เสียงเข่ากระทบพื้นกระเบื้องหินอ่อนดัง "ตุบ" สะท้อนก้องไปทั่วห้องโถงกว้างขวาง ร่างของกุลธิดาที่เคยเชิดหน้าชูตาด้วยเครื่องเพชรราคาแพง บัดนี้ทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นอย่างไร้ซึ่งศักดิ์ศรี ใบหน้าที่เคยแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางราคาแพงซีดเผือดจนไร้สีเลือด ริมฝีปากสั่นระริกจนพูดไม่ออก เมื่อความจริงอันน่าสะพรึงกลัวถูกเปิดเผยออกมาจากปากของมหาเศรษฐีผู้กุมชะตาชีวิตของคนทั้งเมือง
"เป็นไปไม่ได้..." กุลธิดาพึมพำกับพื้นห้อง สมองของหล่อนขาวโพลน ภาพของภคินชายหนุ่มชุดสูทเรียบง่ายที่เคยถูกหล่อนเหยียดหยามและขับไลไสส่งเสมือนหมูหมา ซ้อนทับกับเงาร่างของประธานกรรมการบริหารสูงสุดแห่งอาณาจักรธุรกิจหมื่นล้าน ผู้มีอำนาจสั่งปลดหรือฆ่าใครก็ได้ในพริบตาเดียว
ภคินไม่ได้ชายตามองร่างที่กำลังสั่นเทาของแม่ยายผู้โลภมากแม้แต่น้อย สายตาคมกริบดั่งใบมีดของเขาละจากกุลธิดา ทอดมองไปยังร่างบางของมินตราภรรยาสุดที่รัก ที่ยืนตัวแข็งทื่ออยู่ไม่ไกล ดวงตากลมโตคู่นั้นเอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำตา ความตกใจ ความสับสน และความเจ็บปวดฉายชัดอยู่ในหน่วยตาคู่นั้นจนน่าใจหาย
มินตราเม้มริมฝีปากแน่นจนห่อเลือด หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวราวกับจะหลุดออกมาจากอก ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้ามันใหญ่เกินกว่าที่ผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่งจะรับไหว สามีที่ร่วมทุกข์ร่วมสุข นอนห้องเช่ารูหนู กินบะหมี่กึ่งสำเร็จประท้วงความยากจนด้วยกันมาหลายปี แท้จริงแล้วคือมหาเศรษฐีผู้ร่ำรวยติดอันดับต้น ๆ ของประเทศอย่างนั้นหรือ? แล้วตลอดเวลาที่ผ่านมา... ตัวตนของเธอในสายตาเขาคืออะไร ตัวตลกที่เขาสนุกด้วยเวลาว่างอย่างนั้นเหรอ?
ความเงียบงันปกคลุมไปทั่วบริเวณ มีเพียงเสียงลมหายใจหอบสะท้านของธนวินท์ที่ยืนขาแข็งอยู่ข้าง ๆ และเสียงสะอื้นไห้เบา ๆ ของกุลธิดา
"มิน..."
ภคินเอ่ยเรียกชื่อภรรยาด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง จากความเยือกเย็นเฉียบขาดเมื่อครู่ กลับกลายเป็นความอ่อนโยน เว้าวอน และเต็มไปด้วยความเจ็บปวดลึกซึ้งที่หาได้ยากยิ่งจากชายหนุ่มผู้กุมอำนาจ เขาก้าวเท้ายาว ๆ เข้าหาภรรยาทีละก้าวอย่างระมัดระวัง ราวกับกลัวว่าร่างตรงหน้าจะเป็นเพียงภาพลวงตาที่จะสลายหายไปหากเขาทำรุนแรงเกินไป
มินตราถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยสัญชาตญาณ ดวงตาที่อาบน้ำตาจ้องมองเขาด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อนเกินบรรยาย
"อย่าเข้ามานะ... คุณคิน..." เสียงของเธოსั่นเครือและแหบพร่า "คุณ... คุณเป็นใครกันแน่คะ? ตลอดเวลาสามปีที่เราแต่งงานกัน... คุณโกหกฉันมาตลอดเลยใช่ไหม? การที่เราต้องลำบาก ตากฝนไปด้วยกัน นั่งรถเมล์เบียดเสียดกัน... ในสายตาคุณตอนนั้น คุณกำลังหัวเราะเยาะความโง่เขลาของฉันอยู่หรือเปล่า?"
