กระบี่เย้ยจันทรากับนางพญาโลหิต•ตอนที่ 12

เงาอดีตที่ตามหลอกหลอน

ผลงานโดย เซียนสุราเมามาย
"สามร้อยปี... โง่เขลานัก..." เสียงหัวเราะแหบพร่าดั่งอีกาผีดิบยังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาท แม้เงาร่างในชุดคลุมสีดำสนิทจะเลือนหายไปท่ามกลางหมอกควันสีเทาอันน่าสะพรึงกลัวแล้วก็ตาม ทว่าไอร้อนและกลิ่นอับชื้นของซากศพกลับยังคงคละคลุ้งอยู่ในโถงโบราณของซากปรักหักพังแห่งนี้ บรรยากาศกดดันจนลมหายใจของคนทั้งสองแทบจะติดขัด ไป๋ซืออวี้กระชับไหสุราในมือแน่น ปลายนิ้วเรียวยาวที่ปกติมักจะดีดสายกระบี่ด้วยความเกียจคร้าน บัดนี้กลับสั่นสะท้อนเล็กน้อยไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นเพราะกลิ่นอายพลังอันคุ้นเคยที่แผ่ออกมาจากภาพมายาเมื่อครู่... กลิ่นอายของสำนักกระบี่เมฆาอัคคีที่ถูกเผาผลาญจนราบคาบเมื่อสิบปีก่อน "ตั้งสติซะ ไป๋ซืออวี้" เสียงเย็นเยียบดั่งน้ำค้างแข็งกลางเหมันต์ฤดูดังขึ้นข้างกาย มู่หรงเสวี่ยยืนนิ่งอยู่เบื้องหน้า ร่างระหงในชุดอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ตัดกับกระบี่น้ำแข็งในมือที่เปล่งประกายแสงสีฟ้าเรืองรอง นางปรายตามองบุรุษข้างกายด้วยแววตาที่ซ่อนความห่วงใยไว้ภายใต้ความเย็นชา แม้ใบหน้ารูปสลักนั้นจะยังคงเรียบเฉยไร้ระลอกคลื่น ทว่าพลังปราณเยือกแข็งรอบกายของนางกลับแปรปรวนจนเกล็ดน้ำแข็งบนพื้นศิลาแตกร้าวเป็นทางยาว "ข้าไม่ได้เป็นอะไร แม่นางมู่" ไป๋ซืออวี้ฝืนยิ้มมุมปาก พยายามดึงท่าทีเจ้าสำราญและกวนประสาทกลับมา แต่ดวงตาคู่คมกลับทอประกายความเจ็บปวดที่ล้ำลึก "เพียงแต่... ไม่คิดว่าวิญญาณเร่ร่อนตนนั้น จะกล้าขุดคุ้ยเอาซากศพในใจของคนเราขึ้นมาเล่นสนุกเช่นนี้" ฉับพลัน! พื้นศิลาใต้เท้าของคนทั้งสองก็สั่นสะเทือนเลื่อนลั่น หมอกควันสีเทาที่เคยจางหายกลับพวยพุ่งขึ้นมาอีกครั้งหนาแน่นเป็นร้อยเท่า มันไม่ใช่หมอกธรรมดา หากแต่เป็น "ควันมายาโลหิต" ที่ซึมซับความแค้น ความโศกเศร้า และความอาลัยอาวรณ์ของวิญญาณนับหมื่นที่ตายอย่างอยุติธรรมในสถานที่แห่งนี้ *ฟึบ!* ม่านหมอกสีเทาเปลี่ยนสภาพกลายเป็นภาพฉายสามมิติรอบทิศทาง ภาพของสำนักกระบี่เมฆาอัคคีที่เคยรุ่งเรืองและเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะของศิษย์พี่ศิษย์น้อง กลับกลายเป็นทะเลเพลิงสีแดงฉาน เสียงกรีดร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดดังระงมไปทั่ว ท่ามกลางกองเพลิงนั้น ร่างของอาจารย์ผู้มีพระคุณกำลังทรุดฮวบลงพร้อมกับกระบี่ประจำกายที่หักสะบั้น "อาจารย์...!" ไป๋ซืออวี้พึมพำ ดวงตาเบิกกว้าง เส้นเลือดที่ขมับปูดโปน ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกตรึงไว้ด้วยตะปูเหล็ก ภาพเหตุการณ์ในอดีตที่เขาพยายามฝังกลบมันไว้ด้วยสุรานับพันไห