“เส้นสายทางการเมืองที่พวกท่านภาคภูมิใจนัก... คิดว่าจะซื้อความภักดีของคนของผมได้สักกี่น้ำกันคะ?”
เสียงหัวเราะเยาะหยันดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันอันน่าอึดอัดภายในห้องประชุมใหญ่ของตระกูลธนวินท์ บรรยากาศรอบกายเต็มไปด้วยแรงกดดันชนิดที่ทำให้ผู้ทรงอิทธิพลรุ่นลายครามหลายคนถึงกับต้องแอบกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก กุลธิดานั่งตัวเกร็งอยู่ริมขอบเก้าอี้ ใบหน้าที่เคยเชิดขึ้นด้วยความหยิ่งทะนงบัดนี้ซีดเซียวไร้สีเลือด ดวงตาคู่ที่เคยใช้มองเหยียดหยามภคินและมินตราสั่นระริกด้วยความตื่นกลัว เมื่อความจริงอันโหดร้ายเริ่มกัดกินความมั่นใจจอมปลอมทีละน้อย
ผู้อาวุโสสูงสุดแห่งตระกูลธนวินท์กระแทกไม้เท้าลงกับพื้นหินอ่อนเสียงดังสนั่นเพื่อกลบเกลื่อนความหวั่นวิตกในแววตา “สามหาว! แกคิดว่ามีเงินพันล้านแล้วจะซื้อกฎหมายและอำนาจรัฐได้หรือไง เด็กเมื่อวานซìn! รัฐมนตรีท่านนั้นเป็นสหายเก่าแก่ของฉัน สายสัมพันธ์ของเราผูกพันกันมาหลายสิบปี ไม่มีทางที่คนอย่างแกจะแตะต้องได้หรอก!”
ภคินไม่ได้แม้แต่จะปรายตาแลกุมารผู้อาวุโสเหล่านั้น เขากำลังบรรจงใช้ปลายนิ้วเช็ดทำความสะอาดนาฬิกาเรือนหรูบนข้อมืออย่างใจเย็น ราวกับว่าเสียงคำรามด้วยความโกรธเกรี้ยวเมื่อครู่เป็นเพียงเสียงแมลงหวี่แมลงวันน่ารำคาญเท่านั้น ร่างสูงสง่าในชุดสูทตัดเย็บพิเศษส่งกลิ่นอายของอำนาจที่เหนือกว่าอย่างไร้ขีดจำกัด เขามีอำนาจที่จะบดขยี้ทุกชีวิตในที่นี้ให้แหลกคามือได้ภายในพริบตาเดียว แต่เขากลับเลือกที่จะเล่นสนุกกับเหยื่อให้หนำใจเสียก่อน
มินตราภรรยาคู่ชีวิตที่นั่งเคียงข้างมาตลอดทาง เอื้อมมือเรียวไปแตะหลังมือหนาของสามีเบาๆ สัมผัสอุ่นซ่านนั้นส่งผ่านความเข้าใจและความเชื่อมั่นอย่างไร้เงื่อนไข เธอปรายตามองกลุ่มไฮโซผู้ดีตีนแดงที่กำลังหน้าถอดสีด้วยรอยยิ้มบางเบา รอยยิ้มที่ไม่จำเป็นต้องเยาะเย้ยถากถาง แต่มันทรงพลังพอที่จะทำให้คนพวกนั้นรู้สึกเหมือนกำลังยืนอยู่บนปากเหวที่ไร้ก้นบึง
“คุณอาคะ...” มินตราเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่กังวานก้องไปทั่วห้อง “ท่านรัฐมนตรีที่ท่านอ้างถึงนักหนา ตอนนี้คงกำลังยุ่งอยู่กับการเซ็นเอกสารอายัดทรัพย์สินและใบอนุมัติหมายจับล็อตใหญ่ของตระกูลธนวินท์ มากกว่าที่จะมานั่งรับโทรศัพท์จากคนใกล้ลงโลงอย่างพวกท่านนะคะ”
“นังเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม! แกกล้าดียังไง...” ธนวินท์ ทายาทผู้เย่อหยิ่งที่เคยประกาศกร้าวว่าจะเหยียบย่ำสองสามีภรรยาให้จมดิน ผุดลุกขึ้นชี้หน้าด้วยความโกรธจัด เส้นเลือดที่ขมับปูดโปนจนน่ากลัว ทว่าเขายังไม่ทันได้เปล่งวาจาดูถูกเหยียดหยามใดๆ ออกมาให้จบประโยค ประตูห้องประชุมบานใหญ่ก็ถูกผลักเปิดออกอย่างไร้พิธีรีตอง
เจ้าหน้าที่ในเครื่องแบบชุดสืบสวนพิเศษจำนวนหลายนายก้าวเข้ามาพร้อมเอกสารแฟ้มสีน้ำตาลหนาเตอะ ผู้นำชุดปฏิบัติการเดินตรงดิ่งเข้าไปหาผู้อาวุโสสูงสุดแห่งตระกูลธนวินท์ ก่อนจะยื่นซองเอกสารราชการสีแดงเพลิงให้ด้วยใบหน้าไร้ซึ่งความรู้สึก
“ท่านได้รับหมายเรียกและคำสั่งอายัดทรัพย์สินทั้งหมดเนื่องจากพัวพันกับคดีฟอกเงินและติดสินบนเจ้าพนักงานครับ เชิญท่านไปให้ปากคำกับ DSI เดี๋ยวนี้”
ราวกับสายฟ้าฟาดลงกลางห้องประชุม ร่างของผู้อาวุโสเซถลาเกือบจะล้มลงไปกองกับพื้น หากไม่มีพนักงานในห้องช่วยประคองไว้ทัน กุลธิดากรيدร้องออกมาเสียงหลง ใบหน้าที่แต่งแต้มมาอย่างดีบิดเบี้ยวด้วยความตื่นตระหนก หันไปคว้าชายเสื้อของภคินราวกับคนจมน้ำ
“คุณคิน... ช่วยพวกเราด้วยค่ะ! ฉัน... ฉันเคยเอ็นดูคุณนะ มินตราลูกแม่ ช่วยแม่ด้วย!”
