"ถ้าคุณไม่มีปัญญาจ่ายค่าหุ้นส่วนสามสิบเปอร์เซ็นต์นี้ ก็ควรจะเซ็นใบสละสิทธิ์แล้วเดินออกไปจากห้องประชุมซะ เลิกทำตัวเป็นปลิงเกาะตระกูลธนวินท์ให้เป็นภาระของคนอื่นเสียทีค่ะ คุณมินตรา"
เสียงหัวเราะเยาะหยันดังระงมขึ้นทั่วห้องประชุมกระจกใสระฟ้าใจกลางเมือง กุลธิดาผู้เป็นมารดาบังเกิดเกล้าของมินตราเองยังเชิดหน้าขึ้นอย่างไม่แยแส ปล่อยให้บุตรสาวแท้ๆ ถูกธนวินท์และกลุ่มคณะกรรมการรุมทึ้งอย่างไร้ความปรานี เอกสารสัญญาเพิ่มทุนถูกเลื่อนมาตรงหน้าด้วยปลายนิ้วที่เคาะโต๊ะเป็นจังหวะอย่างหยิ่งผยอง
มินตราบีบมือเข้าหากันแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด ใบหน้านวลเนียนแม้จะซีดเผือดลงไปบ้าง แต่แววตาคู่สวยกลับฉายแววเด็ดเดี่ยวและเยือกเย็น เธอผ่านความยากลำบากเคียงข้างภคินมามากเกินกว่าจะมาสะท้านกับเศษสวะพวกนี้
"ฉันบอกคุณแล้วนะคะคุณธนวินท์ ว่าดิฉันจะตรวจสอบบัญชีทั้งหมดก่อนเซ็น" น้ำเสียงของมินตราเรียบนิ่ง ทว่าทรงพลังจนรอยยิ้มเยาะบนใบหน้าของชายหนุ่มชะงักไปชั่วขณะ
"ตรวจสอบงั้นเหรอ? ไม่มีใครเขารอคนจนๆ อย่างเธอหรอกนะมินตรา!" กุลธิดาโพล่งขึ้นด้วยความอับอายที่มีลูกสาวขัดลาภ "เซ็นซะ! อย่าทำให้ฉันต้องขายหน้าไปมากกว่านี้เลย แม่เลี้ยงแกมาจนโต ไม่เคยคิดเลยว่าแกจะโง่เง่าไร้ประโยชน์ขนาดนี้!"
ธนวินท์ยิ้มมุมปาก ยื่นปากกาเพชรราคาแพงลิบลิ่วไปตรงหน้าเธอ "เซ็นเถอะครับคุณภรรยา... อ้อ ไม่สิ อดีตภรรยาในอนาคตต่างหาก เพราะถ้าคุณไม่เซ็นวันนี้ หนี้สินทั้งหมดที่สามีไร้น้ำยาของคุณไปกู้มา คงจะทำให้พวกคุณสองคนต้องไปนอนข้างถนนในไม่ช้า"
บรรยากาศในห้องประชุมกดดันจนแทบหายใจไม่ออก สายตาทุกคู่มองมาที่มินตราด้วยความสมเพช เวทนา และรอคอยการพ่ายแพ้
ทว่า... ในวินาทีที่มินตรากำลังจะเอื้อมมือไปหยิบปากกาเพื่อเล่นเกมจิตวิทยาตลบหลังพวกมันให้หมดอนาคตในรวบเดียว
*ตูมมมม!*
แรงลมมหาศาลพัดกระโชกจนเอกสารบนโต๊ะปลิวว่อน ผ้าม่านสีครีมหนาหนักสะบัดตีวงกบหน้าต่างกระจกนิรภัยชั้นที่สี่สิบห้า เสียงคำรามกึกก้องกังวานจากท้องฟ้าด้านนอกดังสนั่นหวั่นไหวจนพื้นห้องสั่นสะเทือน ทุกคนในห้องต่างผุดลุกขึ้นด้วยความตกใจ หันขวับไปมองยังทัศนียภาพนอกกระจกด้วยความตื่นตระหนก
เฮลิคอปเตอร์ส่วนตัวลำยักษ์สีดำด้านสนิทประทับตราโลโก้ตระกูลมหาเศรษฐีระดับโลก ลอยลำนิ่งสนิทอยู่กลางอากาศ ห่างจากกระจกห้องประชุมไปเพียงไม่กี่เมตร แรงใบพัดตีอากาศสร้างกระแสลมหมุนวนจนผู้ทรงเกียรติในห้องต้องยกแขนขึ้นบังใบหน้ากันอลหม่าน
ดวงตาทุกคู่เบิกกว้างด้วยความหวาดกลัวและงุนงง ใครกันที่มีอำนาจบารมีถึงขั้นสั่งปิดน่านฟ้ากลางเมืองหลวงเพื่อจอดเฮลิคอปเตอร์ประชิดตึกระฟ้าเช่นนี้?
