เสียงหัวเราะเยาะหยันของกลุ่มไฮโซสาวที่ดังขึ้นท่ามกลางห้องจัดเลี้ยงหรูระดับเจ็ดดาว ไม่ได้ทำให้มินตราสะท้านสะเทือนแม้แต่น้อย มือเรียวบางในชุดราตรีเรียบง่ายแต่ตัดเย็บอย่างประณีต ยกแก้วแชมเปญขึ้นจิบรสชาติฝาดเฝื่อนอย่างใจเย็น ราวกับเสียงนินทากระซิบกระซาบเหล่านั้นเป็นเพียงเสียงแมลงหวี่แมลงวันน่ารำคาญที่ไม่มีค่าพอให้ใส่ใจ
"อุ๊ย ดูสิคะคุณมินตรา กระเป๋าถือใบนั้น... น่ารักดีนะคะ รุ่นลิมิเต็ดอิดิชั่นของปีที่แล้วหรือเปล่าเอ่ย พอดีว่าพวกเราใช้แต่คอลเลกชันใหม่ล่าสุดที่เพิ่งบินไปซื้อจากปารีส เลยจำรุ่นตกยุคแบบนั้นไม่ได้น่ะค่ะ ต้องขออภัยด้วยนะคะถ้าทำให้เสียบรรยากาศ"
กุลธิดา เซเลบสาวชื่อดังผู้ทรงอิทธิพลในแวดวงสังคมก้มมองกระเป๋าแบรนด์เนมราคาหลักหมื่นบนตักของมินตราด้วยหางตา รอยยิ้มเยาะเย้ยบนริมฝีปากอวบอิ่มที่เคลือบด้วยลิปสติกราคาแพงถูกส่งมาพร้อมกับเสียงหัวเราะคิกคักจากเพื่อนสาวในกลุ่มที่ยืนล้อมรอบเพื่อรอเหยียบย่ำ
มินตราปรายตามองอีกฝ่ายอย่างสงบ นัยน์ตากลมโตมีความอ่อนโยนและลึกล้ำซ่อนอยู่ เธอจำผู้หญิงคนนี้ได้ดี... สมัยที่เธอกับภคินยังต้องกัดก้อนเกลือกินด้วยกัน เช่าห้องรูหนูราคาถูกประทังชีวิต กุลธิดาเคยเหยียบย่ำน้ำใจและหัวเราะเยาะความจนของพวกเขาอย่างสนุกปากที่สุด
"ขอบคุณที่เป็นห่วงเรื่องกระเป๋าของฉันนะคะคุณกุลธิดา" มินตราเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าก้องกังวานและทรงพลังจนรอยยิ้มบนหน้าของเซเลบสาวชะงักไปชั่วขณะ "แต่บางที... ของที่เก่าและผ่านการใช้งานมาด้วยความทรงจำที่ดี อาจจะมีคุณค่าทางจิตใจมากกว่าของราคาแพงที่ได้มาจากการแบมือขอคนอื่นกินนะคะ"
"นี่เธอ! นังมินตรา กล้าดียังไงมาว่าฉัน!" กุลธิดาหน้าถอดสีด้วยความโกรธเกรี้ยว เสียงกรี๊ดแหลมสูงทำให้แขกเหรื่อรอบข้างหันมามองเป็นตาเดียว "คิดว่าตัวเองเป็นใครกัน แค่เมียน้อย... อ๋อ ไม่สิ เมียเก็บที่ท่านประธานบริษัทใหญ่เขาเลี้ยงไว้แก้เบื่อ อย่าคิดว่าเอาตัวเข้าแลกแล้วจะเทียบชั้นพวกเราได้นะยะ!"
บรรยากาศในห้องจัดเลี้ยงพลันเงียบกริบลงทันที ทุกสายตาจับจ้องมาที่จุดเกิดเหตุด้วยความอยากรู้อยากเห็น ธนวินท์ที่ยืนถือแก้วไวน์อยู่ไม่ไกล ยกย่องมุมปากขึ้นอย่างสะใจ รอดูกลวิธีเอาคืนของภรรยาประธานหนุ่มผู้กุมอำนาจ
แต่ก่อนที่มินตราจะได้ตอบโต้อะไร ประตูบานใหญ่แกะสลักลายวิจิตรก็ถูกผลักเปิดออกด้วยแรงมหาศาล
ความเงียบงันปกคลุมไปทั่วห้องทันทีเมื่อร่างสูงสง่าในชุดสูทสั่งตัดพิเศษปรากฏกายขึ้น ภคินก้าวเข้ามาด้วยรัศมีเย็นชาและกดดันจนแทบหายใจไม่ออก ดวงตาคมกริบกวาดมองไปรอบห้องก่อนจะมาหยุดอยู่ที่ร่างของภริยาอันเป็นที่รัก แววตาที่แข็งกร้าวและไร้ความปรานีเมื่อครู่พลันเปลี่ยนเป็นความอ่อนโยนและห่วงใยทันทีที่ทอดมองมินตรา
"ภิน..." มินตราพึมพำเบาๆ
ภคินเดินตรงเข้ามาโอบเอวบางของภรรยาเข้าหาตัวอย่างทะนุถนอม ก่อนจะหันไปสบตากับกุลธิดาและกลุ่มไฮโซสาวที่ตอนนี้ใบเริ่มซีดเผือดด้วยความหวาดกลัวอย่างไม่ทราบสาเหตุ แรงกดดันจากมหาเศรษฐีหนุ่มผู้ทรงอิทธิพลทำให้พวกเธอแทบไม่กล้าหายใจแรง
"เมื่อครู่นี้..." ภคินเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ เยียบเย็นราวกับหลุดออกมาจากขุมนรก "ใคร1ในพวกคุณ... ที่กล้าปากดีใส่ภริยาของผม"
"ท่าน... ท่านประธานภคินคะ คือว่าพวกเราแค่..." กุลธิดากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบากขาเริ่มสั่นเทา หน้าตาที่เคยเชิดหยิ่งบิดเบี้ยวด้วยความตื่นตระหนก
