“ถ้าคิดว่าการซื้อหุ้นแค่สัดส่วนยี่สิบเปอร์เซ็นต์จะทำให้เธอคุมเกมนี้ได้... ก็ลองส่งชื่อบริษัทของเธอเข้าในตลาดหลักทรัพย์สิคะ คุณธนวินท์”
น้ำเสียงนุ่มนวลแต่เย็นเยียบจนบาดลึกถึงขั้วหัวใจดังขึ้น ท่ามกลางความเงียบงันที่เข้าปกคลุมห้องจัดเลี้ยงหรูหรา
มินตราไม่ได้ขยับตัวแม้แต่น้อย เธอยังคงยืนเคียงข้างภคินด้วยท่าทีสง่างาม ชุดราตรีเรียบหรูที่ไม่ได้ประดับเพชรพลอยราคาแพงระยับ แต่กลับเปล่งประกายอำนาจบางอย่างที่กดขี่ให้คนรอบข้างแทบไม่กล้าหายใจแรง รอยยิ้มที่มุมปากของเธอไม่ได้มีความเยาะเย้ยถางถาง แต่มันคือรอยยิ้มของผู้หญิงที่ผ่านความยากลำบากมานับไม่ถ้วน และในวันนี้... เธอยืนอยู่บนจุดสูงสุดที่ไม่มีใครแตะต้องได้
ทว่า ความสนใจทั้งหมดในห้องไม่ได้หยุดอยู่แค่ที่ภรรยาคู่ชีวิตของมหาเศรษฐีหนุ่ม เมื่อร่างของแขกไม่ได้รับเชิญคนนั้นก้าวพ้นกรอบประตูเข้ามา เสียงซุบซิบที่เคยดังระงมก็พลันเงียบกริบลงทันทีราวกับถูกมนต์สะกด
“ไม่คิดเลยนะคะ ว่าลูกสาวคนเก่งของฉัน จะพาคนไร้ค่าในอดีตก้าวมาถึงจุดนี้ได้... แต่เสียดายนะมินตรา เธอมันก็แค่เด็กกตัญญูกลวงๆ ที่ไม่รู้เลยว่า ผู้ชายที่เธอนอนร่วมเตียงด้วยทุกคืน เขากุมความลับอะไรไว้บ้าง”
กุลธิดา แม่แท้ๆ ของมินตราเอง ผู้หญิงที่เคยขับไล่ไสส่งลูกสาวและสามีจนๆ ออกจากตระกูลเมื่อหลายปีก่อน ปรากฏตัวขึ้นในชุดผ้าไหมราคาแพง ใบหน้าที่ผ่านการศัลยกรรมมาอย่างดีบิดเบี้ยวด้วยรอยยิ้มหยัน ดวงตาคู่นั้นกวาดมองภคินด้วยความริษยาและสะใจระคนกัน
ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง บรรยากาศในห้องจัดเลี้ยงตึงเครียดจนแทบจะใช้มือจับต้องได้ ธนวินท์ที่เพิ่งเสียหน้าไปหมาดๆ กลับมีประกายความหวังวาบขึ้นในแววตา เขาหันไปมองหน้ากุลธิดาเหมือนเจอทางรอดสุดท้าย
มินตราขมวดคิ้วเล็กน้อย ความรู้สึกเจ็บแปลบที่เคยมีต่อผู้เป็นแม่ในอดีต บัดนี้มันด้านชาเสียจนแทบไม่เหลือเยื่อใย ร่างบางกำลังจะก้าวออกไปเผชิญหน้า แต่ทว่า... มือหนาอุ่นจัดของภคินกลับเอื้อมมาคว้าข้อมือเธอไว้เสียก่อน
ภคินยังคงมีสีหน้าเรียบเฉย แววตาคมกริบดุจพญาอินทรีมองตรงไปยังกุลธิดาโดยไม่มีความหวาดหวั่นแม้แต่น้อย เขายกแก้วแชมเปญขึ้นจิบนิดๆ ก่อนจะวางลงบนถาดของบริกรด้วยเสียงที่ดังชัดเจนท่ามกลางความเงียบ
“คุณแม่ยาย... ยินดีต้อนรับสู่การแสดงเปิดตัวนะคะ” ภคินเอ่ยขึ้น น้ำเสียงทุ้มนุ่มแต่ก้องกังวานไปทั่วห้อง “ผมกำลังรอให้คุณมาเปิดปากพูดเรื่องในอดีตพอดีเลยครับ จะได้ไม่ต้องเสียเวลาตามหาพยานหลักฐานให้เหนื่อยแรง”
กุลธิดาชะงักไปนิดเมื่อเจอสายตาคู่นั้น เธอกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก แต่ความโลภและมั่นใจในไพ่ในมือก็ทำให้เธอยิ้มเยาะออกมาอีกครั้ง “ปากดีจริงๆ นะไอ้เด็กก้นครัว! แกคิดว่าการเอาเงินมาโปรดซื้อบริษัทกระจอกๆ สองสามแห่งแล้วจะยิ่งใหญ่ค้ำฟ้าเหรอ? แกมันก็แค่คนต้มตุ๋นที่สวมรอยเป็นเศรษฐี! เอกสารชิ้นนี้... คือหลักฐานว่าบริษัทแรกเริ่มที่แกสร้างขึ้นมาจากเงินสกปรกและฉ้อโกง!”
