"ถ้าคุณคิดว่าลายเซ็นในเอกสารชุดนี้จะช่วยให้บริษัทรอดพ้นจากการล้มละลายได้... คุณคงประเมินความไร้ค่าของตัวเองต่ำไปหน่อยนะคะ, คุณธนวินท์"
เสียงหวานใสแต่เย็นเยียบดั่งน้ำแข็งขั้วโลกของมินตรา ดังสะท้อนก้องไปทั่วห้องประชุมใหญ่ของตระกูลธนวินท์ ปลายเล็บเรียวสวยที่เคลือบด้วยเจลสีนู้ดเรียบหรู เคาะเบาๆ ลงบนแฟ้มเอกสารลับมูลค่าหลายพันล้านบาท นัยน์ตากลมโตคู่นั้นไม่ได้ฉายแววหวาดกลัวแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม มันกลับเต็มไปด้วยประกายความเฉียบคมชนิดที่ทำเอาทายาทตระกูลดังถึงกับกลืนน้ำลายลงคอด้วยความฝืดเคือง
มินตราในยามนี้ ไม่ใช่เลขาหน้าเงินที่ต้องก้มหน้าก้มคารับคำดูถูกจากใครอีกต่อไปแล้ว รัศมีบางอย่างที่แผ่ออกมาจากตัวเธอบ่งบอกถึงความเปลี่ยนแปลง... ความเปลี่ยนแปลงที่แม้แต่ตัวเธอเองก็ยังหวาดหวั่น
ย้อนกลับไปเมื่อสองชั่วโมงก่อน ณ เพนต์เฮาส์หรูใจกลางเมือง...
กลิ่นหอมกรุ่นของกาแฟคั่วบดใหม่ยังลอยวนอยู่ในอากาศ ทว่ามันกลับไม่น่าสนใจเท่ากระดาษแผ่นบางๆ ที่หลุดร่วงออกมาจากแฟ้มหนังสีดำสนิทบนโต๊ะทำงานของภคิน สามีหนุ่มผู้เงียบขรึมและดูเผินๆ เหมือนจะเป็นแค่พนักงานกินเงินเดือนธรรมดาคนหนึ่ง
มินตราตั้งใจจะเข้ามาเก็บเอกสารรายงานการประชุมเพื่อนำไปจัดเตรียมให้เขาในเช้าวันรุ่งขึ้น แต่ปลายนิ้วกลับไปสะโดนเข้ากับช่องลับด้านในของกระเป๋าเอกสารที่ถูกปิดผนึกไว้อย่างแน่นหนา แรงดึงเพียงนิดเดียวทำให้เอกสารลับสุดยอดฉบับนั้นร่วงหล่นลงสู่พื้น
ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นทีละน้อย ไล่อ่านตัวอักษรบนหัวกระดาษตราครุฑและลายเซ็นรับรองระดับสูงสุด
*โฉนดที่ดินผืนใหญ่ที่สุดในย่านธุรกิจ... บัญชีทรัพย์สินลับเครือข่ายธนาคารสวิสเซอร์แลนด์... และชื่อของผู้ถือครองกรรมสิทธิ์สูงสุด*
ไม่ใช่ชื่อของพนักงานแผนกการตลาดธรรมดา... แต่เป็นชื่อของ **"ภคินทร์ วัฒนากุล"** ประธานกรรมการบริหารกลุ่มบริษัทในเครือ K-Global มหาเศรษฐีอันดับหนึ่งผู้กุมเศรษฐกิจครึ่งประเทศ ผู้ชายที่สื่อมวลชนต่างขนานนามว่า "เงาพญายม" ผู้ไม่เคยปรากฏตัวต่อหน้าสาธารณชน!
หัวใจของมินตรากระหน่ำเต้นรัวราวกับกลองศึก ความรู้สึกหลากหลายตีรวนขึ้นมาในอก ทั้งตกใจ สับสน น้อยใจ และ... หวาดกลัว
*นี่หมายความว่าอย่างไร? ตลอดเวลาที่ผ่านมา... เธอแต่งงานกับมหาเศรษฐีหมื่นล้านอย่างนั้นหรือ? แล้วทำไมเขาต้องปิดบัง? เขากำลังเล่นตลกอะไรอยู่ หรือมองเธอเป็นเพียงตัวตลกคนหนึ่งที่คอยวิ่งวุ่นหาเงินใช้หนี้ให้เขาดู โดยที่เขาแอบมองความดิ้นรนของเธอด้วยความสนุกสนานงั้นเหรอ?*
ภาพความทรงจำยามที่พวกเขาร่วมทุกข์ร่วมสุขด้วยกัน ผ่านความยากลำบากมาด้วยกัน แย่งกันกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปถ้วยเดียวกันในห้องเช่าแคบๆ ผุดขึ้นมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า น้ำใสๆ เอ่อคลอเบ้าตาของหญิงสาวด้วยความรู้สึกเจ็บแปลบที่ขั้วหัวใจ หากเขารวยขนาดนี้ ทำไมต้องปล่อยให้เธอต้องก้มหัวให้แม่เลี้ยงใจร้ายอย่างกุลธิดาต้องตบหน้าด่าทอ? ทำไมต้องให้เธอต้องยอมขายศักดิ์ศรีมานั่งนับเงินทอนทีละบาท?
