กระบี่เย้ยจันทรากับนางพญาโลหิต•ตอนที่ 11

ประตูสู่วงกตโบราณ

ผลงานโดย เซียนสุราเมามาย
"ฮ่าๆๆๆ! พบตัวจนได้! นางพญาโลหิตผู้เกรียงไกร กับไอ้หนุ่มกระบี่ไร้ลักษณ์ คืนนี้คือวันตายของพวกเจ้า!" เสียงหัวเราะเย้ยหยันดังกึกก้องสะท้อนไปทั่วหุบเขามรณะ แรงกดดันจากลมปราณระดับหลอมรวมวิญญาณนับสิบสายพั่งพรูลงมาจากหน้าผาสูงชันราวกับห่าฝนโลหิต เงาร่างนับสิบพุ่งทะยานลงมาปิดล้อมซากปรักหักพังโบราณเอาไว้ทุกทิศทุกทาง ประกายคมกระบี่สะท้อนแสงจันทร์สาดส่องลงมาเป็นประกายระยิบระยับราวกับดวงดาวแห่งความตาย ไป๋ซืออวี้ไม่แม้แต่จะชายตามองกลุ่มมือสังหารที่เพิ่งปรากฏตัว เขาเพียงยกไหสุราขึ้นกระดกอึกใหญ่ น้ำใสสะอาดรสชาติร้อนแรงไหลรินผ่านลำคอ ก่อนจะใช้หลังมือเช็ดมุมปากอย่างไม่ี่อสี่หัง ดวงตาหรี่ลงเล็กน้อยมองไปยังซากประตูหินโบราณที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า เบื้องหลังซากปรักหักพังแห่งนี้คือสถานที่เก็บคัมภีร์ฉบับสมบูรณ์ที่สำนักของเขาเคยแลกด้วยชีวิตเพื่อปกป้อง "แม่นางมู่หรง ดูท่าว่าแขกไม่ได้รับเชิญของเราจะมาเร็วกว่าที่คิดนะ6รับ" ไป๋ซืออวี้เอ่ยด้วยน้ำเสียงติดตลก นัยน์ตาคู่นั้นพราวระยับด้วยประกายความเจ้าเล่ห์ แม้สถานการณ์จะคับขันถึงขีดสุด มู่หรงเสวี่ยยืนนิ่งสงบดั่งรูปสลักน้ำแข็ง มุมปากบางเฉียบเม้มเข้าหากันแน่นจนแทบไร้สีเลือด รังสีความเย็นยะเยือกแผ่ซ่านออกจากร่างจนหยาดน้ำค้างบนใบหญ้ากลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งสีขาวโพลน นางปรายตามองบุรุษข้างกายแวบหนึ่งด้วยความหมั่นไส้ระคนระอาใจ "ยามนี้ยังมีแก่ใจมาดื่มสุรา เจ้าอยากเอาชีวิตไปทิ้งที่นี่นักหรือ" "หากข้าต้องตาย ย่อมต้องตายหลังจากได้ลิ้มรสสุราเลิศรสและเคียงข้างหญิงงาม มิฉะนั้นคงเสียชาติเกิดเป็นบุรุษแล้วกระมัง" ไป๋ซืออวี้หัวเราะในลำคออย่างไม่ยี่หร่า ก่อนที่รอยยิ้มบนใบหน้าจะเลือนหายไป กลายเป็นความจริงจังที่ทรงพลังจนน่าตกใจ "เป้าหมายของพวกมันไม่ใช่พวกเรา... แต่คือประตูวงกตเบื้องหลังต่างหาก" มู่หรงเสวี่ยกล่าวเสียงเรียบ นางกระชับกระบี่น้ำแข็งในมือแน่นจนข้อต่อขาวโพลน "อักขระบนประตูเริ่มสั่นไหวแล้ว หากปล่อยให้พวกมันขัดขวาง คัมภีร์สวรรค์อาจตกไปอยู่ในมือมาร" ผู้นำกลุ่มมือสังหารเป็นชายวัยกลางคนสวมหน้ากากยักษ์โลหิต มันหัวเราะลั่นจนต้นไม้ใบหญ้าสั่นสะเทือน ย่างสามขุมเข้ามาพร้อมกับปล่อยพลังกดดันอันน่าสะพรึงกลัว "ไป๋ซืออวี้! มู่หรงเสวี่ย! วันนี้ต่อให้พวกเจ้ามีปีกบินก็หนีไม่พ้น ส่งศิลาเปิดผนึกมาเสียดีๆ มิฉะนั้นข้าจะแล่เนื้อพวกเจ้าทีละชิ้น!" ไป๋ซืออวี้ถอนหายใจยาวเหยียดราวกับรำคาญเสียงแมลงหวี่แมลงวัน เขาส่ายหน้าเบื้องหน้าเบื้องตาช้าๆ "เฮ้อ ยุคสมัยนี้คนโง่มักคิดว่าเสียงดังจะชนะกระบี่สินะ... แม่นางมู่หรง ทางซ้ายยกให้ข้า ส่วนทางขวา... ข้าฝากเจ้าจัดการก็แล้วกัน อย่าให้พวกมันส่งเสียงหนวกหูรบกวนเวลาชมจันทร์ของข้าล่ะ" สิ้นเสียงคำว่า "ล่ะ" ร่างของไป๋ซืออวี้ก็หายวับไปจากจุดเดิมราวกับภาพมายา! *เปรี้ยง!