หน้าจอแท็บเล็ตราคาถูกในมือของมินตราสะท้อนแสงสีฟ้าสว่างวาบ ท่ามกลางความมืดมิดของโกดังร้างกลิ่นอัปชื้น
เสียงหัวเราะเยาะเย้ยของกุลธิดายังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาทของผู้เป็นแม่ สามีของเธอกำลังถูกตราหน้าว่าเป็นแค่ไอ้ขี้แพ้เกาะผู้หญิงกิน ส่วนเธอก็ถูกลากเข้ามาพัวพันกับเกมอำนาจสกปรกของธนวินท์ที่หมายจะฮุบทุกอย่างไปจากตระกูล แต่มินตราหาได้สะดุ้งสะเทือนไม่ ดวงตาคู่สวยที่ผ่านความยากลำบากมาด้วยกันนับแรมปีไม่มีร่องรอยของความหวาดกลัว มีเพียงประกายความเย็นชาที่สะท้อนความจริงอันน่าสมเพชของคนพวกนี้
"แกยังจะมาทำหน้าตายด้านแบบนี้อีกเหรออีมิน!" กุลธิดาก้าวเข้ามาใกล้ เงื้อมือขึ้นหมายจะตบสั่งสอนลูกสาวแท้ๆ ของตัวเองที่ไม่ยอมก้มหัวให้ความโลภของนาง "ผัวแกมันก็แค่เศษสวะข้างถนน! เลือกเอา ระหว่างเซ็นโอนหุ้นทั้งหมดให้ธนวินท์ซะ หรือจะรอให้มันถูกซ้อมจนปางตายแล้วค่อยเก็บศพ!"
หมับ!
ข้อมือเรียวเล็กที่ควรจะถูกตบ กลับถูกคว้าเอาไว้ด้วยมืออีกข้างหนึ่ง—ไม่ใช่ของมินตรา แต่เป็นมือของชายหนุ่มผู้ก้มหน้าก้มตาเงียบมาตลอดหลายเดือน
โกดังทั้งหลังพลันเงียบกริบลงทันที อุณหภูมิรอบตัวราวกับดิ่งลงติดลบในเสี้ยววินาที
ภคินค่อยๆ เงยหน้าขึ้น เส้นผมที่เคยปล่อยให้ยุ่งเหิงเพื่อตบตาคนถูกเสยขึ้นเผยให้เห็นโครงหน้าคมคายราวกับงานประติมากรรมชั้นเลิศ แววตาที่เคยอ่อนโยนและเจียมเนื้อเจียมตัวในยามที่อยู่กับภรรยา บัดนี้กลับว่างเปล่า เย็นชา และเต็มไปด้วยจิตสังหารที่กดทับจนทุกคนในห้องหายใจไม่ออก
"คุณ... แก... แกทำอะไร!" กุลธิดาสะดุ้งสุดตัว ถอยหลังกรูดด้วยความตกใจจนเกือบสะดุดขาตัวเอง
"ตลอดเวลาที่ผ่านมา ผมพยายามทำตัวกลมกลืนกับพวกคุณ..." น้ำเสียงของภคินทุ้มต่ำและราบเรียบ แต่มันกลับทรงพลังจนก้องกังวานไปทั่วผนังปูนเปลือย "เพราะไม่อยากให้มือคู่นี้ต้องแปดเปื้อนความโสโครกของพวกปลิงดูดเลือด... แต่ดูเหมือนว่า ความใจดีของผม มันจะทำให้พวกคุณได้ใจเกินไปสินะครับ"
ธนวินท์ที่ยืนกอดอกอยู่มุมห้องขมวดคิ้วแน่น แม้จะรู้สึกแปลกใจกับบรรยากาศที่เปลี่ยนไปของไอ้หนุ่มยากจนคนนี้ แต่ความเย่อหยิ่งก็ทำให้เขายังคงแค่นسหัวเราะออกมา
