ท่านประธานสายเปย์กับเลขาหน้าเงิน•ตอนที่ 6

แม่ยายหน้าเงินกลับลำ

ผลงานโดย ต้นไม้ริมระเบียง
เสียงกราบกรานที่ดังกระทบพื้นหินอ่อนขัดเงาวับในห้องรับแขก VVIP ของโรงแรมหรูระดับเจ็ดดาว ไม่ได้สร้างความเวทนาให้แก่ผู้มองแม้แต่น้อย หากแต่สะท้อนภาพความน่าสมเพชเวทนาของมนุษย์ผู้ตกเป็นทาสของวัตถุได้อย่างชัดเจนที่สุด "คุณแม่คะ... ลุกขึ้นเถอะค่ะ มันน่าเกลียดนะ" มินตราเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เจือไปด้วยความเหนื่อยหน่ายระคนรังเกียจ เธอทอดสายตามองกุลธิดา ผู้เป็นมารดาบังเกิดเกล้า ซึ่งบัดนี้กำลังหมอบกราบลงแทบเท้าของภคิน สามีที่นางเคยเหยียดหยามและขับไลไสส่งเสมือนหมูหมา ท่าทีที่เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมืออย่างรวดเร็วยิ่งกว่าพลิฝ่ามือนี้ ทำให้นางเอกสาวรู้สึกชาหนึบไปทั่วทั้งร่าง กุลธิดาในชุดผ้าไหมราคาแพงระยับ ใบหน้าแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางแบรนด์เนมเพื่อปกปิดริ้วรอยแห่งวัย บัดนี้กลับเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตาและเหงื่อไคล ทรงผมที่เคยเซ็ตมาอย่างเนี๊ยบยุ่งเหยิงไม่เป็นทรง นางเงยหน้าขึ้นมองบุตรเขยด้วยแววตาวิงวอนระคนหวาดกลัวอย่างสุดซึ้ง ร่างกายสั่นเทาเหมือนลูกนกตกน้ำ "คิน... ลูก, ลูกรัก! แม่ขอโทษ... แม่รู้ว่าแม่เคยทำผิดพลาดมหันต์ไป แม่มันตาบอดเองที่ไม่รู้ว่าลูกคือประธานกรรมการบริหารกลุ่มบริษัท 'ภคินทร์กรุ๊ป' ผู้กุมเศรษฐกิจครึ่งค่อนประเทศ!" กุลธิดาละล่ำละลักพูดพลางเอื้อมมือสั่นเทาจะไปจับปลายกางเกงสูทสั่งตัดพิเศษของภคิน แต่นายเหนือหัวแห่งอาณาจักรธุรกิจหมื่นล้านกลับขยับถอยหลังหลบอย่างรังเกียจราวกับรังเกียจเดียจฉันท์เดรัจฉาน ภคินยังคงยืนกอดอกนิ่ง ใบหน้าหล่อเหลาคมคายราวนรูปสลักไร้ซึ่งความรู้สึก นัยน์ตาคู่คมสีดำสนิทลẫกษณะดั่งเหยี่ยวหิ้วเหยื่อ ทอดมองแม่ยายจอมปลอมด้วยความเย็นชาถึงกระดูกดำ ไอสังหารจางๆ แผ่ออกมาจากร่างสูงสง่าจนอุณหภูมิในห้องปรับอากาศลดฮวบลงอย่างฉับพลัน "คุณแม่เรียกใครว่าลูกรักหรือครับ... อ๊ะ ขออภัย ฉันหมายถึง คุณไม่มีสิทธิ์มาใช้คำนั้นกับฉัน" น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยออกมาอย่างไร้เยื่อใย คำพูดที่ตอกย้ำสถานะและรอยแผลที่อดีตเคยถูกกระทำ ถูกพ่นออกมาทีละคำอย่างเชือดเฉือน เลือดเย็น และทรงพลัง กุลธิดาสะดุ้งเฮือก ใบหน้าซีดเผือดลงจนแทบไร้สีเลือด นางหันไปโอบกอดขาของมินตราลูกสาวแท้ๆ ของตนเองแทน หวังจะใช้สายใยเลือดเนื้อเชื้อไขมาเป็นเกราะกำบัง "มินตรา! ลูกรัก ช่วยแม่ด้วยสิลูก บอกสามีหนูทีว่าให้อภัยแม่ บริษัทของครอบครัวเรากำลังจะล้มละลาย ธนวินท์มันถอนหุ้นหนีแถมยังฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย ทรัพย์สินทุกอย่างถูกอายัดหมดแล้ว! ถ้าคิน... เอ๊ย ท่านประธานไม่ยื่นมือเข้าช่วย ครอบครัวเราต้องกลายเป็นขอทานข้างถนนแน่ๆ นะลูก!" มินตราหลุบตามองมารดาผู้เห็นแก่ตัว น้ำเสียงของเธอนิ่งเรียบจนน่ากลัว ไม่มีแม้แต่หยดน้ำตาแห่งความเห็นใจหลงเหลือให้อีกฝ่าย "ตอนที่ฉันกับพี่คินถูกไล่ออกจากบ้านอย่างไร้เยื่อใย ตอนที่แม่ตบหน้าพี่คินเพราะหาว่าเขาเป็นแค่ไอ้ขี้แพ้เกาะผู้หญิงกิน... แม่เคยคิดถึงคำว่าครอบครัวบ้างไหมคะ?" มินตราถามกลับ เสียงของเธอสั่นเครือเล็กน้อยด้วยความอัดอั้นตันใจที่สะสมมานานนับปี แต่ถูกมือหนาอบอุ่นของภคินเอื้อมมาโอบกอดไหล่บางไว้แน่นราวกับจะถ่ายทอดพลังทั้งหมดให้ ภคินยกยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่ไม่ได้ไปถึงดวงตา