ภคินดึงข้อมือออกจากการเกาะกุมอย่างรังเกียจราวกับรังแคบนบ่า เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ทอดสายตามองอดีตแม่ยายที่เคยเหยียดหยามเขาด้วยแววตาที่ว่างเปล่าและเย็นชาจนน่ากลัว
“คำว่า ‘แม่’ คุณไม่มีสิทธิ์ใช้มานานแล้วครับ... และตระกูลธนวินท์ที่ยิ่งใหญ่ ก็ถึงเวลาต้องชดใช้หนี้เลือดที่พวกคุณเคยทำไว้กับภรรยาของผมทุกบาททุกสตางค์แล้ว”
ในจังหวะที่ทุกคนกำลังตกอยู่ในความสิ้นหวังและเสียงไซเรนรถตำรวจเริ่มดังสนั่นจากด้านล่างตึก โทรศัพท์มือถือบนโต๊ะประชุมของธนวินท์ก็แผดเสียงดังลั่นขึ้นมาอย่างไร้กาลเทศะ ธนวินท์ตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว เอื้อมมือไปกดรับสายด้วยความหวังอันริบหรี่ เผื่อว่าจะมีปาฏิหาริย์จากผู้มีอิทธิพลคนใดช่วยพวกเขาได้
“ฮัลโหล... ช่วยผมด้วยครับ ท่านครับ ช่วยพวกเราด้วย...”
ทว่าเสียงปลายสายกลับไม่ใช่เสียงของพันธมิตรทางการเมืองผู้ทรงอำนาจอย่างที่คิด หากแต่เป็นเสียงหัวเราะเยียบเย็นของเลขานุการส่วนตัวของภคิน ที่ดังลอดออกมาให้ทุกคนในห้องได้ยินอย่างชัดเจน
“ขออภัยด้วยครับคุณธนวินท์ หุ้นทั้งหมดของบริษัทคุณในตลาดหลักทรัพย์ตอนนี้ถูกกว้านซื้อจนหมดเกลี้ยงโดยเครือข่ายของท่านประธานภคินแล้ว และในอีกสามวินาทีข้างหน้า... บริษัทของคุณจะถูกประกาศล้มละลายอย่างเป็นทางการครับ”
เสียงสัญญาณเตือนภัยฉุกเฉินดังขึ้นพร้อมกันทั่วทั้งตึก หน้าจอโปรเจกต์เตอร์ขนาดใหญ่ในห้องประชุมเปลี่ยนเป็นสีแดงฉาน พร้อมกับตัวเลขมูลค่าทรัพย์สินของตระกูลธนวินท์ที่ดิ่งพสุธาลงเหลือศูนย์บาทในพริบตาเดียว กุลธิดากรيدร้องลั่นสติหลุดลุ่ยทรุดฮวบคุกเข่าลงแทบเท้าของมินตราอย่างหมดสภาพ
มินตราก้มมองมารดาผู้ให้กำเนิดที่กำลังร่ำไห้คร่ำครวญแทบเท้าด้วยแววตานิ่งสนิท ไร้ซึ่งความสมเพช เวทนา หรือแม้แต่ความโกรธแค้นหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย มีเพียงความว่างเปล่าที่เย็นเยียบดั่งน้ำค้างแข็งยามรุ่งสาง
ในวินาทีที่ทุกสิ่งทุกอย่างพังทลายลงต่อหน้าต่อตา ประตูระเบียงกระจกบานใหญ่ด้านหลังห้องก็ถูกแรงลมกระโชกแรงพัดเปิดออก พร้อมกับเสียงใบพัดเฮลิคอปเตอร์ส่วนตัวลำยักษ์ที่บินมาลอยลำอยู่เหนือยอดตึกระฟ้า ท่ามกลางแสงไฟนีออนของเมืองหลวงที่ส่องประกายเย้ยหยันความพินาศย่อยยับเบื้องล่าง
ภคินยื่นมือหนาออกมาโอบเอวบางของภรรยาเอาไว้แนบกาย สายตาคมกริบกวาดมองซากปรักหักพังของอำนาจจอมปลอมเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะกระซิบข้างใบหูของเธอด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มที่เปี่ยมล้นด้วยความรักและความคลั่งไคล้อันน่ากลัว
“กลับบ้านกันเถอะครับที่รัก... งานกวาดล้างศัตรูของเราในค่ำคืนนี้ เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นจริงๆ เท่านั้นเอง”
ต้นไม้ริมระเบียง ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางเคียงบ่าเคียงไหล่กันมาจนถึงบทนี้นะคะ
ท่านประธานสายเปย์กับเลขาหน้าเงิน•ตอนที่ 31
ความเย่อหยิ่งที่พังทลาย
ผลงานโดย ต้นไม้ริมระเบียง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ต้นไม้ริมระเบียง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ท่านประธานสายเปย์กับเลขาหน้าเงิน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!