"เหอะ! เล่นละครเก่งดีนี่ หนี้สินท่วมหัวจนปัญญาแล้วหรือไง ถึงต้องมาทำเป็นเข้มใส่ ว่าแต่แกเถอะ เอาเงินที่ไหนมาใช้หนี้บริษัทฉันตั้งหลายร้อยล้าน!" ธนวินท์ก้าวเท้าเข้าไปหา พร้อมกับโบกมือให้บอดี้การ์ดร่างยักษ์อีกสิบชีวิตชักกระบองเหล็กออกมาขนาบข้าง
ภคินไม่ได้ตอบคำถามนั้น เขากลับหันไปมองมินตรา ภรรยาที่รักยิ่ง ดวงตาสีเข้มคู่นั้นทอประกายความอบอุ่นขึ้นมาวูบหนึ่ง ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความเฉียบขาดราวกับคมมีด
"เจ็บมากไหมครับคนดี" ภคินเอ่ยถามเสียงนุ่ม มือหนายื่นไปปัดฝุ่นที่ไหล่ของภรรยาอย่างทะนุถนอม ราวกับลืมไปเสียสนิทว่าพวกเขากำลังยืนอยู่ท่ามกลางวงล้อมของศัตรู
"ไม่เลยค่ะคิน..." มินตรายิ้มบางๆ ออกมาเป็นครั้งแรกในรอบวัน แววตาของเธอไม่มีความกังวลหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย "ฉันบอกคุณแล้วไม่ใช่เหรอคะ ว่าถ้าคุณถอดหน้ากากออกเมื่อไหร่... พวกมันต่างหากที่จะต้องเป็นฝ่ายคุกเข่า"
ธนวินท์หน้าตึงขึ้นมาทันทีด้วยความโกรธ "อีบ้าสองคนนี้เพ้อเจ้ออะไรกันวะ! จัดการมัน! หักขาไอ้กระจอกนี่ก่อน แล้วค่อยลากตัวอีมินมาให้กู!"
สิ้นเสียงคำสั่ง บอดี้การ์ดร่างยักษ์พุ่งเข้าใส่ภคินด้วยความเร็วหมายจะปิดฉากในหมัดเดียว
แต่ทว่า...
ปัง! ปัง! ปัง!
เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวจากด้านนอก ตามด้วยเสียงกระจกหน้าต่างบานใหญ่ของโกดังที่แตกละเอียดเป็นเสี่ยงๆ ร่างของบอดี้การ์ดสองคนที่วิ่งนำหน้าถูกแรงกระแทกปริศนาซัดจนกระเด็นกลับมานอนแน่นิ่งอยู่ที่พื้น เลือดสดๆ ไหลนองพื้นซีเมนต์
ทุกคนในห้องผุกผะวะด้วยความตกใจ กุลธิดากรيدร้องลั่นเอามือกุมหู ธนวินท์หันขวับไปมองทางประตูเหล็กบานใหญ่ที่ถูกพังทลายลงด้วยแรงกระแทกจากภายนอก
ฝุ่นควันจางลงเผยให้เห็นภาพที่ทำให้หัวใจของธนวินท์ร่วงลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม
ชายฉกรรจ์ในชุดสูทสีดำสนิทนับร้อยชีวิต ยืนเรียงรายแน่นขนัดไปจนถึงลานกว้างด้านนอก ทุกคนสวมแว่นตากันแดดและมีอาวุธครบมือ บรรยากาศกดดันระดับกองทัพแผ่ซ่านออกมาจนน่าขนลุก และที่กลางวงล้อมนั้น คือกลุ่มผู้อำนวยการธนาคารระดับโลกและทนายความชื่อดังประจำตระกูลใหญ่ ที่กำลังก้าวเดินเข้ามาด้วยท่าทางนอบน้อมยิ่งกว่าเจอพระเจ้า
ธนวินท์หน้าซีดเผือด ริมฝีปากสั่นระริก "ทะ... ทหาร? ตำรวจ? พวกแกเป็นใครวะ!"