ประตูห้องนักบินเปิดออก พร้อมกับร่างสูงสง่าในชุดสูทสั่งตัดพิเศษเข้ารูป เรือผมสีดำสนิทรับกับใบหน้าคมคายที่หล่อเหลาราวกับเทพบุตรกรีก ทว่าแววตากลับเย็นชาดุจน้ำแข็งขั้วโลก ภคินก้าวลงมาจากบันไดเฮลิคอปเตอร์อย่างไม่สะทกสะทานต่อลมแรง ก้าวเดินผ่านกระจกใสเข้ามาด้วยท่าทีราชาผู้กุมชะตาชีวิตของทุกคนในที่นั้น
"คะ... คุณคิน!" กุลธิดาอ้าปากค้าง ตาโตเท่าไข่ห่าน เมื่อจำได้แม่นว่าชายหนุ่มที่เธอกล่าวเหยียดหยามและไล่ตะเพิดมานับครั้งไม่ถ้วน แท้จริงแล้วคือใคร
ธนวินท์หน้าถอดสี ขาอ่อนแรงจนเกือบทรุดลงไปกองกับพื้น ลมหายใจสะดุดติดขัดเมื่อสบเข้ากับนัยน์ตาดุจพญาอินทรีที่มองมายังเขา ราวกับกำลังมองมดปลวกตัวหนึ่ง
ภคินไม่ชายตาแลใครเลยสักคน เขาก้าวตรงดิ่งผ่านกลางวงล้อมของผู้บริหารระดับสูง หยุดยืนตรงหน้าภรรยาสาวที่กำลังเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยแววตาที่ผสมผสานระหว่างความตกใจและความโล่งอก
ชายหนุ่มโน้มตัวลงช้าๆ ประคองใบหน้าเรียวของภรรยาขึ้นมาด้วยความทะนุถนอมราวกับเธอคือสมบัติล้ำค่าที่สุดในจักรวาล นิ้วเรียวเกลี่ยปอยผมที่ปลิวไสวตามแรงลมเบาๆ น้ำเสียงทุ้มนุ่มแต่กังวานชัดเจนเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบงันสนิทของทุกคนในห้อง
"ประชุมอะไรกันนานนักครับภรรยา... คนทางบ้านเขารอคุณกลับไปรับประทานมื้อค่ำจนอาหารเย็นหมดแล้วนะ"
ภคินหันกลับไปกวาดสายตามองหน้าธนวินท์และกุลธิดาช้าๆ รอยยิ้มเยือกเย็นปรากฏขึ้นที่มุมปาก แต่นัยน์ตากลับไร้ซึ่งความปรานีใดๆ
"ส่วนบริษัทกระจอกงอกง่อยนี่... ผมซื้อไว้หมดแล้ว ตั้งแต่สามวินาทีแรกที่พวกคุณกล้าขึ้นเสียงใส่ภรรยาของผม"
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงตอนนี้นะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
ท่านประธานสายเปย์กับเลขาหน้าเงิน•ตอนที่ 10
เฮลิคอปเตอร์ส่วนตัวมารับ
ผลงานโดย ต้นไม้ริมระเบียง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ต้นไม้ริมระเบียง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ท่านประธานสายเปย์กับเลขาหน้าเงิน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!