พรั่งพรูทะลทะลายกลับเข้ามาในห้วงสมองราวกับเขื่อนแตก "อย่ามองมัน! นั่นคือภาพลวงตา!" มู่หรงเสวี่ยตวาดกร้าว นางตวัดกระบี่น้ำแข็งในมือวาดเป็นวงโค้ง ปราณกระบี่เยือกแข็งแผ่พุ่งออกไปหมายจะตัดขาดภาพมายานั้นให้สิ้นซาก ทว่า... ปราณกระบี่ของนางกลับทะลุผ่านภาพเหล่านั้นไปราวกับฟองอากาศ ภาพเบื้องหน้าไม่เพียงไม่สลายหายไป แต่กลับบิดเบี้ยวและเปลี่ยนเป้าหมายมาโจมตีจิตใจของนางเอง หมอกควันสีเทาเคลื่อนตัวเข้ามาโอบล้อมร่างของมู่หรงเสวี่ย เสียงกระซิบอันแผ่วเบาแต่บาดลึกถึงขั้วหัวใจดังขึ้นข้างหู *"มู่หรงเสวี่ย... นังเด็กอกตัญญู เจ้าคือคนทำให้ตระกูลมู่ต้องพินาศ... เจ้าคือต้นเหตุที่ทำให้บิดามารดาต้องตายอย่างอนาถใต้คมกระบี่ของเจ้าเอง!"* ร่างกายของนางเซียนผู้เยือกเย็นชะงักงัน เปลือกตากะพริบถี่ ใบหน้าที่เคยงดงามราวนางฟ้าไร้ความรู้สึก บัดนี้กลับซีดเผือดไร้สีเลือด หยาดเหงื่อกาฬผุดพรายขึ้นตามไรผม ภาพในอดีตเมื่อสัปตวรรษก่อน วันที่นางหลงกลคัมภีร์มารสวรรค์จนสูญเสียการควบคุม และเผลอใช้กระบี่น้ำแข็งสังหารบิดามารดาผู้ให้กำเนิดด้วยมือตนเอง ปรากฏขึ้นชัดเจนราวกับเหตุการณ์เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน "ไม่... ไม่ใช่ข้า..." มู่หรงเสวี่ยพึมพำริมฝีปากสั่นระริก มือที่ถือกระบี่สั่นเทาจนแทบจะประคองไว้ไม่ไหว พลังปราณในร่างปั่นป่วนจนกระอักเลือดสีแดงสดออกมาคำโต หยดลงบนพื้นศิลาจนเกิดเป็นไอเย็นพวยพุ่ง นี่คือ "ค่ายกลสะท้อนจิตวิญญาณ" ของจริง! มันไม่ได้ทำร้ายร่างกายด้วยกระบี่หรือศาสตราวุธ แต่ใช้ "ปมในอดีต" และ "ความรู้สึกผิดบาป" ที่ฝังรากลึกในก้นบึ้งหัวใจ มาหลอมรวมเป็นคมดาบย้อนกลับมาทิ่มแทงผู้ฝึกยุทธ์ให้ตายทั้งกลม ไป๋ซืออวี้ที่กำลังจมดิ่งอยู่ในกองเพลิงแห่งสำนักของตน หันไปเห็นมู่หรงเสวี่ยกำลังจะถูกภาพมายาบีบคั้นจนจิตวิญญาณแตกสลาย เขากัดฟันกรอด รสชาติคาวเลือดคละคลุ้งในโพรงปาก ความโกรธเกรี้ยวพุ่งพล่านทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุด แม้ภาพเบื้องหน้าจะสมจริงจนแทบขาดใจ แม้เสียงร่ำไห้ของอาจารย์จะบาดลึกเหมือนเอามีดกรีดหัวใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่เขาก็ตระหนักได้ในสัจธรรมข้อหนึ่ง— *อดีตที่ผ่านพ้นไปแล้ว... ต่อให้เจ็บปวดเพียงใด ก็เป็นเพียงเงาที่ไร้ลมหายใจ หากมัวแต่จมปลักอยู่กับเงา ผู้นั้นก็ไม่ต่างอะไรกับศพเดินได้!* "ตื่นเสียที!" ไป๋ซืออวี้คำรามลั่นราวกับพญาไกรสรสะท้อนผืนป่า เขารวบรวมลมปราณทั้งหมดที่เหลืออยู่ ทุ่มเทจิตวิญญาณผสานเข้ากับเคล็ดวิชา "กระบี่สุราไร้ลักษณ์" ร่างกายพุ่งทะยานผ่านกองเพลิงมายา ปลายกระบี่ในมือไม่ได้ชี้ไปที่ศัตรู แต่ชี้ตรงไปยังภาพอดีตอันเลวร้ายของตนเอง จากนั้น— *ฉับ!