คำถามนั้นเปรียบเสมือนคมมีดที่กรีดลงบนหัวใจของภคิน ชายหนุ่มชะงักเท้าทันที ความเจ็บปวดวาบขึ้นในดวงตาคมกริบ เขาไม่เคยกลัวอำนาจใดในโลก ไม่เคยหวั่นเกรงคู่แข่งทางธุรกิจคนไหน แต่ความหวาดกลัวที่ได้เห็นหยาดน้ำตาบนใบหน้าของมินตรา กลับทำให้หัวใจของมหาเศรษฐีผู้ยิ่งใหญ่แทบหยุดเต้น
"ไม่ใช่นะมิน... ฟังผมก่อน..." ภคินรีบก้าวเข้าไปใกล้แล้วคว้ามือเรียวบางทั้งสองข้างมากุมไว้แน่น แม้ว่ามินตราจะพยายามสะบัดหนีแต่เขาก็ไม่ยอมปล่อย แรงบีบที่อบอุ่นและคุ้นเคยทำให้ร่างบางสะعุ้งน้อย ๆ
"ไม่มีอะไรต้องฟังอีกแล้วค่ะ..." มินตราปล่อยให้หยาดน้ำตาไหลรินอาบแก้มอย่างไม่อั้น ความอัดอั้นตันใจที่เก็บสะสมมานานระเบิดออกมา "ฉันเป็นแค่ผู้หญิงธรรมดาที่รักคุณด้วยใจจริง ฉันไม่สนหรอกว่าคุณจะรวยมาจากไหน แต่... แต่ทำไมต้องปิดบังฉัน? ทำไมต้องทำให้ฉันรู้สึกว่าเราต้องดิ้นรนไปด้วยกัน ทั้ง ๆ ที่คุณดีดนิ้วทีเดียวโลกทั้งใบก็เป็นของคุณแล้ว? คุณสนุกมากใช่ไหมที่ได้เห็นฉันพยายามปกป้องคุณจากคำดูถูกของคนอื่น ทั้งที่จริง ๆ แล้ว... ฉันต่างหากที่เป็นคนโง่เง่าที่สุด!"
น้ำตาของมินตราคืออาวุธชนิดเดียวที่สามารถบดขยี้ทิฐิและความแข็งกร้าวทั้งหมดของภคินให้แหลقละเอียดคามือได้ ชายหนุ่มดึงร่างบางเข้าหาตัวอย่างรวดเร็วและแนบแน่น ไม่เปิดโอกาสให้เธอได้ปฏิเสธอีกต่อไป
"ปล่อยฉัน..." มินตราบดกำปั้นทุบลงบนแผ่นอกกว้างของสามีเพื่อระบายความอジอัด แต่แรงแค่นั้นไม่ต่างอะไรกับการปัดป่าน ภคินยิ่งรัดอ้อมกอดให้แน่นขึ้น ฝังใบหน้าลงกับลาดไหล่บางที่สั่นเทา เสียงกระซิบพร่าทุ้มดังขึ้นข้างใบหูของเธอ เต็มไปด้วยความรู้สึกผิดและความรักที่ล้นทะลัก
"ผมไม่เคย... ไม่เคยหัวเราะเยาะคุณเลยสักครั้ง มินตรา" เสียงของภคินสั่นไหวเล็กน้อย ซึ่งเป็นสิ่งที่คนรอบข้างไม่มีทางได้เห็นจากประธานหนุ่มผู้เลือดเย็นคนนี้ "วันที่เรากินบะหมี่ถ้วยเดียวกัน วันที่เราไม่มีเงินจ่ายค่าเช่าห้อง... วันเหล่านั้นแหละที่เป็นช่วงเวลาที่มีความสุขที่สุดในชีวิตของผม คุณรู้ไหมว่าทำไม?"
