เสียงสะอื้นไห้ปานจะขาดใจของกุลธิดาที่ดังระคนกับเสียงเตือนภัยของระบบซื้อขายหุ้นในโทรศัพท์มือถือราคาแพง ไม่ได้ทำให้มินตราขยับตัวเข้าไปโอบกอดผู้เป็นแม่ตามสัญชาตญาณเดิมแม้แต่น้อย
หญิงสาวในชุดสูทลำลองเรียบง่ายยืนนิ่งสนิท ดวงตากลมโตคู่นั้นมองภาพอดีตมารดาผู้เคยเชิดหน้าชูตาในสังคมไฮโซ บัดนี้กำลังทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้นพรมราคาแพงอย่างไร้ศักดิ์ศรี เนื้อตัวสั่นเทาและใบหน้าที่เปื้อนคราบน้ำตาจนเครื่องสำอางราคาแพงไหลเยิ้มเปรอะเปื้อน ช่างเป็นภาพสะท้อนของความโลภที่เดินทางมาถึงจุดจบอย่างสมบูรณ์แบบ
"คิน... มิน... แม่ขอร้อง..." เสียงแหบพร่าเอ่ยออกมาพร้อมกับเสียงสะอื้น "ช่วยตระกูลของเราด้วย... พวกเธออยากได้อะไร แม่ยกให้หมดแล้ว..."
มินตราเบือนหน้าหนีเล็กน้อย ความรู้สึกในอกไม่ได้มีแม้แต่ความสะใจสมน้ำหน้า มีเพียงความว่างเปล่าและรอยแผลเป็นจากอดีตที่ถูกเหยียดหยามจนแทบไม่เหลือชิ้นดี จำได้แม่นยำในวันที่เธอและภคินถูกขับไล่ออกจากบ้านหลังนี้ราวกับหมูเหมือนหมา กุลธิดาคือคนแรกที่ปาเอกสารหย่าใส่หน้าเธอ พร้อมกับคำพูดดูถูกเหยียดหยามว่าเธอเป็นแค่ "ผู้หญิงหน้าเงิน" ที่เกาะลูกเขยจนๆ กินไปวันๆ
ทว่าในวินาทีนี้... คนที่กำลังนั่งคุกเข่าร้องขอความช่วยเหลือ กลับเป็นตระกูลไฮโซผู้มั่งคั่งที่กำลังจะล้มละลายชั่วข้ามคืน
"คุณแม่ลุกขึ้นเถอะค่ะ" เสียงของมินตราดังขึ้น เรียบเรื่อยแต่มั่นคง "การคุกเข่าให้คนที่เคยถูกขับไล่ออกจากบ้าน ไม่ได้ช่วยให้ตัวเลขในตลาดหุ้นขยับขึ้นมาได้หรอกนะคะ"
"มินตรา! แกมันลูกอกตัญญู!" กุลธิดาแผדเสียงกรีดร้องออกมาด้วยความจนตรอก เมื่อเห็นว่าไม่อาจใช้น้ำตาบีบน้ำใจลูกสาวได้ นางจึงหันไปคว้าชายกางเกงของชายหนุ่มร่างสูงที่ยืนกอดอกนิ่งอยู่เบื้องหลัง
ภคินปรายตามองมือที่สั่นเทานั้นด้วยแววตาที่ว่างเปล่าและเย็นชาดุจน้ำแข็งขั้วโลก คลื่นความกดดันอันทรงพลังแผ่ออกมาจากตัวตนที่แท้จริงของมหาเศรษฐีหนุ่มผู้กุมชะตาเศรษฐกิจของประเทศไว้ครึ่งซีก รังสีอำมหิตที่ถูกเก็บซ่อนไว้ภายใต้รอยยิ้มสุภาพมาตลอดหลายเดือน บัดนี้ถูกปลดปล่อยออกมาจนบรรยากาศในห้องรับแขกหรูหราเย็นเยียบราศีกำลังยืนอยู่กลางพายุหิมะ
"คุณแม่ครับ..." ภคินเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล แต่ทุกพยางค์กลับบาดลึกถึงขั้วหัวใจ "จำวันที่ผมพาคุณมินมาขอขมาเพื่อแต่งงานได้ไหมครับ? วันนั้นคุณบอกว่าคนจนๆ อย่างผมไม่มีค่าแม้แต่จะเหยียบเข้ามาในบ้านหลังนี้... วันนี้ ผมก็แค่ทำตามคำสอนของคุณ... ในเมื่อบ้านหลังนี้มันสูงส่งเกินกว่าคนจนจะเข้าใจ งั้นเราก็มาดูกันว่า เมื่อมันไม่มีค่าเหลือแม้แต่เศษกระดาษ คุณจะยังรักษาความเย่อหยิ่งนี้ไว้ได้อีกนานแค่ไหน"
เปรี้ยง!
ราวกับมีสายฟ้าฟาดลงกลางใจ กุลธิดาหน้าซีดเผือดจนแทบไร้สีเลือด นางเบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนกยามเมื่อตระหนักได้ถึงความจริงอันน่าสะพรึงกลัว "ทะ... เธอ... หรือว่านาย..."
