"ฉันไม่สนว่าแกจะเป็นใคร หรือเอาเงินสกปรกมาจากไหน... แต่จำไว้! หุ้นสามสิบเปอร์เซ็นต์ในมือฉัน คืออำนาจเดียวที่จะทำให้บริษัทนี้ล่มสลาย!"
เสียงตบโต๊ะประชุมดังสนั่นสะท้อนไปทั่วห้องกระจกนิรภัยชั้นบนสุดของตึกระฟ้า ธนวินท์หอบหายใจจนอกกระเพื่อม ใบหน้าที่เคยหล่อเหลาหย่อหยิ่งบิดเบี้ยวด้วยความโกรธเกรี้ยวและหวาดกลัว ดวงตาแดงก่ำจ้องมองร่างสูงโปรดปรานที่ยืนสงบนิ่งอยู่ริมหน้าต่าง ห่างออกไปไม่ถึงสามเมตรคือลานจอดเฮลิคอปเตอร์ส่วนตัวที่เพิ่งดับเครื่องลง
ไม่มีเสียงตอบรับจากชายหนุ่มผู้ยืนหันหลังให้ ภคินเพียงแค่ยกปลายนิ้วขึ้นปลดกระดุมข้อมือเสื้อสูทแบรนด์ดังราคาหลักล้านอย่างเชื่องช้า ท่าทีที่เยือกเย็นและไร้ซึ่งความตื่นตระหนกนั้น กลับทรงพลังยิ่งกว่ากองทัพนับพัน
"ท่านประธาน... หรือจะให้ผมเรียกคุณว่า 'ไอ้ไส้เดือนติดดิน' ดีล่ะ?" กุลธิดาที่ยืนตัวสั่นอยู่ข้างหลานชายฝืนเค้นเสียงหัวเราะเยาะออกมา แม้ใบหน้าของเธอจะซีดเผือดไร้สีเลือด "แกคิดว่ากว้านซื้อหุ้นสำรองทั้งหมดแล้วจะชนะเหรอ? ธนวินท์ยังมีผู้ถือหุ้นใหญ่กลุ่มฮ่องกงหนุนหลังอยู่! แกไม่มีทาง..."
"คุณป้าครับ... พอเถอะครับ" มินตราที่ก้าวตามเข้ามาสมทบเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง เธอมองหญิงสูงวัยผู้เป็นป้าด้วยแววตาที่ว่างเปล่า ไร้ซึ่งความเคารพหรือความโกรธแค้นหลงเหลืออยู่อีกต่อไป ความเจ็บปวดจากการถูกเหยียดหยามในอดีต ได้หลอมรวมให้เธอกลายเป็นกระจกเงาที่สะท้อนความน่าสมเพชของคนตรงหน้าได้อย่างชัดเจนที่สุด
"นังเด็กเนรคุณ!" กุลธิดาแผดเสียงกรีดร้องพยายามจะพุ่งเข้ามาตบหน้าหลานสาว แต่ยังไม่ทันที่ปลายนิ้วจะแตะต้องอากาศ ร่างของเธอก็ต้องชะงักกึกเมื่อบอดี้การ์ดชุดสูทสีดำสนิทนับสิบชีวิตก้าวเข้ามาขวางกั้นไว้ราวกับกำแพงเหล็ก
ภคินค่อยๆ หันกลับมา ชายหนุ่มสบตาอดีตแม่ยายและคู่แข่งทางธุรกิจด้วยแววตาที่ว่างเปล่า ดุจดั่งเหยี่ยวที่กำลังมองดูเหยื่อในกรงขัง มันไม่ใช่ความโกรธ แต่เป็นความเย็นชาที่พร้อมจะบดขยี้ทุกสิ่งให้แหลกคาเท้าโดยไม่ต้องออกแรง
"อำนาจเงินที่แกภูมิใจนักหนา..." ภคินเอ่ยขึ้น น้ำเสียงทุ้มต่ำกังวานก้องไปทั่วห้องประชุมที่เงียบสงัด "มันเทียบไม่ได้เลยกับเศษกระดาษที่ฉันใช้เช็ดรองเท้าด้วยซ้ำ ธนวินท์ นายคิดจริงๆ หรือว่าการซื้อหุ้นสามสิบเปอร์เซ็นต์นั่น คือแผนทั้งหมดของฉัน?"
ธนวินท์หน้าถอดสี หัวใจหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม "แก... หมายความว่ายังไง?"
"หมายความว่า... บริษัทของนาย ล้มละลายตั้งแต่เมื่อสัปดาห์ก่อนแล้ว"
สิ้นคำพูดนั้น ประตูห้องประชุมก็ถูกเปิดผางขึ้น พร้อมกับทนายความประจำตระกูลใหญ่และเจ้าหน้าที่พิทักษ์ทรัพย์ที่เดินเรียงแถวเข้ามา พร้อมเอกสารตราครั่งสีแดงฉานนับสิบแฟ้ม ธนวินท์เข่าอ่อนทรุดฮวบลงไปกองกับพื้น พยายามคลานเข้าไปควชายกางเกงของภคินอย่างหมดสภาพ
"ท่านประธาน... คุณคิน... ผมขอร้อง... เมตตาผมด้วย!" ธนวินท์ปล่อยโฮออกมาอย่างไร้ศักดิ์ศรี น้ำตาน้ำมูกไหลอาบแก้ม มือที่สั่นเทากำลังพยายามจะกราบลงที่รองเท้าหนังขัดเงาของอีกฝ่าย "ผมยอมแล้ว... ผมยกทุกอย่างให้! ขอร้องล่ะ อย่าทำลายครอบครัวผมเลย!"
