เสียงล็อกกลอนประตูโลหะดัง “คลิก” สะท้อนก้องในโสตประสาท ชัดเจนยิ่งกว่าเสียงสัญญาณเตือนภัยสีแดงฉานที่กำลังกะพริบวับวาบสาดส่องลงบนใบหน้าของคนทั้งคู่ พายยืนนิ่งอยู่เบื้องหลังแผ่นหลังกว้างของพิรุณ สัญชาตญาณแพทย์นิติเวชบอกเธอทันทีว่า ออกซิเจนในห้องนี้กำลังลดลงจากการที่ระบบระบายอากาศถูกตัดขาดโดยสมบูรณ์ แต่สิ่งที่น่ากลัวกว่าอากาศที่ขาดหาย กลับเป็นเงาร่างสูงโปร่งที่ก้าวพ้นกรอบประตูเข้ามาในความมืด พร้อมกับกลิ่นอายคุ้นเคยที่ไม่ได้สัมผัสมานานหลายปี—กลิ่นบุหรี่มวนบางผสมผสานกับน้ำหอมกลิ่นไม้จันทน์หอมที่เธอจำได้แม่นยำ
“ไม่คิดเลยว่าทนายความมือหนึ่งอย่างคุณพิรุณ จะพาภรรยามาเดินเล่นในสถานที่อัปมงคลแบบนี้... หรือว่าความแค้นฝังใจมันหอมหวานจนกลmกลืนความเป็นมนุษย์ไปหมดแล้วล่ะคะ”
น้ำเสียงทุ้มนุ่มทว่าเจือแววเย้ยหยันดังขึ้นจากมุมมืด พิรุณไม่ขยับเขยื้อน ร่างสูงสง่าในชุดสูทสีเข้มยืนหยัดราวกับรูปปั้นหินอ่อนที่ถูกแกะสลักขึ้นจากความเจ็บปวด ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาหรี่ลงเล็กน้อยยามเมื่อเพ่งมองเงาร่างนั้นชัดขึ้น มือหนาที่กำแฟ้มเอกสารคดีเก่าแน่นจนข้อต่อขึ้นสีขาวซีด บ่งบอกถึงคลื่นอารมณ์รุนแรงที่กำลังซัดสาดอยู่เบื้องหลังท่าทีเยือกเย็นราวกับน้ำแข็งขั้วโลก
“คุณอาคม... คนตายไปแล้วสิบห้าปี ควรจะอยู่ที่ที่ควรอยู่ ไม่ใช่มายุ่มย่ามกับซากปรักหักพังที่ตัวเองเป็นคนสร้างขึ้น” พิรุณเอ่ยขึ้น น้ำเสียงเรียบสนิทจนน่ากลัว ปราศจากความลังเลใดๆ ทว่ากลับเต็มไปด้วยแรงกดดันทางจิตวิทยาที่ทำให้บรรยากาศรอบตัวลดฮวบลงจนแทบหายใจไม่ออก
พายขยับตัวเล็กน้อยเพื่อยืนเคียงข้างเขา แม้ในทางกฎหมายและเอกสาร พวกเขาจะอยู่ระหว่างกระบวนการหย่าร้างที่เต็มไปด้วยรอยร้าว แต่ในวินาทีที่เผชิญหน้ากับความมืดมิดของอดีต ความเป็นมืออาชีพและสัญชาตญาณการปกป้องซึ่งกันและกันกลับทำงานประสานกันอย่างไร้รอยต่อ เธอยื่นมือไปแตะข้อศอกของเขาเบาๆ เพียงชั่วพริบตาที่ปลายนิ้วสัมผัสเนื้อผ้า เธอก็สัมผัสได้ถึงกล้ามเนื้อที่เกร็งเครียดจนสั่นระริกของชายหนุ่ม
“คุณกำลังกลัวอะไรอยู่หรือคะ พิรุณ... หรือว่ากลัวว่าความจริงเรื่องคืนนั้น มันจะไม่เป็นอย่างที่แม่ของคุณพยายามยัดเยียดให้คุณเชื่อมาตลอดชีวิต” พายกระซิบถามเสียงเบาหวิวผ่านความโกลาหลของสัญญาณเตือนภัย ทว่าคำพูดนั้นกลับคมกริบราวกับมีดผ่าตัดที่กรีดลงกลางใจคนฟัง
