"ถ้าหุ้นตัวนี้ยังร่วงลงอีกสามจุด ครอบครัวของคุณธนวินท์คงต้องเตรียมตัวขายคฤหาสน์ริมน้ำหลังนั้นกินแล้วกระมังคะ"
เสียงหัวเราะเบาๆ ที่เจือความเยียบเย็นอย่างเหนือชั้นดังขึ้นในห้องทำงานส่วนตัวบนชั้นสูงสุดของตึกระฟ้า ภคินนั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้หนังแท้ราคาแพง สายตาคมกริบมองตัวเลขสีแดงฉานบนหน้าจอคอมพิวเตอร์กราฟิกสามจอที่แสดงความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นแบบเรียลไทม์ นิ้วเรียวยาวเคาะโต๊ะทำงานเป็นจังหวะเนิบนาบ ราวกับมัจจุราชกำลังเคาะระฆังนับถอยหลังให้กับเหยื่อผู้โชคร้าย
มินตรายืนอยู่เคียงข้าง สามีหนุ่มของเธอในชุดสูทเข้ารูปสีเทาเข้ม เธอกำลังจิบกาแฟดำอุ่นๆ พลางกวาดสายตาดูรายงานสรุปยอดการถือครองหุ้นที่เพิ่งส่งตรงมาจากสำนักงานกฎหมาย บรรยากาศรอบตัวของพวกเขาสองคนไม่ได้มีความตึงเครียดของการทำธุรกิจเลยแม้แต่น้อย มันคือความสุขุมเยือกเย็นของนักล่าที่กำลังต้อนเหยื่อให้จนมุมในกรงขัง
"คุณคินคะ เล่นแรงขนาดนี้ ทางธนวินท์คงไม่รู้ตัวเลยสินะคะว่า ใครคือคนที่อยู่เบื้องหลังการกว้านซื้อหุ้นล็อตใหญ่พวกนี้" มินตราเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ รอยยิ้มบางๆ ที่มุมปากไม่ได้ไปถึงดวงตา คู่นفสที่เคยผ่านความยากลำบากมาด้วยกันคู่นี้ เข้าใจกันเพียงแค่ปรายตามอง
"ปล่อยให้เขาหลงระเริงกับอำนาจจอมปลอมไปก่อนเถอะค่ะ มิน... คนอย่างธนวินท์ ถ้าไม่ทำให้ตกลงมาจากจุดสูงสุดจนกระทั่งไม่เหลือแม้แต่แผ่นดินให้ยืน เขาก็ไม่มีวันสำนึกได้หรอกว่า การดูถูกคนอื่นมันมีราคาที่ต้องจ่ายแพงแค่ไหน" ภคินเอ่ยตอบ น้ำเสียงทุ้มนุ่มแต่แฝงไปด้วยความเด็ดขาด เลือดเย็น และทรงพลัง
ย้อนกลับไปเมื่อสามวันก่อน ธนวินท์เพิ่งจะประกาศกร้าวกลางงานเลี้ยงการกุศลใหญ่โตว่า บริษัทของตระกูลตนกำลังจะควบรวมกิจการครั้งประวัติศาสตร์ และเหยียบย่ำบริษัทเล็กๆ ที่ภคินเคยใช้เป็นฉากหน้าในการทำธุรกิจด้วยถ้อยคำดูถูกเหยียดหยาม ท่าท่ามกลางสายตาของไฮโซจอมปลอม รวมถึงกุลธิดาผู้เป็นแม่ยายที่พยายามจะลากมินตราให้หลุดพ้นจากผู้ชายที่นางมองว่าเป็น "ไอ้กระจอกไม่มีหัวนอนปลายเท้า"
พวกมันไม่รู้เลยแม้แต่น้อยว่า บริษัทมหาชนที่ธนวินท์กำลังพยายามกู้สถานการณ์อยู่นั้น แท้จริงแล้วอยู่ในกำมือของภคินมากกว่าร้อยละสี่สิบห้าเข้าไปแล้ว!