"เพิ่งรู้ตัวเหรอครับ?" ภคินย่อตัวลงเล็กน้อย ดวงตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวของผู้เป็นแม่ยาย "กองทุนส่วนตัวที่เทขายหุ้นของบริษัทคุณจนร่วงติดฟลอร์ในเวลาไม่ถึงสิบนาที... คือของขวัญวันครบรอบแต่งงานที่ผมตั้งใจมอบให้คุณมินตราภรรยาที่รักของผมเองครับ"
หน้าจอโทรศัพท์มือถือบนโต๊ะกระจกยังคงแจ้งเตือนสถานการณ์วิกฤตอย่างต่อเนื่อง *[หุ้นบริษัทธนกุล กรุ๊ป ร่วงลง 30% ติดต่อกันเป็นฟลอร์ที่สาม มูลค่าความเสียหายทะลุหมื่นล้านบาทในเวลาอันรวดเร็ว]*
ธนวินท์ คู่หมั้นจอมปลอมที่กุลธิดาเคยหมายมั่นปั้นมือให้มาแทนที่ภคิน วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาในห้อง ใบหน้าของทายาทหนุ่มผู้เคยเย่อหยิ่งบัดนี้ซีดเผือดไร้สีเลือด เสื้อผ้าหลุดลุ่ยไม่เป็นทรง เขาพุ่งเข้าหาภคินหมายจะกระชากคอเสื้อด้วยความโกรธแค้น แต่ทว่า... บอดี้การ์ดร่างยักษ์ในชุดสูทสีดำสนิทสี่คนก้าวเข้ามาขวางเอาไว้ในพริบตาเดียว แรงกดดันมหาศาลทำให้ธนวินท์ทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นอย่างไร้ทางสู้
"ไอ้... ไอ้สารเลว! แกทำแบบนี้ทำไม!" ธนวินท์คำรามลั่น เสียงสั่นเครือด้วยความสิ้นหวัง "แกเป็นใครกันแน่! ทำไมถึงมีอำนาจถล่มตลาดหุ้นได้ขนาดนี้!"
ภคินเหยียดยิ้มมุมปาก เป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้มีความอบอุ่นหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย มันคือรอยยิ้มของนักล่าที่กำลังมองเหยื่อในกรงขัง
"ผมเหรอครับ?" ภคินปัดฝุ่นที่หัวไหล่เสื้อสูทสั่งตัดพิเศษอย่างใจเย็น "ผมก็แค่นักธุรกิจโลภมาก... ตามที่คุณแม่ยายสุดที่รักเคยกรุณานิยามเอาไว้เมื่อหลายเดือนก่อนไงครับ"
มินตราเดินเข้าไปยืนเคียงข้างสามี มือเรียวบางเอื้อมไปสอดประสานกับฝ่ามืออุ่นของภคินอย่างแน่นแฟ้น การกระทำนั้นเปรียบเสมือนประกาศิตที่ยืนยันว่า ไม่ว่าโลกใบนี้จะพังทลายลงตรงหน้า หรือตระกูลใหญ่โตแค่ไหนจะล่มสลาย ทั้งคู่ก็จะยังคงก้าวเดินร่วมกันบนเส้นทางที่สร้างมาด้วยหยาดเหงื่อและหัวใจ
กุลธิดานั่งหมดแรงพับอยู่กับพื้น ดวงตาเหม่อลอยมองลูกสาวและลูกเขยที่นางเคยเหยียบย่ำ บัดนี้พวกเขากลับกลายเป็นผู้กุมชะตาชีวิตและลมหายใจทั้งหมดของครอบครัว นางอ้าปากพะงาบๆ คล้ายอยากจะเอ่ยคำขอร้องอีกครั้ง แต่ลำคอตีบตันจนไม่อาจเปล่งเสียงใดออกมาได้ นอกจากหยดน้ำตาแห่งความสำนึกเสียใจที่ไหลรินอย่างไร้ความหมาย
ในจังหวะที่บรรยากาศภายในห้องกำลังตึงเครียดถึงขีดสุด เสียงกริ่งประตูหน้าบ้านหรูหราก็ดังขึ้นแทรกกลางความเงียบงัน
ติ๊งต่อง!
ทุกคนในห้องสะดุ้งเฮือก ธนวินท์หันขวับไปมองทางประตูด้วยความหวังลมๆ แล้งๆ ว่าอาจจะเป็นผู้ช่วยหรือนักลงทุนรายใหญ่ที่เข้ามาช่วยเหลือ ทว่า... เมื่อบอดี้การ์ดด้านนอกเปิดประตูออก ร่างของชายวัยกลางคนในชุดสูททางการระดับผู้บริหารสูงสุดของตลาดหลักทรัพย์ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กรมบังคับคดีนับสิบคน ก็ก้าวเข้ามาพร้อมกับแฟ้มเอกสารสีแดงเพลิงในมือ
ผู้บริหารระดับสูงคนนั้นกวาดสายตามองไปรอบห้อง ก่อนจะหยุดสายตาอยู่ที่ภคิน และในวินาทีต่อมา... ชายผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในตลาดหุ้นกลับโค้งคำนับให้ภคินอย่างนอบน้อมจนฉากหลังแทบขนานกับพื้น
"ท่านประธานครับ... ทุกอย่างเสร็จสิ้นตามคำสั่งของท่านแล้วครับ หุ้นทั้งหมดของตระกูลธนกุลถูกยึดอายัดและโอนเข้าสู่พอร์ตส่วนตัวของท่านเรียบร้อยแล้วครับ..."
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ร่วมเดินทางและสนับสนุนกันมาโดยตลอดนะคะ
ท่านประธานสายเปย์กับเลขาหน้าเงิน•ตอนที่ 26
วิกฤตการณ์ตลาดหุ้นสั่นคลอน
ผลงานโดย ต้นไม้ริมระเบียง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ต้นไม้ริมระเบียง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ท่านประธานสายเปย์กับเลขาหน้าเงิน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!