มินตราหยุดทุบตี ชะงักงันไปชั่วขณะ ฟังเสียงหัวใจที่เต้นรัวอยู่ใต้แผ่นอกของสามี
"เพราะวันนั้น... มีแค่คุณคนเดียวที่รักผมโดยไม่สนว่าผมมีเงินหรือไม่มี" ภคินผ่อนแรงกอดลงเล็กน้อย แล้วใช้มือหนาประคองใบหน้านวลที่เปื้อนคราบน้ำตาให้เงยขึ้นสบตา นิ้วโป้งเกลี่ยหยาดน้ำตาออกจากแก้มเนียนอย่างแผ่วเบาและทะนุถนอมที่สุด "ผู้หญิงทุกคนที่เข้าหาผม มองมาที่บัญชีธนาคารและอำนาจของผม มีเพียงคุณ... มินตรา มีเพียงคุณคนเดียวที่รัก 'ภคิน' ที่ไม่มีอะไรเลย ผมปลอมตัวมาเพื่อลองใจโลกใบนี้ แต่วันที่ผมได้คุณมาเป็นภรรยา ผมต่างหากที่เป็นคนกลัว... กลัวว่าถ้าวันหนึ่งคุณรู้ความจริง คุณจะทิ้งผมไปเพราะคิดว่าผมโกหก"
ดวงตากลมโตของมินตราเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ความโกรธเคืองและความน้อยเนื้อต่ำใจในตอนแรกเริ่มถูกแทนที่ด้วยความเข้าใจอย่างช้า ๆ
"คุณกลัวเหรอคะ..." เสียงของเธอแผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบ
"ใช่ ผมกลัว..." ภคินสบตาภรรยาด้วยความจริงใจทั้งหมดที่มีในชีวิต "กลัวจนไม่กล้าบอกความจริง กลัวว่าความสุขปลอม ๆ ในห้องเช่าแคบ ๆ นั้นจะหายไป แต่เชื่อเถอะมิน... ทุกความรู้สึกที่ผมมีให้คุณเป็นเรื่องจริง และต่อจากนี้ไป จะไม่มีวันมีเรื่องโกหกอะไรระหว่างเราอีกแล้ว"
บรรยากาศรอบตัวราวกับหยุดนิ่ง ความเงียบสงบเข้าปกคลุมห้องโถงใหญ่อีกครั้ง แต่ครั้งนี้มันไม่ใช่ความอึดอัด หากแต่มันคือพื้นที่แห่งความเข้าใจและการเยียวยา
มินตรามองลึกเข้าไปในดวงตาของสามี ดวงตาที่เคยเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งและอำนาจเมื่อเผชิญหน้ากับศัตรู แต่บัดนี้กลับฉายแววอ่อนโยนและเว้าวอนเพื่อเธอเพียงคนเดียว ความรักที่เธอมีให้เขาตลอดสามปีไม่เคยลดน้อยลงเลย แม้จะโกรธ แม้จะน้อยใจ แต่หัวใจดวงนี้ก็ไม่เคยปฏิเสธความอบอุ่นจากอ้อมกอดของเขาได้สักครั้ง
ริมฝีปากอิ่มเม้มเข้าหากันเล็กน้อย ก่อนที่เรียวแขนเล็กจะยกขึ้นโอบรอบลำคอแกร่งของสามีไว้แน่น หลับตาลงแล้วซบใบหน้าเข้ากับซอกคอของเขา ปล่อยให้หยาดน้ำตาแห่งความโล่งใจและเข้าใจหยดลงบนลาดไหล่ของเขา
"คนบ้า..." มินตราพึมพำเสียงอู้อี้ ริมฝีปากเผยรอยยิ้มทั้งที่น้ำตายังคลอเบ้า "คุณนี่มัน... เจ้าเล่ห์ที่สุดเลยนะคะ"
ภคินระบายยิ้มออกมาเป็นครั้งแรกในรอบวัน รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความโล่งอกและความสุขที่แท้จริง เขากระชับอ้อมกอดภรรยาแน่นขึ้น ราวกับจะหลอมรวมเธอให้เป็นส่วนหนึ่งของลมหายใจ ความอบอุ่นที่แผ่ซ่านระหว่างสองคนทำให้โลกทั้งใบภายนอกห้องนี้ไร้ความหมายไปทันที