ภคินค่อยๆ ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง จัดปกเสื้อสูทราคาแพงที่เพิ่งสั่งตัดพิเศษให้เข้าที่ รัศมีของมหาเศรษฐีผู้กุมเศรษฐกิจครึ่งประเทศแผ่ขยายออกมาราวกับพญายมที่พร้อมจะปลิดชีพทุกคนได้ในพริบตา
ผู้จัดการธนาคารใหญ่ก้าวเข้ามาโค้งคำนับให้ภคินในมุมเก้าสิบองศา ก่อนจะส่งกระเป๋าเอกสารหนังแท้ใบหรูให้ด้วยมือทั้งสองข้าง
"ท่านประธานครับ... การกว้านซื้อหุ้นทั้งหมดของตระกูลธนวินท์ และการอายัดบัญชีทรัพย์สินทุกบาททุกสตางค์เสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้วครับ" เสียงรายงานดังชัดเจนท่ามกลางความเงียบงัน
ภคินรับเอกสารนั้นมาถือไว้ ปลายสายตาดุจพญาอินทรีเหลือบมองธนวินท์ที่ยืนขาแข็งค้างอยู่กับที่ ราวกับวิญญาณหลุดออกจากร่าง
"แก... แกคือใครกันแน่..." ธนวินท์พึมพำด้วยเสียงอันสั่นเทา ดวงตาเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัวสุดขีด
ภคินยกยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่ไร้ซึ่งความปรานีใดๆ
"จำชื่อนี้เอาไว้ให้ดีนะครับ... เพราะมันจะเป็นชื่อเดียวที่จะหลอกหลอนความฝันของคุณไปจนวันตาย" ภคินก้าวเข้าไปใกล้ธนวินท์ทีละก้าว เสียงรองเท้าหนังกระทบพื้นปูนดังสะท้อนก้องกังวาน "ผมชื่อภคิน... สามีที่ภรรยาของคุณบอกว่าเป็น 'ไอ้ขี้แพ้' ยังไงล่ะครับ"
ธนวินท์ทรุดฮวบคุกเข่าลงกับพื้นอย่างไร้เรี่ยวแรง ทรัพย์สิน อำนาจ และความเย่อหยิ่งทั้งหมดถูกบดขยี้จนไม่เหลือชิ้นดีภายใต้เงาของมหาเศรษฐีผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในประเทศ
ทว่า ในวินาทีที่ความเงียบงันเข้าปกคลุม และทนายความกำลังก้าวเข้ามาพร้อมหมายศาลชุดใหญ่เพื่อปิดฉากเกมนี้ เสียงโทรศัพท์มือถือราคาแพงในกระเป๋าเสื้อของภคินก็แผดเสียงดังขึ้นมาทำลายความเงียบ หน้าจอแสดงเบอร์โทรเข้าจากเลขานุการส่วนตัวที่ดูแลคฤหาสน์หลัก
ภคินกดรับสายโดยไม่ละสายตาจากธนวินท์ที่กำลังสั่นเทา แต่เพียงแค่ประโยคแรกที่ลอดออกมาจากปลายสาย ก็ทำให้รอยยิ้มเยือกเย็นบนใบหน้าของมหาเศรษฐีหนุ่มแข็งค้างไปในทันที
"ท่านประธานครับ... เกิดเรื่องใหญ่แล้วครับ! คุณผู้หญิงอีกคน... เอ่อ หมายถึง... คนที่แอบอ้างว่าเป็นภรรยาหลวงตัวจริงเมื่อสามปีก่อน เพิ่งแหกกฎการกักตัวและกำลังเดินทางไปหานายหญิงที่คอนโดครับ!"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางเคียงบ่าเคียงไหล่กันมาจนถึงบทนี้นะคะ
ท่านประธานสายเปย์กับเลขาหน้าเงิน•ตอนที่ 35
ความโกรธเกรี้ยวของมหาเศรษฐี
ผลงานโดย ต้นไม้ริมระเบียง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ต้นไม้ริมระเบียง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ท่านประธานสายเปย์กับเลขาหน้าเงิน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!