กระบี่เย้ยจันทรากับนางพญาโลหิต•ตอนที่ 10

รอยร้าวที่เริ่มสมาน

ผลงานโดย เซียนสุราเมามาย
"เจ้า... เป็นไปได้อย่างไร?" ไป๋ซืออวี้เบิกตากว้าง ลมหายใจสะดุดกึก ความตกตะลึงระลอกใหญ่ซัดโถมเข้าใส่ดั่งคลื่นยักษ์ในมหาสมุทรไร้ขอบเขต โลหิตสีแดงฉานที่ทะลักออกจากมุมปากของมู่หรงเสวี่ยไม่ได้น่ากลัวเท่ากับไอเย็นสีครามที่กำลังกัดกินเส้นชีพจรหัวใจของนางในเวลานี้ พลังปราณเยือกแข็งที่นางฝึกฝนจนบรรลุถึงขั้นไร้สภาพ ยามนี้กลับย้อนกลับมาแว้งกัดร่างกายตนเองราวกับคมดาบที่หันเข้าหาอกเสื้อ เมื่อเคล็ดวิชา 'กระบี่น้ำแข็งร้อยสวรรค์' เกิดธาตุไฟเข้าแทรกจากการฝืนใช้พลังเกินขอบเขตเพื่อรับมือกับยอดฝีมือสำนักมารโลหิตในศึกก่อนหน้า ร่างกายอันบอบบางแต่ทระนงของนางจึงกลายเป็นสนามรบระหว่างความเป็นกับความตาย ไป๋ซืออวี้ไม่รอให้เวลาผ่านไปแม้แต่ลมหายใจเดียว สัมผัสแห่งจอมยุทธ์ผู้คร่ำหวอดในยุทธภพ告诉เขาว่า หากช้าไปเพียงก้านธูปเดียว นางเซียนผู้เย่อหยิ่งผู้นี้คงกลายเป็นเพียงรูปสลักน้ำแข็งที่ไร้วิญญาณ เขาก้าวพรวดเข้าไปประคองร่างที่อ่อนปวกเปียกของนางเข้าสู่อ้อมอก สัมผัสแรกที่ปะทะคือความเย็นเยียบราศีกุมภ์ที่ทะลุทะลวงผ่านเนื้อผ้าเข้ามาถึงกระดูก แม้แต่บุรุษผู้มีฉายา "กระบี่สุราไร้ลักษณ์" ผู้ผ่านลมหนาวมานับไม่ถ้วนยังต้องสะท้านเยือกในไขสันหลัง "หุบปาก... และอย่าทำตัวเป็นภาระให้มากนัก มู่หรงเสวี่ย" น้ำเสียงของไป๋ซืออวี้แม้จะเจือด้วยความกวนประสาทและรอยยิ้มฝืนๆ ตามนิสัยเดิม แต่แววตาคู่คมกลับปราศจากความล้อเล่นโดยสิ้นเชิง มันเต็มไปด้วยความจริงจังและประกายแสงแห่งคัมภีร์วิถีปราณที่ล้ำลึก เขาตวัดมือซ้ายกดลงบนจุดชีพจรสำคัญทั่วแผ่นหลังของนางเพื่อสกัดกั้นกระแสความเย็นที่กำลังคลุ้มคลั่ง มือขวากระชากจุกไหสุราหยกเขียวคู่ใจออก ของเหลวสีอำพันรสร้อนแรงที่หมักจากโสมพันปีและดอกท้อโลหิตส่งกลิ่นหอมตลบอบอวลไปทั่วถ้ำลับ "เจ้าจะทำอะไร..." มู่หรงเสวี่ยเค้นเสียงลอดไรฟัน ดวงตางามที่เคยเย็นชาดั่งน้ำแข็งพันปีบัดนี้ฉายแววตื่นตระหนกเล็กน้อยยามที่เห็นเขาจ่อปากไหสุราเข้ากับริมฝีปากซีดเซียวของนาง "ดื่มมันเข้าไป ถ้าไม่อยากตายอย่างอนาถอยู่ในอ้อมแขนของข้า" เขาเอ่ยเสียงเข้ม ไร้ซึ่งความลังเล