พิรุณหันกลับมามองเธอชั่วเสี้ยววินาที แววตาที่ปกติมักจะฉายความเย่อหยิ่งและเหตุผลร้อยแปด กลับสั่นไหววูบหนึ่งอย่างที่พายไม่เคยเห็นมาก่อน มันคือความเปราะบางที่ถูกซ่อนไว้ใต้เกราะกำบังอันหนาทึบมาค่อนชีวิต ความลับเกี่ยวกับครอบครัวพิรุณ—โศกนาฏกรรมเพลิงไหม้ที่พรากพ่อแม่และพี่สาวไปในคืนเดียว—ไม่ใช่แค่คดีฆาตกรรมอำพรางธรรมดา แต่เป็นเงื่อนงำทางจิตวิทยาที่เชื่อมโยงกับความสัมพันธ์อันบิดเบี้ยวระหว่างเขากับตระกูลอิทธิพลเบื้องหลังกรมอุตุฯ และกระทรวงยุติธรรม
“คุณไม่ควรมาที่นี่ พาย” พิรุณเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงกว่าเดิมเล็กน้อย เป็นความห่วงใยที่ถูกห่อหุ้มไว้ด้วยความดุดันตามนิสัย “ทุกก้าวที่คุณเดินเข้ามาในตึกนี้ หมายถึงการเอาชีวิตไปแขวนไว้บนเส้นด้ายของคนพวกนั้น”
“ถ้าฉันกลัวตาย ฉันคงไม่เลือกเรียนนิติเวชและแต่งงานกับคุณหรอกค่ะ” พายสวนกลับทันควัน นัยน์ตาสีเข้มฉายแววท้าทายและมุ่งมั่น เธอไม่ยอมตกเป็นฝ่ายถูกปกป้องอยู่ฝ่ายเดียวอีกต่อไปในเกมนี้ “และที่สำคัญที่สุด ฉันเป็นคนเจอสำนวนชันสูตรฉบับจริงที่ถูกสับเปลี่ยนในห้องเก็บศพเมื่อคืนนี้... นั่นหมายความว่า ฉันมีสิทธิ์ที่จะรู้ว่าทำไมชื่อของพ่อคุณถึงกลายเป็น ‘ผู้ต้องสงสัย’ ทั้งที่เขาคือ ‘เหยื่อ’ ตัวจริง”
คำพูดของพายทำให้คนที่ยืนกอดอกพิงผนังอยู่ในความมืดถึงกับหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ อาคมก้าวเท้าออกจากเงาสลัว แสงสีแดงกะพริบสาดกระทบใบหน้ายับย่นตามวัยแต่ยังมีเค้าความหล่อเหลาในอดีต ดวงตาของเขาคมปลาบและเต็มไปด้วยความเจ้าเล่ห์
“ฉลาดสมกับที่เป็นลูกศิษย์ของหมอธนา... น่าเสียดายนะคะที่คุณหมอธนาไม่มีโอกาสได้เห็นลูกศิษย์คนโปรดไขปริศนาชิ้นสุดท้ายนี้ด้วยตัวเอง เพราะถ้าเขาอยู่ตรงนี้ เขาคงเตือนคุณแล้วว่า ตระกูลพิรุณไม่ได้ถูกไฟคร่าชีวิต... แต่พวกเขา ‘เลือก’ ที่จะเผาตัวเองเพื่อปกปิดบางสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าความตาย”
บรรยากาศในห้องหยุดชะงักลงทันที ราวกับเวลาถูกแช่แข็ง พิรุณก้าวพรวดเข้าไปประชิดตัวอาคมด้วยความเร็วที่เหนือกว่า มือแกร่งคว้าคอเสื้อสูทของชายสูงวัยกว่ากระชากเข้ามาใกล้จนใบหน้าเกือบชิดกัน แรงปะทะทางอารมณ์รุนแรงจนพายต้องเอ่ยปรามเสียงแข็ง
“พิรุณ! อย่าให้เกมของเขาครอบงำคุณ นั่นคือสิ่งที่เราต้องการจะหลีกเลี่ยง!”