กลับดูน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าความโกรธเกรี้ยวเสียอีก "คุณกุลธิดาครับ..." ภคินก้าวเข้าไปใกล้ร่างที่คุกเข่าอยู่บนพื้น โน้มตัวลงเล็กน้อยเพื่อให้สายตาอยู่ในระดับเดียวกัน "คุณคิดจริงๆ หรือครับว่า โลกใบนี้จะหมุนตามความโลภของคุณได้ตลอดเวลา? หนี้สินสิบหลักของตระกูลคุณ และการล้มละลายของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่คุณภาคภูมิใจนักหนา... คุณรู้ไหมว่ามันฝีมือใคร?" ดวงตาของกุลธิดาเบิกกว้างด้วยความตกใจสุดขีด ร่างกายหยุดสั่นไปชั่วขณะ สมองประมวลผลคำพูดของชายหนุ่มตรงหน้า "มะ... หมายความว่ายังไง?" "ก็หมายความว่า..." ภคินยืดตัวขึ้นเต็มความสูง จัดปกเสื้อสูทอย่างใจเย็น "ทุกขั้นตอนที่ทำให้พวกคุณตกอับในวันนี้ คือแผนการที่ผมใช้เวลาเพียงสามวันในการกวาดซื้อหุ้นทั้งหมด และสั่งฟ้องล้มละลายบริษัทของคุณไงครับ ธนวินท์ที่คุณหมายมั่นปั้นมือจะให้เป็นลูกเขยเศรษฐี ตอนนี้มันก็กำลังนั่งร้องไห้ขี้มูกโป่งอยู่ในห้องขังของสถานีตำรวจ เพราะคดีฉ้อโกงที่ผมเป็นคนยื่นหลักฐานมัดตัวมันเองกับมือ" "ไม่... ไม่จริง! แกมันปีศาจ!" กุลธิดากรีดร้องออกมาด้วยความสติแตก ความโลภและความเย่อหยิ่งที่เคยมีถูกบดขยี้จนไม่เหลือชิ้นดี นางพยายามจะพุ่งตัวเข้าใส่ภคินด้วยความโกรธแค้น แต่มือปืนรักษาความปลอดภัยร่างยักษ์สองคนที่ยืนคุมเชิงอยู่ด้านหลังก็เข้ามาล็อกตัวนางไว้ทันทีอย่างไม่ใยดี ภคินหันมามองภรรยาข้างกาย สายตาที่เต็มไปด้วยความเย็นชาเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความอ่อนโยนลึกล้ำในพริบตา เขายกมือขึ้นลูบศีรษะของมินตราเบาๆ อย่างทะนุถนอม "กลับบ้านของเรากันเถอะครับที่รัก ที่นี่อากาศไม่ค่อยดี มีแต่กลิ่นความโลภที่น่าสะอิดสะเอียน" มินตราระบายยิ้มบางๆ ออกมาเป็นครั้งแรกในรอบหลายวัน เป็นรอยยิ้มที่งดงามและทรงพลังที่สุดในสายตาของมหาเศรษฐีหนุ่ม ทั้งคู่กำลังจะก้าวเดินเคียงบ่าเคียงไหล่ออกจากห้อง VVIP โดยไม่เหลียวแลเสียงกรีดร้องโหยหวนและคำอ้อนวอนของกุลธิดาอีกเลยแม้แต่น้อย ทว่า... ในวินาทีที่ประตูกระจกบานใหญ่ของห้องรับแขกกำลังจะเปิดออก เสียงฝีเท้าหนักๆ หลายคู่พร้อมเสียงเอะอะโวยวายก็ดังแทรกเข้ามาขัดจังหวะเสียก่อน ร่างของชายชราในชุดสูทกึ่งทางการผู้หนึ่ง ซึ่งเป็นเลขาธิการอาวุโสประจำตระกูลใหญ่ของภคิน วิ่งหน้าตื่นเข้ามาด้วยใบหน้าซีดเผือก ถือแท็บเล็ตหน้าจอสีแดงฉานที่กำลังกะพริบเตือนภัยระดับสูงสุดเข้ามาตรงหน้าผู้เป็นนาย "ท่านประธานครับ! เกิดเรื่องใหญ่แล้วครับ... ระบบการเงินทั้งหมดของเครือภคินทร์กรุ๊ปถูกโจมตีอย่างหนักจาก 'บุคคลปริศนา' และตอนนี้... บัญชีส่วนตัวทุกบัญชีของคุณถูกอายัดโดยคำสั่งฉุกเฉินจากธนาคารกลางครับ!" ภคินชะงักฝีเท้าลงทันที นัยน์ตาคู่คมหรี่แคบลงอย่างอันตราย รอยยิ้มเยือกเย็นปรากฏขึ้นบนมุมปากอีกครั้งเมื่อเขารับแท็บเล็ตมาDดูตัวเลขที่กำลังดิ่งลงเหว "น่าสนใจนี่..." ภคินพึมพำเบาๆ ก่อนจะหันกลับไปสบตากับมินตราที่มองเขาด้วยความตกใจไม่แพ้กัน "ดูท่าว่า... เกมสนุกๆ เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นสินะครับที่รัก" -------------------------------------------------- ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุนผลงานด้วยดีเสมอมานะคะ — ต้นไม้ริมระเบียง
สารจากนักเขียน (ต้นไม้ริมระเบียง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ท่านประธานสายเปย์กับเลขาหน้าเงิน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%