* เขาลงมือ "ตัดขาด" ภาพมายาของสำนักตนเองด้วยน้ำตาที่รินไหลแต่แววตากลับเด็ดเดี่ยว ร่างของอาจารย์และเพื่อนพ้องสลายกลายเป็นละอองแสงสีทองจางหายไป เมื่อปมของตนเองถูกทำลาย พลังกดดันครึ่งหนึ่งก็มลายสิ้น ไป๋ซืออวี้ไม่รอช้า พุ่งตัวเข้าไปประชิดร่างของมู่หรงเสวี่ยที่กำลังจะทรุดฮวบลง เขารวบเอวบางของนางเข้ามากอดไว้แน่น ถ่ายทอดลมปราณอุ่นร้อนเข้าไปในร่างของนางเพื่อต้านทานไอน้ำแข็งที่สะท้อนกลับมา "มู่หรงเสวี่ย! เจ้าจะยอมแพ้ให้แก่ภาพมายาปลอมๆ พวกนี้หรือไง! ไหนล่ะนางพญาโลหิตผู้เย็นชาที่เคยไล่ล่าฆ่าฟันข้าจนมุม? ถ้าเจ้าตายที่นี่ ข้าคงต้องเหงาตายไปตลอดชีวิตแน่!" ไป๋ซืออวี้ตะโกนใส่หูของนาง น้ำเสียงเจือความกวนประสาทแต่แฝงด้วยความห่วงใยอย่างสุดซึ้ง มู่หรงเสวี่ยสะท้านเฮือก ดวงตาที่พร่ามัวค่อยๆ กลับมามีประกายสติสัมปชัญญะ นางเงยหน้าขึ้นมองบุรุษที่กำลังโอบกอดตนเองไว้ท่ามกลางพายุหมอกมายา กลิ่นอายสุราจางๆ ที่ผสมผสานกับกลิ่นอายเลือดของเขา เปรียบเสมือนสมุนไพรวิเศษที่ดึงนางกลับมาจากขอบเหวนรกแห่งความรู้สึกผิด นางสูดหายใจเข้าลึก, รวบรวมลมปราณที่เหลืออยู่ทั้งหมด มือเรียวขาวยกขึ้นจับด้ามกระบี่น้ำแข็งแน่น แววตาเปลี่ยนจากความหวาดกลัวเป็นความเย็นชาและเด็ดเดี่ยวราวกับน้ำแข็งหมื่นปี "เจ้า... พูดมากเกินไปแล้ว" มู่หรงเสวี่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงแหบพร่า แต่แฝงด้วยจิตสังหารอันรุนแรง "ฮ่าๆๆ ดี! นี่สิถึงจะเป็นแม่นางมู่ที่ข้ารู้จัก!" ไป๋ซืออวี้แย้มยิ้มกว้าง ทั้งสองหันหลังชนกัน ปลายกระบี่ทั้งสองเล่มเปล่งประกายเจิดจ้าพร้อมกัน ประสานพลังหยินหยาง ปราณกระบี่ไร้ลักษณ์และปราณกระบี่เยือกแข็งหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ทำลายม่านหมอกสีเทาจนแหลกสลายเป็นจุล! ทว่า... ในวินาทีที่หมอกควันสลายไป และความจริงปรากฏขึ้นเบื้องหน้า ร่างของคนทั้งสองก็ต้องแข็งทื่ออีกครั้ง เบื้องหลังม่านหมอกนั้น ไม่ใช่ทางออกของซากปรักหักพังอย่างที่คิด หากแต่เป็น "แท่นบูชาโลหิต" ขนาดมหึมา ตรงใจกลางแท่นบูชามีร่างของบุรุษผู้หนึ่งถูกตรึงไว้ด้วยโซ่ตรวนอักขระโบราณ ใบหน้าของร่างนั้น... ช่างละม้ายคล้ายคลึงกับไป๋ซืออวี้ราวกับพิมพ์เดียวกัน! และก่อนที่ใครจะได้เอ่ยปากพูดอะไร ร่างที่ถูกตรึงไว้นั้นก็ลืมตาขึ้น เผยให้เห็นดวงตาสีแดงฉานไร้แววตา พร้อมกับเอ่ยประโยคที่ทำให้เลือดในกายของคนทั้งสองเย็นเฉียบลงถึงขั้วหัวใจ— *"ยินดีต้อนรับกลับบ้าน... ร่างสำรองชิ้นสุดท้ายของข้า"* --- ขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่าฟันอุปสรรคและดื่มด่ำไปกับวิถีแห่งกระบี่และสัจธรรมในบทนี้นะครับ
สารจากนักเขียน (เซียนสุราเมามาย)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่เย้ยจันทรากับนางพญาโลหิต นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%