* ประกายกระบี่สีครามพาดผ่านความมืดมิดดั่งสายฟ้าฟาดลงกลางกลุ่มมือสังหาร เสียงกรีดร้องโหยหวนดังสนั่นหวั่นไหวทันที เลือดสีแดงฉานสาดกระเซ็นย้อมผืนปฐพีให้กลายเป็นสีชาด ไป๋ซืออวี้เคลื่อนไหวรวดเร็วปานภูตผี กระบี่สุราไร้ลักษณ์ในมือไม่ได้วาดออกเพื่อสังหารอย่างเหี้ยมโหด แต่กลับงดงามพลิ้วไหวราวกับสายน้ำที่ไร้รูปและไร้ร่องรอย ทุกกระบวนท่าแฝงไว้ด้วยสัจธรรมแห่งธรรมชาติ เกิดเป็นคลื่นกระบี่พัดพาร่างของมือสังหารกระเด็นกระเด้อนไปคนละทิศละทาง ในขณะเดียวกัน มู่หรงเสวี่ยไม่ด้อยไปกว่ากัน นางพญาโลหิตก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างเชื่องช้า ทว่าทุกย่างก้าวกลับแช่แข็งทุกสรรพสิ่งรอบกาย นางสะบัดกระบี่น้ำแข็งออกเพียงคราเดียว ไอเย็นยะเยือกพวยพุ่งกลายเป็นพายุดาบน้ำแข็งนับพันเล่ม พุ่งเข้าเสียบร่างของกลุ่มมือสังหารจนกลายเป็นรูปปั้นน้ำแข็งสีแดงฉานก่อนจะแตกสลายกลายเป็นผุยผงในพริบตา ความเด็ดขาดและเย็นชาของนางคือความตายที่ไม่มีแม้แต่โอกาสให้ร่ำลา การต่อสู้ดำเนินไปอย่างดุเดือดเลือดพล่าน เสียงเหล็กกระทบกันดังสนั่นหวั่นไหวราวกับเสียงคำรามของอสนีบาต ประกายไฟจากการปะทะพลังปราณสว่างวาบไปทั่วหุบเขา ภาพของบุรุษผู้กวนประสาทและนางเซียนผู้เย็นชาผสานพลังกันอย่างไร้รอยต่อ ราวกับมังกรและหงส์ที่กำลังฟ้อนรำท่ามกลางห้วงมหรรณพแห่งความตาย ผ่านไปชั่วก้านธูป กลุ่มมือสังหารนับสิบชีวิตก็เหลือเพียงผู้นำสวมหน้ากากยักษ์โลหิตที่ยืนหายใจหอบโยน เนื้อตัวเต็มไปด้วยบาดแผลฉกรรจ์ ดวงตาเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัวสุดขีด มันไม่คาดคิดเลยว่ายอดฝีมือทั้งสองจะแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ "ทะ... 1 ในใต้หล้า... พวกเจ้า..." ผู้นำมือสังหารทรุดฮวบลงคุกเข่ากับพื้น กระอักเลือดคำโตออกมา ไป๋ซืออวี้เดินเอามือไขว้หลังเข้าไปใกล้เรื่อยๆ ปลายกระบี่หยดหยาดเลือดสีแดงสดลงบนพื้นหินอย่างเชื่องช้า เขาย่อตัวลงเล็กน้อยส่งยิ้มกวนประสาทให้มัน "บอกข้าหน่อยสิว่าใครเป็นคนส่งพวกเจ้ามา? หรือว่า... สมองของพวกเจ้ามีไว้แค่ประดับกะโหลกเท่านั้น?" ก่อนที่ผู้นำมือสังหารจะทันได้เอ่ยปากตอบ ทันใดนั้นเอง— *เปรี้ยง! ตูมมม!* อสนีบาตสายสีดำสนิทผ่าผ่าลงมาจากท้องฟ้ายามคราตรึงใจอย่างไร้ที่มา แรงระเบิดมหาศาลพัดพาร่างของผู้นำมือสังหารจนแหลกสลายกลายเป็นจุลในพริบตา! ไป๋ซืออวี้ชะงักฝีเท้า สีหน้าที่เคยติดตลกแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดในทันที เขารีบหันขวับไปมองยังซากประตูหินโบราณ เบื้องหน้าประตูวงกตที่ควรจะปิดสนิท บัดนี้อักขระโบราณสีทองอร่ามกำลังส่องแสงสว่างเจิดจ้า บานประตูหินหนาทึบกำลังเคลื่อนตัวเปิดออกเองอย่างช้าๆ พร้อมกับแรงกดดันระดับมหาเทพที่ไหลทะลักออกมาจากรอยแยกของประตู แรงกดดันนี้ทำให้ลมหายใจของคนทั้งคู่แทบหยุดชะงัก มู่หรงเสวี่ยก้าวเข้ามาประชิดข้างกายไป๋ซืออวี้ ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึง นางเอ่ยเสียงสั่นพร่า "ไม่ใช่ฝีมือของมนุษย์... ประตูเปิดออกเองแล้ว..." ภายในความมืดมิดหลังบานประตูโบราณ มีเสียงฝีเท้าอันเชื่องช้าและหนักแน่นดังขึ้น... *ก้าว... ก้าว... ก้าว...* เงาร่างหนึ่ง คลุมด้วยชุดคลุมสีดำสนิท ปรากฏขึ้นรางๆ ท่ามกลางหมอกควันสีเทา พร้อมกับเสียงหัวเราะแหบพร่าที่ดังสะท้อนก้องไปถึงจิตวิญญาณของคนทั้งสอง "รอคอยมาสามร้อยปี... ในที่สุดพวกเจ้าก็มาส่งศิลาเปิดผนึกให้ถึงที่..." ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางทะลวงผ่านประตูแห่งโชคชะตาไปด้วยกันนะครับ
สารจากนักเขียน (เซียนสุราเมามาย)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่เย้ยจันทรากับนางพญาโลหิต นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%