"ถ้าไม่มีปัญญาจ่ายค่าเช่าชุดสูทราคาหลักหมื่น ก็ไสหัวออกไปจากงานแต่งของลูกสาวฉันซะเถอะ! อย่ามาทำตัวเป็นปลิงเกาะลูกสาวฉันดูดเลือดดูดเนื้ออยู่เลย เจ้าคนไร้น้ำยา!"
เสียงแหลมสูงของกุลธิดาดังแหวกลงมากลางห้องจัดเลี้ยงสุดหรูของโรงแรมห้าดาว บรรยากาศภายในงานที่ควรจะอบอวลไปด้วยความชื่นมื่น กลับถูกแช่แข็งให้เย็นยะเยือกด้วยสายตานับร้อยคู่ที่มองตรงมายังร่างของภคินและมินตรา แขกเหรื่อในชุดราตรีและสูทสากลราคาแพงต่างกระซิบกระซาบ หัวเราะเยาะ และมองสองสามีภรรยาด้วยความเวทนาปนสมเพช
มินตราเม้มริมฝีปากแน่นจนแทบห่อเลือด มือเรียวบางที่สวมแหวนเงินเกลี้ยงเกลา—แหวนวงเดียวที่ภคินเคยเก็บเงินก้อนสุดท้ายซื้อให้ในวันแต่งงาน—กำเข้าหากันจนสั่นเทา เธอพยายามก้าวขึ้นไปยืนบังร่างสูงของสามีเอาไว้ แม้ว่าหยาดน้ำตาแห่งความคับแค้นจะเอ่อคลอเบ้า แต่นัยน์ตาคู่นั้นกลับฉายแววเด็ดเดี่ยวไม่ยอมแพ้
"แม่คะ พอได้แล้วค่ะ..." มินตราเอ่ยเสียงสั่น พยายามควบคุมน้ำเสียงไม่ให้สะอื้น "พวกเรามาที่นี่เพราะได้รับคำเชิญ..."
"คำเชิญเหรอ? ฉันแค่ส่งการ์ดไปเยาะเย้ยต่างหากเล่า นึกไม่ถึงว่าเธอจะหน้าด้านพาไอ้กระจอกนี่มาจริง ๆ!" กุลธิดายกมือขึ้นกอดอก เชิดหน้าชูตาด้วยความเย่อหยิ่ง สร้อยเพชรเม็ดโตบนคอสะท้อนแสงไฟระยิบระยับ ยิ่งขับเน้นความยากจนของคนตรงข้ามให้เด่นชัดขึ้นไปอีก ข้างกายของเธอคือธนวินท์ ทายาทหนุ่มตระกูลดังผู้เป็นเจ้าบ่าวป้ายแดง เขายืนยิ้มเยาะด้วยท่าทางเหนือกว่า มือถือแก้วแชมเปญแกว่งไปมาอย่างใจเย็น
"คุณแม่พูดถูกแล้วครับคุณมินตรา" ธนวินท์หัวאกในลำคอ เสียงทุ้มต่ำติดจะดูแคลนดังขึ้น "ในเมื่อคุณคินไม่มีปแม้กระทั่งค่าอาหารในงานนี้ ผมในฐานะเจ้าภาพ... ยินดีจะออกค่าข้าวต้มรอบดึกให้พวกคุณนะ ถือว่าทำทานให้หมาข้างถนนก็แล้วกัน"
เสียงหัวเราะคิกคักดังระเบิดขึ้นมาจากกลุ่มไฮโซปลอม ๆ ที่คอยพัดวีเอาใจตระกูลกุลธิดา ทุกคนต่างรุมประณามหยามเหยียดราวกับภคินและมินตราไม่ใช่เพื่อนมนุษย์ แต่เป็นเศษขยะที่ถูกพัดเข้ามาในสถานที่อันสูงส่ง
ทว่า... ท่ามกลางเสียงหัวเราะเยาะเหล่านั้น ไม่มีใครสังเกตเห็นประกายตาสีดำสนิทของภคินเลยแม้แต่น้อย
ร่างสูงโปรดของภคินยืนนิ่งสงบ เขายังคงสวมชุดสูทเนื้อผ้าเรียบง่ายที่มินตราช่วยเลือกซื้อจากร้านค้าลดราคา แต่มิติรอบตัวเขากลับแผ่รังสีความเย็นเยียบที่กดทับจนอากาศในห้องจัดเลี้ยงแทบหยุดเคลื่อนไหว ภคินยื่นมือไปโอบไหล่บางของภรรยาเบา ๆ สัมผัสอุ่นที่ส่งผ่านฝ่ามือทำให้น้ำตาที่คลอหน่วยของมินตราไหลรินลงมาเงียบ ๆ
"มิน... เหนื่อยไหมที่ต้องมายืนฟังเสียงเห่าเสียงหอนของพวกสุนัขพวกนี้?" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้น เรียบเรื่อยแต่น่าเกรงขามจนคนที่ได้ยินต้องสะดุ้ง
กุลธิดาหน้าตึงทันทีด้วยความโกรธ "แก! ไอ้สารเลว กล้าดี C ไงมาว่าฉันเป็นสุนัข!"