พิรุณหายใจหอบถี่ หน้าอกกระเพื่อมไหวตามจังหวะอารมณ์ที่พุ่งสูงถึงขีดสุด ดวงตาคู่คมแดงก่ำด้วยความโกรธแค้นที่สะสมมานานนับสิบปี เขาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของอาคมราวกับต้องการจะควักเอาความจริงทั้งหมดออกมาจากปากของอีกฝ่ายด้วยมือเปล่า
“แกโกหก... พ่อฉันไม่มีทางทำลายครอบครัวตัวเอง” เสียงทุ้มต่ำลอดไรฟันออกมาทีละคำ เต็มไปด้วยความเจ็บปวดที่ซ่อนรูปอยู่ใต้ความเกลียดชัง
“ความจริงมันเจ็บปวดเสมอแหละค่ะ คุณทนาย” อาคมยิ้มเยาะ แม้จะอยู่ในสถานการณ์ที่ถูกคุกคาม “ถ้าคุณอยากรู้ว่าทำไมแม่ของคุณถึงต้องเซ็นเอกสารโอนทรัพย์สินทั้งหมดให้มูลนิธิในคืนก่อนเกิดเพลิงไหม้ และทำไมผลตรวจสารพิษในเลือดของพี่สาวคุณถึงมีชื่อของหมอประจำตระกูล... คุณก็ต้องเปิดแฟ้มในมือของคุณออกดูซะตอนนี้”
อาคมพยักเพยิดไปยังแฟ้มเอกสารสีน้ำตาลที่พิรุณถือไว้แน่น พายรีบก้าวเข้ามาใกล้แล้วใช้มือเรียวช่วยดึงสายรัดแฟ้มออกอย่างรวดเร็ว ในขณะที่แสงสีแดงยังคงกะพริบเตือนภัยระลอกแล้วระลอกเล่า แผ่นกระดาษแผ่นแรกหลุดร่วงลงสู่พื้น ทว่าสิ่งที่ปรากฏอยู่บนหัวกระดาษแผ่นที่สองกลับทำให้ทั้งคู่ต้องเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
มันไม่ใช่รายงานการสอบสวนคดีเพลิงไหม้... แต่มันคือใบรับรองการเสียชีวิตของบุคคลที่สาม ซึ่งถูกลงนามโดย ‘แพทย์นิติเวช’ คนปัจจุบัน... และชื่อนั้นก็คือ ‘พาย’ เอง ในวันที่เธอยังเป็นเพียงเด็กหญิงอายุเจ็ดขวบที่ไม่มีตัวตนในทะเบียนราษฎร์!
“นี่มัน... หมายความว่ายังไงคะ?” พายพึมพำกับตัวเอง มือบางสั่นเทาจนแทบถือกระดาษไม่อยู่ ความทรงจำวัยเด็กที่ถูกลบเลือนด้วยอาการช็อกทางจิตใจค่อยๆ ปะติดปะต่อขึ้นมาอย่างโหดร้าย
พิรุณหันขวับมามองภรรยาของตน แววตาที่เคยแข็งกร้าวแปรเปลี่ยนเป็นความตื่นตระหนกสุดขีด เมื่อเงาร่างนับสิบเริ่มเคลื่อนไหวปิดล้อมทางออกทุกด้าน พร้อมกับเสียงฝีเท้าของหน่วยจู่โจมปริศนาที่พังประตูกระจกด้านนอกเข้ามาอย่างกะทันหัน!
ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและไขปริศนากับความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนนี้ไปด้วยกันนะคะ พบกันใหม่ตอนหน้าค่ะ
ขอหย่าให้จบ แต่ดันติดกับคุณหมอสายโหด•ตอนที่ 31
เส้นขนานที่เริ่มบรรจบ
ผลงานโดย แสงดาวพร่างพราว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แสงดาวพร่างพราว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ขอหย่าให้จบ แต่ดันติดกับคุณหมอสายโหด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!