เธอยกแฟ้มเอกสารสีน้ำตาลขึ้นชูให้ทุกคนในห้องได้เห็น เสียงฮือฮาเริ่มดังขึ้นอีกครั้ง แขกเหรื่อต่างพากันกระซิบกระซาบ ธนวินท์ยิ้มเยาะออกมาอย่างได้ใจทันที
แต่มินตรากลับหลุดหัวเราะเบาๆ ออกมา เป็นเสียงหัวเราะที่ทำให้กุลธิดาและธนวินท์ถึงกับขมวดคิ้วด้วยความไม่เข้าใจ
“คุณแม่คะ...” มินตราเอ่ยด้วยน้ำเสียงเห็นอกเห็นใจอย่างแท้จริง “แม่ไม่เคยรู้เลยจริงๆ สินะคะ ว่าตระกูลที่เรากราบไหว้และยอมทำตามทุกอย่างในอดีต แท้จริงแล้วเป็นแค่ลูกหนี้รายย่อยในพอร์ตการลงทุนของสามีหนูเอง”
เปรี้ยง!
ราวกับมีสายฟ้าฟาดลงกลางห้องจัดเลี้ยง กุลธิดาหน้าถอดสี ทรวดทรงที่เคยเชิดผยองเริ่มสั่นเทา “เธอ... เธอพูดบ้าอะไร! แกมันก็แค่คนจนที่ฉันขับไล่ออกไป!”
ภคินไม่ปล่อยให้เสียเวลา เขาผผายมือไปยังจอ LED ขนาดยักษ์ด้านหลังเวที ทันใดนั้น ภาพเอกสารทางกฎหมายและเส้นทางการเงินมหาศาลก็ปรากฏขึ้นหรา ตราประทับสีแดงฉานระบุชื่อบริษัทโฮลดิ้งแห่งใหม่ที่เพิ่งจดทะเบียนเสร็จสิ้นสดๆ ร้อนๆ
**"กลุ่มบริษัท พิทักษ์ธนกุล โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน)"**
ชื่อนี้ไม่ใช่แค่บริษัทธรรมดา แต่มันคืออาณาจักรธุรกิจที่เข้าซื้อกิจการในเครือธนวินท์และตระกูลของกุลธิดาไว้ทั้งหมดแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด! ทุกอุตสาหกรรม ทั้งอสังหาริมทรัพย์ พลังงาน และโทรคมนาคม บัดนี้อยู่ใต้ร่มเงาของชายหนุ่มผู้ที่พวกเขากล้าดูถูกว่าเป็น "คนไร้ค่า"
“เอกสารในมือคุณแม่เหรอครับ?” ภคินก้าวเท้าเดินเข้าไปหากุลธิดาช้าๆ ร่างสูงสง่าแผ่รังสีคุกคามที่ทำให้ผู้หญิงวัยกลางคนต้องก้าวถอยหลังโดยสัญชาตญาณ “นั่นมันเป็นแค่สำเนาปลอมที่ธนวินท์จ้างคนทำขึ้นมาเมื่อสามชั่วโมงที่แล้ว... แต่เอกสารที่กำลังกวาดล้างบริษัทของพวกคุณออกจากตลาดหลักทรัพย์ในตอนนี้ คือของจริงค่ะ”
เสียงแจ้งเตือนโทรศัพท์มือถือของแขกหลายคนในห้องดังขึ้นพร้อมกัน รวมถึงสมาร์ทโฟนในมือของธนวินท์ที่สั่นระรัว ภาพข่าวหน้าหนึ่งของสำนักข่าวเศรษฐกิจทุกสำนักพร้อมใจกันพาดหัวข่าวใหญ่: **"ปิดฉากตระกูลดัง! โฮลดิ้งปริศนาเทคโอเวอร์กิจการทั้งหมดใน 3 นาที"**
ธนวินท์เข่าอ่อนทรุดลงไปกองกับพื้น ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด ดวงตาเบิกกว้างด้วยความสิ้นหวัง ส่วนกุลธิดากรีดร้องออกมาด้วยความสติแตก ล้มพับลงไปกับพื้นพรมราคาแพงอย่างไม่เหลือมาดไฮโซ
มินตรามองภาพตรงนั้นด้วยแววตาเรียเฉย เธอก้าวเข้าไปซบไหล่กว้างของสามีอย่างสนิทสนม ภคินโอบเอวบางไว้แน่น ก้มลงกระซิบข้างใบหูเธอด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนที่แตกต่างจากเมื่อครู่อย่างสิ้นเชิง
“เกมนี้... เราชนะแบบราบคาบแล้วนะคะที่รัก”
ทว่า ในวินาทีที่ทุกคนคิดว่าเรื่องราวจบลงแล้ว และความพินาศได้มาถึงจุดสิ้นสุดของศัตรู...
จู่ๆ จอ LED ขนาดยักษ์บนเวทีก็ดับวูบลง ก่อนจะติดขึ้นมาใหม่อย่างกะทันหัน ภาพจากกล้องวงจรปิดหน้าคฤหาสน์ส่วนตัวของภคินปรากฏขึ้น และภาพที่เห็นก็ทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าของมหาเศรษฐีหนุ่มแข็งค้างในทันที
มีร่างของใครคนหนึ่งกำลังยืนอยู่หน้าประตูนิรภัย พร้อมกับเสียงกริ่งที่ดังระรัว และข้อความสั้นๆ ที่ส่งตรงเข้าสู่โทรศัพท์มือถือของภคิน...
*"ยินดีต้อนรับการกลับมาค่ะ ลูกชาย... ถึงเวลาที่แกต้องชดใช้หนี้ชีวิตที่ติดค้างไว้แล้ว"*
ท่านประธานสายเปย์กับเลขาหน้าเงิน•ตอนที่ 22
เปิดบริษัทใหม่ท้าชนรายใหญ่
ผลงานโดย ต้นไม้ริมระเบียง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ต้นไม้ริมระเบียง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ท่านประธานสายเปย์กับเลขาหน้าเงิน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!