ภคินไม่แม้แต่จะชายตามองแม่ยายจอมปลอมผู้นั้น เขาควักมือถือรุ่นเก่าราคาประหยัดออกจากกระเป๋าเสื้อ เลื่อนหน้าจอสองสามครั้งก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตากับผู้จัดการโรงแรมที่ยืนตัวสั่นเทาอยู่มุมห้อง—ผู้จัดการคนนั้นจำใบหน้าของมหาเศรษฐีผู้ถือหุ้นใหญ่ที่สุดของเครือโรงแรมนี้ได้ดี แม้ว่าอีกฝ่ายจะแต่งกายด้วยชุดราคาถูกก็ตาม
"ผู้จัดการเฉิน" ภคินเอ่ยเรียกเสียงเรียบ แต่กังวานไปทั่วห้อง
ผู้จัดการเฉินรีบวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาโค้งคำนับเกือบ 90 องศา เม็ดเหงื่อผุดพรายเต็มหน้าผาก "ค... ครับท่านประธาน! มีอะไรให้ผมรับใช้ครับ!"
คำว่า *'ท่านประธาน'* หลุดออกมาจากปากผู้จัดการโรงแรมระดับเจ็ดดาว ทำให้เสียงหัวเราะในห้องเงียบกริบลงทันที ทุกคนหันไปมองหน้ากันด้วยความงุนงง กุลธิดาแค่นหัวเราะออกมาคนแรก
"ฮ่า! เล่นละครอะไรกันเนี่ย? คิดจะจ้างคนมาแอคติ้งเป็นผู้จัดการโรงแรมเพื่อกู้หน้าหรือไง? น่าสมเพชสิ้นดี!"
ธนวินท์ขมวดคิ้วเล็กน้อย รู้สึกสังหรณ์ใจแปลก ๆ แต่ก็ยังปัดตกไปเพราะคิดว่าเป็นไปไม่ได้ที่คนจนตรอกอย่างภคินจะมีปัญญาทำอะไรได้
ภคินไม่ได้สนใจเสียงเห่าหอนรอบกาย เขายื่นบัตรสีดำสนิทขอบทองคำบริสุทธิ์—บัตร Centurion Card ไร้ขีดจำกัดที่ทั่วโลกมีผู้ถือครองไม่ถึงร้อยคน—ส่งให้กับผู้จัดการเฉิน
"โรงแรมนี้... รวมถึงค่าจัดงานแต่งงานน่ารังเกียจชิ้นนี้ ค่าเช่าสถานที่ ค่าอาหาร ค่าดอกไม้ทุกดอก และค่าพนักงานต้อนรับปัญญาอ่อนพวกนี้ ทั้งหมดราคาเท่าไหร่?" ภคินเอ่ยถาม น้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบคมราวด้ามมีดโกน
ผู้จัดการเฉินรับบัตรด้วยสองมืออย่างนอบน้อมที่สุด หัวใจเต้นรัวราดด้วยความหวาดกลัว เขาเปิดแท็บเล็ตเครื่องเล็กที่ผู้ช่วยถือมาให้อย่างรวดเร็ว กดตรวจสอบระบบเพียงวินาทีเดียว ก่อนจะเงยหน้าขึ้นตอบด้วยเสียงสั่นเครือ
"ย... ยอดรวมค่าใช้จ่ายทั้งหมดในค่ำคืนนี้ รวมถึงค่าซื้อกิจการโรงแรมสาขานี้เบ็ดเสร็จอยู่ที่... สองพันล้านบาทถ้วนครับท่านประธาน!"
สิ้นคำว่า *'สองพันล้านบาท'* ห้องจัดเลี้ยงทั้งห้องก็ตกอยู่ในความเงียบงันราวกับป่าช้า แขกเหรื่ออ้าปากค้าง ตาโตเท่าไข่ห่าน กุลธิดาหน้าซีดเผือดราวกับกระดาษ ธนวินท์ถึงกับเซถอยหลังไปชนโต๊ะอาหารจนแก้วแชมเปญหล่นแตกกระจาย
"แก... แกพูดบ้าอะไร! สองพันล้าน! ไอ้จนตรอกนี่ไม่มีปัญญาแม้แต่จะซื้อลูกอมหรอก!" กุลธิดากรีดร้องออกมาด้วยความสติหลุด ชี้หน้าภคินด้วยความโกรธเกรี้ยว
ภคินแค่นยิ้มเย็นชาที่มุมปาก สายตาคมกริบราวกับพญายมมองตรงไปยังธนวินท์และกุลธิดา เขาก้าวเข้าไปรับเครื่องรูดบัตรจากมือผู้จัดการเฉินด้วยตนเอง
"ไม่มีปัญญาเหรอครับ?" ภคินเอ่ยเบา ๆ แต่ดังก้องกังวานไปทั่วโสตประสาทของทุกคน
เขานำบัตรสีดำสนิทไร้ขีดจำกัดนั้น... เสียบลงไปในเครื่องรูดบัตรอย่างใจเย็น
*ติ๊ด... แกร๊ก!*
แสงไฟสีเขียวบนเครื่องรูดบัตรสว่างวาบขึ้น พร้อมกับเสียงเครื่องพิมพ์ใบเสร็จที่ทำงานอย่างรวดเร็ว กระดาษใบเสร็จสีขาวยาวเหยียดพ่นออกมาจากเครื่อง พร้อมกับตัวเลขยอดเงินสองพันล้านบาทที่หักผ่านบัญชีสำเร็จอย่างสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ!
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมา ณ จุดเริ่มต้นอันเข้มข้นนี้นะคะ
---
ต้นไม้ริมระเบียง
ท่านประธานสายเปย์กับเลขาหน้าเงิน•ตอนที่ 3
บัตรเครดิตสีดำไร้ขีดจำกัด
ผลงานโดย ต้นไม้ริมระเบียง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ต้นไม้ริมระเบียง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ท่านประธานสายเปย์กับเลขาหน้าเงิน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!