กลิ่นอายของกระดาษเก่าและหมึกพิมพ์ราคาแพงในห้องทำงานส่วนตัวของศาสตราจารย์ ดร.ธนาทร มักให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในห้องเก็บศพที่สะอาดสะอ้าน—ไร้กลิ่นเน่าเฟะ แต่คุกกรุ่นไปด้วยความตายที่ถูกจัดฉากไว้อย่างประณีต
พายวางแฟ้มประวัติการชันสูตรพลิกศพของเคสเมื่อสามปีก่อนลงบนโต๊ะทำงานไม้สักทอง เสียงกระดาษกระทบผิวไม้ดังทึบ ทว่าไร้การตอบรับจากชายวัยกลางคนผู้มีศักดิ์เป็นทั้งอาจารย์ที่ปรึกษาและผู้มีพระคุณสูงสุดในเส้นทางวิชาการนิติเวชของเธอ
"เธอหมกมุ่นกับคดีนั้นเกินไปแล้วนะ, พาย"
ดร.ธนาทรเอ่ยขึ้นโดยไม่เงยหน้าจากกองเอกสาร แว่นตากรอบทองสะท้อนแสงไฟนีออนสีขาวนวลจนบังประกายในดวงตาคู่นั้น รอยยิ้มบางเบาที่มุมปากของเขาดูใจดีเสมอในสายตาของนักศึกษาแพทย์ทุกคน แต่วันนี้... พายกลับมองเห็นมันเป็นรอยกรีดของใบมีดผ่าตัดที่เฉียบคมและเลือดเย็น
"ถ้าหนูไม่หมกมุ่น ความจริงคงถูกฝังกลบไปพร้อมกับกระดูกของพี่ชายพิรุณแล้วค่ะ, อาจารย์" พายตอบ เสียงของเธอราบเรียบแต่มั่นคง ดวงตากลมโตจ้องมองอีกฝ่ายโดยไม่กะพริบ เธอสังเกตเห็นปลายนิ้วที่ถือปากกาหมึกซึมราคาแพงนั้นชะงักไปเสี้ยววินาที—เป็นปฏิกิริยาตอบสนองทางจิตวิทยาเพียงเล็กน้อยที่คนฝึกฝนการอ่านศพมานับร้อยรายอย่างเธอไม่มีทางมองข้าม
พิรุณซึ่งยืนกอดอกพิงกรอบประตูอยู่เงียบๆ ส่งเสียงหึในลำคอเบาๆ ทนายความหนุ่มขยับตัวเข้าใกล้โต๊ะทำงานมากขึ้น รังสีความเยือกเย็นและความไม่ไว้วางใจแผ่ออกจากตัวเขาราวกับคลื่นใต้น้ำ
"ยินดีต้อนรับกลับบ้านนะ, ลูกชาย"
ประโยคทักทายจากค่ำคืนก่อนของ ดร.ธนาทร ยังคงก้องอยู่ในโสตประสาทของพิรุณ มันไม่ใช่คำพูดต้อนรับของอาจารย์ที่เอ่ยกับลูกศิษย์ หรือแม้แต่ผู้ใหญ่เอ่ยกับเด็ก แต่มันคือคำทักทายของ ‘ผู้สร้าง’ ที่มองผลงานชิ้นเอกของตัวเองด้วยความรู้สึกเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ และนั่นคือสิ่งที่ทำให้พิรุณสะกิดใจจนต้องตามพายมาที่มหาวิทยาลัยในวันนี้
"บ้านเหรอครับ?" พิรุณทวนคำ น้ำเสียงของเขาเรียบเฉยแต่แฝงไปด้วยคมมีดซ่อนเร้น "ผมจำได้ว่าบ้านของผมถูกเผาทำลายไปพร้อมกับพ่อแม่เมื่อสี่สิบปีที่แล้ว... หรือว่าอาจารย์หมายถึง ‘ห้องทดลอง’ ใต้ดินที่อาจารย์ใช้สะสมตัวอย่างชิ้นเนื้อของเหยื่อกันแน่?"
บรรยากาศในห้องอุณหภูมิลดฮวบทันที ดร.ธนาทรค่อยๆ วางปากกาลง เขาเงยหน้าขึ้นสบตากับพิรุณ รอยยิ้มใจดีจางหายไป เหลือเพียงแววตานิ่งสนิทที่อ่านไม่ออก ราวกับงูพิษที่ขดตัวนิ่งรอจังหวะฉก
"เธอเติบโตขึ้นมาก... พิรุณ ดุดัน เฉียบคม และหวาดระแวงเหมือนพ่อของเธอไม่มีผิด" ดร.ธนาทรพิงหลังพนักเก้าอี้ น้ำเสียงราบเรียบแต่ทรงอำนาจ "แต่ความฉลาดที่ขาดความยับยั้งชั่งใจ มักพาคนเราไปสู่จุดจบที่รวดเร็วกว่าที่ควรจะเป็นเสมอ โดยเฉพาะเมื่อเธอกำลังเล่นอยู่กับเกมที่เธอไม่มีวันชนะ"
"เกมงั้นเหรอคะ?" พายก้าวเข้าไปประชิดโต๊ะ มือเรียวบางกดลงบนขอบโต๊ะเพื่อกดดันอีกฝ่าย "การตายของเหยื่อสามคนที่ผ่านมา มีรอยกรีดกระดูกซี่โครงด้วยมุมองศาเดียวกับวิทยานิพนธ์แพทย์เฉพาะทางที่อาจารย์เคยตีพิมพ์เมื่อยี่สิบปีก่อน... นั่นคือเกมของอาจารย์ด้วยใช่ไหมคะ?"