ไป๋ซืออวี้กรอกสุราฤทธิ์ร้อนลงไปในลำคอของนาง บังคับให้พลังปราณสุราอันอบอุ่นและดุดันผสมผสานเข้ากับลมหายใจของหญิงสาว สุราวิเศษนี้ไม่ใช่แค่เครื่องดื่มสำราญใจ แต่มันคือ "ปราณสุราเพลิงสุริยัน" ที่เขาต้องใช้เวลาบำเพ็ญเพียรมาแรมปีเพื่อหลอมรวมขึ้นมา ทันทีที่ของเหลวร้อนจัดไหลผ่านลำคอระหง เสียงคำรามต่ำราวกับพยัคฆ์คำรามก็ดังขึ้นจากภายในร่างของมู่หรงเสวี่ย ไอสีขาวพวยพุ่งออกจากศีรษะของนางราวกับเตาหลอมโอสถ ค่ำคืนนั้น ภายในถ้ำหินอับชื้นที่ถูกโอบล้อมด้วยความมืดมิดและสายฝนโปรยปรายภายนอก กลายเป็นสถานที่หลอมรวมจิตวิญญาณอันยาวนาน ไป๋ซืออวี้ถ่ายทอดพลังปราณสุราอย่างไร้ความเสียดาย เม็ดเหงื่อผุดพรายเต็มหน้าผากของบุรุษผู้ทะนงตน ทุกครั้งที่พลังปราณของเขาเคลื่อนผ่านเส้นชีพจรที่อุดตันของนาง ร่างกายของทั้งคู่จะสั่นสะท้านด้วยความเจ็บปวดอันเกิดจากการปะทะกันระหว่าง "หยินสุดขั้ว" ของนาง และ "หยางสุดขั้ว" ของเขา "อื้อ..." มู่หรงเสวี่ยครางแผ่วเบาในลำคอ ร่างกายที่แข็งทื่อเริ่มมีความอบอุ่นกลับคืนมาทีละน้อย ความรู้สึกประหลาดบางอย่างแล่นพล่านไปทั่วสรรพางค์ นางไม่เคยถูกบุรุษใดแตะเนื้อต้องตัวในระยะประชิดเช่นนี้มากยิ่งกว่าการเอาชีวิตรอด ยิ่งไปกว่านั้น กลิ่นอายบุรุษที่ปะปนมากับกลิ่นสุราและกลิ่นเลือดจางๆ กลับสร้างความรู้สึกปลอดภัยอย่างประหลาดในใจที่ด้านชามาเนิ่นนานของนาง ผ่านไปยามสาม (ประมาณเที่ยงคืน) อาการของมู่หรงเสวี่ยเริ่มทรงตัว ลมหายใจที่เคยติดขัดกลับมาสม่ำเสมอ รอยคล้ำสีดำบริเวณหน้าอกและลำคอจางหายไป เหลือเพียงผิวเนียนละเอียดที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อกาฬ ไป๋ซืออวี้ถอนหายใจยาวเหยียด ร่างกายของเขาทรุดฮวบลงพิงผนังถ้ำด้วยความอ่อนล้า การขับพิษน้ำแข็งร้อยสวรรค์ออกครึ่งหนึ่งกินพลังปราณไปเกือบแปดส่วนเต็ม เขายกไหสุราขึ้นดื่มอึกใหญ่เพื่อปรับสภาพลมหายใจของตนเอง "เจ้า... เหตุใดจึงต้องช่วยข้า?" เสียงหวานเย็นที่เอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบทำลายบรรยากาศอึมครึม มู่หรงเสวี่ยลืมตาขึ้น ดวงตากลมโตคู่นั้นจ้องมองบุรุษที่นั่งขัดสมาธิอยู่เบื้องหน้าด้วยแววตาที่ซับซ้อนเกินกว่าจะคาดเดา นางคือมารโลหิตผู้เหี้ยมโหดในสายตาคนทั่วไป