวิศวกรผู้กุมความลับแห่งหุบเขา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!