ความเงียบเข้าปกคลุมพื้นที่ชั่วขณะ เสียงเครื่องปรับอากาศทำงานแข่งกับเสียงหัวใจที่เต้นระรัวในอกของพาย ดร.ธนาทรไม่ปฏิเสธ เขายังคงจ้องมองเธอด้วยสายตาที่ทำให้รู้สึกเหมือนถูกลอกคราบทางจิตวิญญาณ
"ความรู้คืออำนาจ, พาย" ดร.ธนาทรเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาราวกับกำลังสอนหนังสือในห้องบรรยาย "และอำนาจที่แท้จริง มักมาพร้อมกับราคาที่ต้องจ่ายเสมอ... น่าเสียดายที่พวกเธอยังเด็กเกินกว่าจะเข้าใจว่า ทำไมโลกใบนี้ถึงจำเป็นต้องมีความตายที่ถูกจัดระเบียบ"
พิรุณขยับตัวเข้าประชิดพายโดยสัญชาตญาณ มือหนาเอื้อมไปคว้าข้อมือเธอไว้เบาๆ เป็นสัญญาณเตือนให้ถอยห่าง ขณะที่สายตาคมกริบของเขายังคงตรึงอยู่ที่อาจารย์ที่ปรึกษา
"จัดระเบียบด้วยชีวิตคนงั้นเหรอครับ? อาจารย์ไม่ได้เป็นแค่นักวิชาการสติเฟื่อง... แต่อาจารย์คือฆาตกรต่อเนื่องที่ใช้กฎหมายและช่องโหว่ทางการแพทย์เป็นเกราะกำบังต่างหาก" พิรุณแค่นยิ้มหยัน "แฟ้มคดีบนโต๊ะนี่ไม่ได้มีไว้เพื่อศึกษา แต่มันคือรายชื่อเหยื่อที่อาจารย์ยังเก็บหลักฐานส่วนตัวไว้ใช่ไหม?"
ดร.ธนาทรหัวเราะออกมาเบาๆ เป็นเสียงหัวเราะที่แห้งแล้งและน่ากลัว "นายฉลาดเกินไป, พิรุณ... น่าเสียดายจริงๆ"
สิ้นเสียงนั้น ดร.ธนาทรก็เอื้อมมือไปกดปุ่มอินเตอร์คอมใต้โต๊ะ ทันใดนั้น ไฟทั่วทั้งห้องทำงานก็ดับวูบลงพร้อมกับเสียงล็อกอัตโนมัติของประตูเหล็กหนาที่ปิดตายสนิทจากด้านนอก ความมืดมิดกลืนกินทั้งห้องในพริบตา เหลือเพียงแสงไฟฉุกเฉินสีแดงสลัวที่สาดส่องลงมาจากเพดาน อาบไล้ใบหน้าของทุกคนให้กลายเป็นสีเลือด
"ระวังตัวด้วยนะเด็กๆ..." เสียงกระซิบของ ดร.ธนาทร ลอยมาจากความมืดรอบตัว ราวกับเขาไม่ได้นั่งอยู่ตรงนั้นอีกแล้ว "ความจริงบางอย่าง... ต่อให้ค้นพบมัน ก็ไม่มีชีวิตพอที่จะเอาออกไปบอกใครได้หรอก"
พายสูดหายใจเข้าลึก กลิ่นฉุนของสารเคมีบางชนิดเริ่มลอยอบอวลเข้ามาในระบบปรับอากาศ มือของเธอสั่นเทาเล็กน้อยแต่ยังคงกำมีดผ่าตัดขนาดพกพาในกระเป๋าเสื้อกาวน์แน่น ขณะที่พิรุณดึงเธอมาหลบหลังลำตัว พร้อมกับเสียงฝีเท้าหนักๆ หลายคู่ที่กำลังก้าวเข้ามาหยุดอยู่หน้าประตูเหล็ก พร้อมกับเสียงโลหะขูดขีดกำแพงที่ดังระรัวเข้ามาใกล้เรื่อยๆ...
...และในเสี้ยววินาทีที่ไฟฉุกเฉินกะพริบดับลงจนสนิท จอคอมพิวเตอร์บนโต๊ะทำงานของ ดร.ธนาทร ก็สว่างวาบขึ้นเองอัตโนมัติ พร้อมกับภาพกล้องวงจรปิดแบบเรียลไทม์ที่แสดงให้เห็นร่างของ ‘ใครบางคน’ กำลังยืนยิ้มกริ่มอยู่ด้านหลังพวกเขา... ในห้องทำงานที่ควรจะปิดตายและมีเพียงพวกเขาสามคนเท่านั้น!
***
แสงดาวพร่างพราวหวังว่ารี้ดเดอร์ทุกท่านจะสนุกและตื่นเต้นไปกับปมปริศนาในตอนนี้ แล้วมาลุ้นระทึกด้วยกันต่อในตอนหน้านะคะ
ขอหย่าให้จบ แต่ดันติดกับคุณหมอสายโหด•ตอนที่ 17
ศัตรูในคราบมิตร
ผลงานโดย แสงดาวพร่างพราว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แสงดาวพร่างพราว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ขอหย่าให้จบ แต่ดันติดกับคุณหมอสายโหด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!