"มิน... คุณกำลังทำอะไรอยู่เหรอครับ?"
เสียงทุ้มนุ่มคุ้นหูดังขึ้นที่ประตูห้องทำงาน ภคินยืนอยู่ตรงนั้น ในชุดเสื้อเชิ้ตพับแขนและกางเกงสแลคสบายๆ สายตาคมกริบคู่นั้นทอดมองมาที่เธอ นิ่งสนิท ทว่ามีความไหววูบเพียงเสี้ยววินาทีที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความเยือกเย็น
มินตราเงยหน้าขึ้นสบตาผู้เป็นสามี มือเรียวบางกำแผ่นเอกสารในมือแน่นจนยับยู่ยี่
"คุณเป็นใครกันแน่คะ, คิน?" น้ำเสียงของเธอสั่นเครือเล็กน้อย แต่แฝงไว้ด้วยแรงอารมณ์ที่อัดแน่นจนน่ากลัว "ผู้ชายที่นอนร่วมเตียงกับฉันมาสามปี... เป็นใครกันแน่?"
บรรยากาศในห้องเพนต์เฮาส์หรูพลันตกอยู่ในความเงียบงัน ชนิดที่ได้ยินแม้กระทั่งเสียงเข็มนาฬิกาเดิน ภคินไม่ได้ตกใจอย่างที่ควรจะเป็น เขากลับค่อยๆ ปิดประตูห้องลงอย่างแผ่วเบา ร่างสูงใหญ่ก้าวเข้ามาใกล้เธอทีละก้าวอย่างมั่นคง แววตาที่มองเธอนั้นไม่มีความหวาดกลัวเลยสักนิด... มีเพียงประกายความคลั่งรักและความอ่อนโยนที่ลึกล้ำจนน่าประหลาด
"ผมเป็นสามีของคุณ... และจะเป็นคนเดียวที่จะปกป้องคุณจากโลกใบนี้ครับ, มินตรา" ภคินเอמהเสียงทุ้มต่ำ นุ่มนวล แต่หนักแน่นในทุกคำพูด พร้อมกับยื่นมือหนาออกมา หมายจะสัมผัสแก้มเนียน
แต่มินตรากลับเบี่ยงตัวหลบ ปลายเล็บจิกเข้าหากันจนเจ็บ
"อย่ามาแตะต้องฉัน! ถ้าคุณรวยล้นฟ้าขนาดนี้ ทำไมถึงปล่อยให้ฉันต้องทนลำบาก? คุณสนุกมากสินะที่ได้เห็นฉันดิ้นรนเหมือนคนโง่!" หยาดน้ำตาที่กลั้นไว้ร่วงหล่นลงมาอาบแก้ม แต่แววตาของเธอกลับฉายความแข็งกร้าวขึ้นมาแทนที่
ภคินชะงักมือค้างกลางอากาศ รอยยิ้มจางๆ ผุดขึ้นที่มุมปากหนา เป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเอ็นดูและความเด็ดเดี่ยวในเวลาเดียวกัน
"ถ้าผมบอกว่า... ผมแค่อยากรู้ว่า ถ้าผมไม่มีเงินเลยแม้แต่บาทเดียว หัวใจของคุณยังจะเป็นของผมอยู่ไหม... คุณจะโกรธผมมากไหมครับ?" ภคินก้าวเข้าไปประชิดตัวเธออย่างไร้ช่องว่าง รวบเอวบางเข้ามาแนบชิดโดยไม่รอให้เธออนุญาต กระซิบแผ่วเบาข้างใบหู "แต่มินตราครับ... เกมทดสอบมันจบลงแล้ว ตั้งแต่วินาทีที่คุณรู้ความจริงนี้ ศัตรูทุกคนที่เคยกลั่นแกล้งคุณ... จะต้องชดใช้ด้วยความพินาศย่อยยับ... และคุณนั่นแหละ ที่จะเป็นคนถือมีดเล่มนั้นด้วยมือของคุณเอง"
และนั่นคือเหตุผลที่ทำให้มินตรามายืนอยู่ ณ ห้องประชุมแห่งนี้ในปัจจุบัน...