ภคินไม่ปล่อยให้เธอได้แก้ตัวแม้แต่น้อย มือหนายกขึ้นส่งสัญญาณให้เลขาคนสนิทที่เดินตามหลังมาจัดการทันที สมาร์ทโฟนหน้าจอสีดำถูกหยิบขึ้นมาพร้อมคำสั่งเฉียบขาดที่สั่นสะเทือนไปทั่วทั้งวงการเศรษฐกิจ
"จัดการตามแผนที่ผมสั่งไว้" ภคินเอ่ยสั้นๆ แต่ทรงพลัง
เลขาหนุ่มพยักหน้ารับอย่างรวดเร็ว ก่อนจะกดโทรศัพท์สั่งการด้วยเสียงดังฟังชัดพอให้ทุกคนในบริเวณนั้นได้ยิน
"คำสั่งด่วนจากท่านประธานภคิน! ประกาศแบนตระกูลกุลธิดาและเครือข่ายธุรกิจทั้งหมดออกจากสมาคมการค้าและตลาดหลักทรัพย์ภายในสามสิบวินาทีนี้! ยกเลิกสัญญาสนับสนุนทุกโปรเจกต์ ระงับวงเงินบัตรเครดิตทุกใบ และสั่งห้ามสถานบันเทิง โรงแรม สายการบิน หรือร้านค้าแบรนด์เนมทุกแห่งในเครือต้อนรับบุคคลเหล่านี้ตลอดชีวิต!"
สิ้นเสียงคำสั่ง... เวลาผ่านไปไม่ถึงสิบวินาที เสียงเตือนข้อความเข้าจากโทรศัพท์มือถือของกลุ่มไฮโซสาวก็ดังขึ้นพร้อมเพรียงกันราวกับนัดหมาย
*ติ๊ง! ติ๊ง! ติ๊ง!*
กุลธิดารemหน้าถอดสี รีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดดูด้วยมือที่สั่นเทา ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจขีดสุดเมื่อหน้าจอแสดงข้อความแจ้งเตือนจากธนาคารหลักทุกแห่ง พร้อมกันกับการโทรเข้ามาอย่างบ้าคลั่งจากผู้จัดการส่วนตัวที่แจ้งข่าวร้ายว่าหุ้นของครอบครัวดิ่งเหวและถูกฟ้องล้มละลายในพริบตา
"ไม่... ไม่จริง! นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน!" กุลธิดากรيدร้องออกมาอย่างเสียสติ ทรุดตัวลงไปกองกับพื้นอย่างไร้ศักดิ์ศรี
มินตรามองภาพนั้นด้วยแววตานิ่งสงบ เธอนึกย้อนไปถึงวันที่ตัวเองเคยถูกผู้หญิงคนนี้หัวเราะเยาะใส่หน้าอย่างเจ็บช้ำ วันนี้... ความแค้นและการดูถูกทั้งหมดได้รับการชำระสะสางจนหมดสิ้นแล้วด้วยอำนาจและหัวใจของสามีที่ยืนเคียงข้างเธอเสมอมา
ภคินก้มลงมองภรรยาในอ้อมแขน รอยยิ้มอบอุ่นปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมคายก่อนจะกระซิบข้างใบหูของเธอด้วยเสียงที่ได้ยินกันแค่สองคน
"ผมบอกคุณแล้วไงครับมิน... ว่าโลกใบนี้ ไม่มีใครมีสิทธิ์ทำให้คุณต้องก้มหน้า"
ท่ามกลางความโกลาหลและเสียงคร่ำครวญขอความเมตตาจากกุลธิดาที่กำลังถูกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยหิ้วปีกออกไปจากงาน ธนวินท์ที่ยืนมองเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่มุมห้องถึงกับเข่าอ่อน ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือดเมื่อตระหนักได้ว่าเหยื่อรายต่อไปที่กำลังจะถูกบดขยี้... อาจเป็นตระกูลของเขาเอง
ทว่า ในจังหวะที่ทุกคนกำลังตกตะลึงกับความเด็ดขาดของมหาเศรษฐีหนุ่ม ประตูบานใหญ่อีกด้านหนึ่งของห้องจัดเลี้ยงก็เปิดออกอีกครั้ง พร้อมกับการปรากฏตัวของแขกไม่ได้รับเชิญคนหนึ่ง... คนที่กุมความลับอันดำมืดที่สุดในอดีตของภคินเอาไว้ และเป็นคนที่มินตราไม่เคยคิดว่าจะได้เจออีกในชีวิตนี้
ต้นไม้ริมระเบียงขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามอ่านและสนับสนุนกันมาโดยตลอดนะคะ
ท่านประธานสายเปย์กับเลขาหน้าเงิน•ตอนที่ 21
ตบหน้านางร้ายกลางงานสังคม
ผลงานโดย ต้นไม้ริมระเบียง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ต้นไม้ริมระเบียง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ท่านประธานสายเปย์กับเลขาหน้าเงิน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!