"รายงานจากโบรกเกอร์แจ้งมาว่า วันนี้มีการเทขายหุ้นล็อตใหญ่อีกสามล้านหุ้นค่ะคุณคิน" เลขาส่วนตัวเคาะประตูและก้าวเข้ามาด้วยท่าทางนอบน้อม ยื่นแท็บเล็ตให้ภคินตรวจสอบ
ภคินรับมาปัดหน้าจอผ่านๆ ดวงตาคมกริบฉายแววพึงพอใจอย่างเงียบเชียบ "จัดการกว้านซื้อเก็บไว้ให้หมด อย่าให้เหลือหลุดรอดไปถึงมือคนอื่น ใช้บัญชีนิติบุคคลสำรองที่เราเตรียมไว้ กระจายซื้อผ่าน nominee สามราย เพื่อไม่ให้ทางนั้นไหวตัวทัน"
"รับทราบค่ะ ดิฉันจะจัดการเดี๋ยวนี้" เลขาส่วนตัวโค้งตัวรับคำสั่งแล้วรีบถอยออกไปจากห้องอย่างเงียบเชียบ
มินตราเดินเข้ามาใกล้ภคิน วางมือเรียวลงบนบ่ากว้างของสามีเบาๆ สัมผัสที่คุ้นเคยและอบอุ่นนี้คือสิ่งเดียวที่หล่อเลี้ยงหัวใจของภคินท่ามกลางโลกธุรกิจที่เต็มไปด้วยหน้ากากและการหักหลัง ภคินเงยหน้าขึ้น คว้ามือเรียวของภรรยามาจุมพิตที่หลังมือเบาๆ ความอ่อนโยนเพียงหนึ่งเดียวที่เขามี มอบให้แค่มินตราผู้หญิงคนนี้คนเดียวเท่านั้น
"เหนื่อยไหมคะ มิน?" ภคินเอ่ยถาม เสียงของเขาเปลี่ยนเป็นความห่วงใยอย่างชัดเจน
"ถ้าเทียบกับตอนที่เราต้องกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปห่อเดียวแบ่งกันเมื่อหลายปีก่อน... ช่วงเวลานี้สนุกกว่าเยอะเลยค่ะคุณคิน" มินตราหัวเราะเบาๆ ดวงตาสุกใสสะท้อนภาพสามีที่พร้อมจะพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินเพื่อเธอ
ในขณะเดียวกัน ที่ห้องประชุมใหญ่ของบริษัทคู่แข่ง บรรยากาศกลับอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก ธนวินท์กำลังยืนค้ำโต๊ะประชุมด้วยใบซีดเผือด เหงื่อกาฬแตกพลั่กเต็มกรอบหน้า หน้าจอโปรเจคเตอร์แสดงกราฟดิ่งลงเหวอย่างน่าใจหาย เสียงโวยวายของคณะกรรมการบริหารดังระงมเพราะต่างคนต่างหวาดกลัวความหายนะที่กำลังคืบคลานเข้ามา
"เกิดอะไรขึ้นทำไมหุ้นของเราถึงร่วงไม่หยุด! ใครเป็นคนเทขาย!" ธนวินท์ตบโต๊ะเสียงดังลั่น ดวงตาแดงก่ำด้วยความโกรธเกรี้ยวและตื่นตระหนก
"ท่านประธานครับ... มีข่าววงในแจ้งมาว่า มีกลุ่มทุนปริศนากำลังกว้านซื้อหุ้นที่เราหลุดมือไปทั้งหมด ตอนนี้... ตอนนี้สัดส่วนการถือหุ้นของพวกเขาเกือบจะแตะห้าสิบเปอร์เซ็นต์แล้วครับ!" ผู้ช่วยฝ่ายการเงินละล่ำละลักรายงานด้วยเสียงสั่นเครือ
ธนวินท์เข่าอ่อนทรุดลงนั่งบนเก้าอี้ สมองขาวโพลนราวกับถูกสายฟ้าฟาดกลางวันแสกๆ ใครกัน? ใครที่มีเงินทุนมหาศาลขนาดนี้ มากพอที่จะฮุบกิจการมูลค่าหมื่นล้านของตระกูลเขาได้ในเวลาเพียงไม่กี่วัน?