แฟ้มเอกสารในมือของเธอไม่ใช่แค่กระดาษธรรมดา แต่มันคือ "อำนาจ" ที่ภคินมอบให้เธอนำมาใช้เหยียบย่ำตระกูลธนวินท์ให้จมดิน เพื่อเป็นการชำระแค้นแทนสามีของเธอ!
"คุณมินตราครับ! เรื่องนี้มันต้องมีเข้าใจผิดกันแน่ๆ เอกสารนั่น... มันเป็นไปไม่ได้!" ธนวินท์หน้าซีดเผือด เหงื่อกาฬไหลซึมเต็มกรอบหน้า เขาลุกขึ้นยืนละล่ำละลักด้วยความตื่นตระหนก เมื่อเห็นรายชื่อผู้ถือหุ้นใหญ่รายใหม่ที่เข้ามาเทคโอเวอร์บริษัทของตนจนหมดสิ้น
"เข้าใจผิดงั้นเหรอคะ?" มินตราหัวเราะในลำคอเบาๆ รอยยิ้มของเธองดงามเย้ายวนแต่กลับเยือกเย็นเสียจนธนวินท์รู้สึกเหมือนยืนอยู่ปากเหวหน้าผา "ไม่มีอะไรเข้าใจผิดทั้งนั้นค่ะ... บริษัทของคุณถูกซื้อกิจการด้วยเงินสด 100% ตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว และคนที่เซ็นอนุมัติคำสั่งซื้อนี้... ก็คือสามีของดิฉันเอง"
ทันทีที่สิ้นคำพูด ประตูห้องประชุมบานใหญ่ก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรง พร้อมกับร่างของหญิงสูงอายุผู้หนึ่งที่ก้าวเข้ามาด้วยใบหน้าซีดเซียว... กุลธิดา แม่เลี้ยงผู้เคยเหยียดหยามมินตราอย่างไร้ความปรานี ยืนตัวสั่นเทาอยู่ตรงนั้น เมื่อเงยหน้าขึ้นสบตากับมินตรา เธอก็แทบจะทรุดฮวบคุกเข่าลงกับพื้น
"มะ... มินตรา ลูก..." กุลธิดากล่าวเสียงสั่น ละล่ำละลักพยายามจะเดินเข้ามาหา
แต่มินตรากลับยกมือขึ้นห้าม ปลายเล็บเรียวสวยชี้ไปที่ประตูทางออกด้วยท่าทีสง่างามราวกับราชนีผู้กุมชะตาชีวิตคน
"ขอโทษด้วยนะคะ... แต่คนตระกูลธนวินท์ ไม่มีสิทธิแม้แต่จะเหยียบเข้ามาในตึกนี้อีกต่อไปแล้วค่ะ"
มินตราหันหลังให้พวกเขาทั้งหมดอย่างไร้เยื่อใย ก้าวเดินออกไปด้วยจังหวะรองเท้าส้นสูงที่กระทบพื้นเสียงดังฟังชัด ท่ามกลางความตื่นตะลึงและเสียงร้องคร่ำครวญขอความเมตตาที่ดังไล่หลังมา
ทว่า... ในวินาทีที่เธอเดินพ้นประตูห้องประชุมมาและกำลังจะกดลิฟต์ส่วนตัวเพื่อกลับไปหาชายผู้เป็นเจ้าของหัวใจ เสียงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเป้หรูราคาแพงที่ภคินเพิ่งซื้อให้ก็ดังขึ้น หน้าจอแสดงเบอร์แปลกปลอมที่ไม่มีชื่อบันทึก พร้อมกับข้อความสั้นๆ ที่ส่งเข้ามาในวินาทีนั้น...
*[ระวังตัวให้ดี... สามีที่คุณคิดว่ารู้จักดีที่สุด กำลังซ่อนความลับที่น่ากลัวยิ่งกว่าเรื่องเงินไว้อีกอย่างหนึ่ง...]*
มินตราขมวดคิ้วแน่น นิ้วเรียวที่กำลังจะกดลิฟต์ชะงักค้างกลางอากาศ ลมหายใจสะดุดกึกเมื่ออ่านข้อความนั้นซ้ำไปซ้ำมา...
แล้วประตูลิฟต์สีทองอร่ามก็เปิดออก... พร้อมกับร่างสูงใหญ่ของใครบางคนที่ก้าวออกมาจากด้านใน บุคคลที่เธอไม่คาดคิดว่าจะได้เห็น ณ ที่แห่งนี้...
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงตอนนี้นะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
- ต้นไม้ริมระเบียง -
ท่านประธานสายเปย์กับเลขาหน้าเงิน•ตอนที่ 15
ความลับที่เริ่มสั่นคลอน
ผลงานโดย ต้นไม้ริมระเบียง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ต้นไม้ริมระเบียง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ท่านประธานสายเปย์กับเลขาหน้าเงิน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!