ทว่า... ความสุขสงบมักอยู่ได้ไม่นานในโลกธุรกิจที่เต็มไปด้วยการหักหลัง
ในจังหวะที่มินตรากำลังจะผละออกจากอ้อมกอดเพื่อปรับความเข้าใจกันให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เสียงปรบมือดังแปะ ๆ เบา ๆ ก็ดังขึ้นจากมุมมืดใกล้ประตูทางออก ขัดจังหวะเวลาอันแสนหวานของทั้งคู่ลงอย่างไม่เกรงใจ
"โอ้... ช่างเป็นภาพความรักที่น่าประทับใจเสียจริงครับ ท่านประธานภคิน"
เสียงทุ้มต่ำคุ้นหูเอ่ยขึ้น พร้อมกับร่างสูงโปรดของธนวินท์ที่แม้จะใบหน้าซีดเผือดจากการคุกเข่าเมื่อครู่ แต่บัดนี้กลับแย้มรอยยิ้มบิดเบี้ยวออกมาด้วยความแค้นเคือง ธนวินท์ค่อย ๆ ยันกายลุกขึ้นยืนเต็มความสูง แม้ขาจะยังสั่นเล็กน้อย แต่สายตาที่มองมาที่ภคินและมินตรากลับเต็มไปด้วยความอาฆาตมาดร้าย
"คิดว่าเกมนี้จบแล้วอย่างนั้นเหรอครับ? คุณอาจจะมีเงินซื้อได้ทุกอย่างในเมืองนี้... แต่คุณไม่มีทางซื้อ 'สิ่งนั้น' กลับมาได้แน่!" ธนวินท์แค่นหัวเราะเสียงดังลั่น พลางควักโทรศัพท์มือถือเครื่องหรูออกมาจากกระเป๋าเสื้อสูทอย่างรวดเร็ว นิ้วเรียวกดปุ่มส่งข้อความบางอย่างออกไปทันที ก่อนจะเงยหน้าขึ้นจ้องมองภคินด้วยแววตาของผู้ที่ไม่มีอะไรจะเสียอีกต่อไป
ภคินหรี่ตาลงทันที รังสีอำมหิตแผ่ออกมาจากร่างของมหาเศรษฐีหนุ่มอีกครั้งอย่างรวดเร็วดั่งปีศาจร้ายที่ถูกปลุกให้ตื่น
"แกทำอะไร..." ภคินเอ่ยเสียงต่ำลอดไรฟัน ดึงมินตรามาหลบไว้ข้างหลังด้วยสัญชาตญาณการปกป้อง
ธนวินท์ฉีกยิ้มเหี้ยมเกรียม ชูหน้าจอโทรศัพท์มือถือขึ้นสูงให้ภคินเห็นตัวเลขการโอนเงินจำนวนมหาศาลที่ถูกส่งออกไปยังบัญชีลับ พร้อมกับข้อความแจ้งเตือนที่เด้งขึ้นมาบนหน้าจอแท็บเล็ตบนโต๊ะทำงานของเลขาฯ หน้าห้องที่เพิ่งวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามา
"ท่านประธานคะ!แย่แล้วค่ะ! หุ้นในเครือบริษัทหลักทั้งหมด... กำลังถูกเทขายอย่างหมดหน้าตักโดยผู้ถือหุ้นปริศนา และตอนนี้... ทรัพย์สินสำรองทั้งหมดถูกอายัดโดยคำสั่งศาลฉุกเฉินแล้วค่ะ!"
--------------------------------------------------------------
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่อยู่เคียงข้างและสนับสนุน "ต้นไม้ริมระเบียง" มาโดยตลอดนะคะ!
ท่านประธานสายเปย์กับเลขาหน้าเงิน•ตอนที่ 28
น้ำตาแห่งความเข้าใจ
ผลงานโดย ต้นไม้ริมระเบียง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ต้นไม้ริมระเบียง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ท่านประธานสายเปย์กับเลขาหน้าเงิน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!