กุลธิดาเห็นหลานชายทำเช่นนั้น เข่าของเธอก็ทรุดตามลงไปอย่างไร้เรี่ยวแรง หญิงสูงวัยที่เคยเชิดหน้าชูตาในสังคมไฮโซ บัดนี้ต้องคลานเข่าเข้ามาบนพรมราคาแพง น้ำตาไหลพรากด้วยความสิ้นหวัง
"มินตรา... หลานรัก... ช่วยป้าด้วย ป้าเป็นป้าเธอนะ ลูก... ขอร้องล่ะ บอกสามีเธอที ให้เขาปรานีเราสักครั้ง!" กุลธิดาร่ำไห้คร่ำครวญ พยายามจะเอื้อมมือไปจับชายกระโปรงของหญิงสาว
มินตราก้มมองอดีตคนที่เคยเหยียดหยามเธอและสามีด้วยสายตานิ่งสนิท เธอก้าวถอยหลังหนึ่งก้าวอย่างสง่างาม ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบแต่บาดลึกถึงขั้วหัวใจ
"วันที่คุณป้าไล่เราออกจากบ้านอย่างไร้เยื่อใย... เคยคิดถึงคำว่าปรานีบ้างไหมคะ?"
ภคินก้าวเข้ามาโอบเอวบางของภรรยาเข้าหาตัวอย่างทะนุถนอม สายตาคมกริบก้มมองสองป้าหลานที่กำลังหมอบราบคาบแก้วอยู่แทบเท้า ก่อนที่เขาจะเหยียดยิ้มเย็นชาที่มุมปาก
"ความเมตตา... มีไว้สำหรับคนที่มีความเป็นมนุษย์เท่านั้น ไม่ใช่กับสุนัขที่รอเศษเนื้อจากโต๊ะอาหาร" ภคินกล่าวเสียงเรียบ "พาตัวออกไป... แล้วจัดการฟ้องร้องทุกข้อหา อย่าให้เหลือแม้แต่แดงเดียว"
ร่างของธนวินท์และกุลธิดาถูกบอดี้การ์ดหิ้วปีกออกไปจากห้อง เสียงกรีดร้องโหยหวนและคำอ้อนวอนค่อยๆ เงียบหายลงไปตามระยะทางที่ไกลออก เหลือไว้เพียงความเงียบงันและความหรูหราที่ไร้ซึ่งวิญญาณของห้องประชุมแห่งนั้น
มินตราซบหน้าลงกับอกแกร่งของสามีสูดดมกลิ่นกายคุ้นเคยที่คอยปกป้องเธอมาตลอด ภคินกอดเธอแน่น มือหนาลูบเส้นผมนุ่มอย่างอ่อนโยน ความอบอุ่นนี้คือสิ่งเดียวที่มีค่าที่สุดในโลกใบนี้สำหรับเขา
ทว่า... ในวินาทีที่ความสงบสุขกำลังจะกลับคืนมา เสียงโทรศัพท์มือถือเครื่องหรูในกระเป๋าเสื้อสูทของภคินก็แผดเสียงดังขึ้นทำลายบรรยากาศ ชายหนุ่มขมวดคิ้วเล็กน้อย หยิบขึ้นมาดูหน้าจอ ปรากฏว่าเป็นเบอร์สายตรงจากห้องนิรภัยลับใต้ดินของคฤหาสน์หลัก
ภคินกดรับสายโดยไม่ลังเล แต่เสียงที่ลอดออกมาจากปลายสาย กลับทำให้รอยยิ้มพึงพอใจบนใบหน้าของมหาเศรษฐีหนุ่มแข็งค้างในทันที
"นายใหญ่ครับ... แย่แล้วครับ! ตู้เซฟนิรภัยชั้นใต้ดินที่เก็บ 'พินัยกรรมลับ' และหุ้นใหญ่สمانร้อยเปอร์เซ็นต์ของเครือข่ายระดับโลก... ถูกเปิดออกแล้วครับ และคนที่ยืนอยู่หน้าจอควบคุมตอนนี้ คือ..."
ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ร่วมเดินทางและสนับสนุน "ต้นไม้ริมระเบียง" มาจนถึงบทนี้นะคะ
ท่านประธานสายเปย์กับเลขาหน้าเงิน•ตอนที่ 38
การคุกเข่าขอชีวิต
ผลงานโดย ต้นไม้ริมระเบียง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ต้นไม้ริมระเบียง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ท่านประธานสายเปย์กับเลขาหน้าเงิน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!