ทันใดนั้น ประตูห้องประชุมก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรง ร่างระหงของหญิงสูงวัยแต่งกายด้วยเครื่องเพชรระยิบระยับก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก กุลธิดา แม่ยายผู้เคยเหยียดหยามภคินอย่างไม่ไว้หน้า เดินตรงเข้ามาหาธนวินท์ด้วยความร้อนรน
"ธนวินท์! เกิดอะไรขึ้น แม่เห็นข่าวในตลาดหุ้น แม่ไม่ได้ยินผิดใช่ไหมว่าบริษัทของเรากำลังจะล้มละลาย!" กุลธิดาโวยวายเสียงแหลม
ธนวินท์เงยหน้าขึ้นมองแม่ยายด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวัง กำมือแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน "เรา... เราจบแล้วครับแม่ มีใครบางคนกำลังกลืนกินบริษัทของเรา..."
ทว่า ในวินาทีที่ความตื่นตระหนกกำลังกัดกินห้องประชุมนั้น ประตูลิฟท์ส่วนตัวที่เชื่อมตรงมาจากชั้นบนสุดก็เปิดออก พร้อมกับการปรากฏตัวของร่างสูงสง่าในชุดสูทสั่งตัดพิเศษ ภคินก้าวเดินเข้ามาด้วยจังหวะมั่นคงและทรงพลัง ด้านข้างคือมินตราที่สวมชุดแบรนด์เนมเรียบหรู ท่าทางสง่างามราวนางพญา
สายตาทุกคู่ในห้องประชุมหันไปมองผู้มาใหม่เป็นตาเดียว กุลธิดาอ้าปากค้าง ดวงเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงจนแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง เมื่อเห็นว่าคนที่ก้าวเข้ามาอย่างองอาจในอาณาจักรที่กำลังจะล่มสลายนี้ คือ "ไอ้ภคิน" ลูกเขยไร้ค่าที่นางเคยขับไลไสส่งออกจากบ้าน!
"อะ... แก... แกเข้ามาทำไมที่นี่! รปภ.! ใครก็ได้ลากไอ้บ้านี่ออกไป!" กุลธิดาแผดเสียงกรีดร้องด้วยความตกใจและอับ
ภคินแย้มยิ้มมุมปาก เป็นรอยยิ้มที่เย็นชาและทรงอำนาจจนทำให้ทุกคนในห้องต้องกลั้นหายใจ เขาหยุดยืนตรงหน้าธนวินท์ที่กำลังนั่งตัวสั่นเทา ก่อนจะวางเอกสารฉบับหนึ่งลงบนโต๊ะกระจกตรงหน้า
"ไม่ต้องเรียก รปภ. หรอกค่ะคุณแม่ เพราะต่อจากนี้... เจ้าของบริษัทนี้ตัวจริงเสียงจริง ยืนอยู่ตรงนี้แล้วค่ะ"
ธนวินท์ก้มมองเอกสารแผ่นนั้น มือสั่นเทาหยิบมันขึ้นมาพลิกดู บรรทัดสุดท้ายระบุชื่อผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในการปลดกรรมการทุกคน...
— ชื่อของเจ้าของใหม่คือ **"ภคิน วัฒนากุล"**
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงตอนนี้นะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
ท่านประธานสายเปย์กับเลขาหน้าเงิน•ตอนที่ 12
กว้านซื้อหุ้นบริษัทคู่แข่ง
ผลงานโดย ต้นไม้ริมระเบียง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ต้นไม้ริมระเบียง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ท่านประธานสายเปย์กับเลขาหน้าเงิน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!