เขาก็คือจอมยุทธ์เร่ร่อนผู้ไม่เอาถ่าน เหตุใดเขาจึงยอมเสี่ยงชีวิตโคจรลมปราณรักษาคนผู้หนึ่งจนเกือบธาตุไฟเข้าแทรกเช่นนี้ ไป๋ซืออวี้เหลือบมองนาง มุมปากยกยิ้มขึ้นเป็นรอยยิ้มกวนประสาทที่นางคุ้นเคยดี "ถ้าข้าไม่ช่วยแล้วใครจะจ่ายค่าเหล้าที่ติดข้าไว้สามไหเล่า แม่นางมู่หรง? อีกอย่าง... สตรีงดงามเช่นเจ้า หากตายไปก่อนที่ข้าจะกระชากผ้าคลุมหน้าออกดูให้เต็มตา โลกใบนี้คงจืดชืดเกินกว่าจะถือกระบี่ต่อแล้วล่ะกระมัง" "เจ้าคนไร้สาระ..." มู่หรงเสวี่ยพึมพำ ใบหน้าขาวเนียนยามนี้กลับขึ้นสีแดงเรื่อจางๆ อย่างไม่ทราบสาเหตุ เป็นภาพที่หาดูได้ยากยิ่งจนไป๋ซืออวี้เกือบคิดว่าตนเองตาฝาดไป รอยร้าวระหว่างสำนักมารโลหิตกับวิถีกระบี่ผู้ผดุงคุณธรรม ดูเหมือนจะเริ่มสมานเข้าหากันทีละน้อยผ่านหยดสุราและค่ำคืนอันยาวนานนี้ ทว่า ความสงบสุขมักเป็นเพียงภาพลวงตาที่ฟ้าดินจงใจสร้างขึ้นเพื่อทดสอบมนุษย์ ฉับพลันนั้นเอง! เปลวไฟจากกองไฟเล็กๆ ที่ลุกโชนอยู่กลางถ้ำก็สะบัดวูบไหวอย่างรุนแรงโดยไม่มีสาเหตุ อุณหภูมิรอบตัวลดฮวบลงจนติดลบในพริบตา เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับร้อยคู่ดังสะเทือนเลื่อนลั่นมาจากปากถ้ำ ราวกับกองทัพมรกตโลหิตได้กลิ่นเลือดและตามรอยพวกเขาทั้งสองจนเจอแล้ว มู่หรงเสวี่ยหน้าเปลี่ยนสีทันที นางพยายามจะขยับตัวหยิบกระบี่น้ำแข็งข้างกาย แต่ไป๋ซืออวี้กลับยื่นมือไปกดไหล่นนางไว้เบาๆ "อย่าเพิ่งขยับ พิษในตัวเจ้าเพิ่งสงบ" ไป๋ซืออวี้ลุกขึ้นยืนช้าๆ เขายกแขนเสื้อขึ้นเช็ดคราบโลหิตที่มุมปาก แววตาที่เคยขี้เล่นแปรเปลี่ยนเป็นคมกริบดั่งคมกระบี่ที่พร้อมปลิดชีพผู้คนในดาบเดียว เงาร่างมหึมาสายหนึ่งพุ่งทะยานเข้ามาหยุดอยู่ที่ปากถ้ำ พร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นที่กรีดแทงโสตประสาทจนแก้วหูแทบแตก— "ฮ่าๆๆๆ! พบตัวจนได้! นางพญาโลหิตผู้เกรียงไกร กับไอ้หนุ่มกระบี่ไร้ลักษณ์ คืนนี้คือวันตายของพวกเจ้า!" ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางท่องยุทธภพไปด้วยกันนะครับ
สารจากนักเขียน (เซียนสุราเมามาย)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่เย้ยจันทรากับนางพญาโลหิต นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%