"คิดว่ารอดแล้วงั้นหรือ? หึ... เจ้าสำนักมารโลหิตไม่ได้ส่งข้ามาแค่คนเดียวหรอกนะ..."
คำพูดสุดท้ายของมือสังหารเงาโลหิตยังคงก้องกังวานอยู่ในห้วงความคิด ทว่าเวลานี้ ไม่มีช่องว่างให้ไป๋ซืออวี้และมู่หรงเสวี่ยได้ขบคิดถึงปริศนาเบื้องหลังนั้นอีกต่อไป เบื้องหน้าของพวกเขาทั้งสองคือมหาวิหารหินโบราณที่ตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางหุบผาสูชัน ประตูหินขนาดมหึมาสลักลวดลายอักขระโบราณนับหมื่นตัวกำลังเปล่งแสงสีทองเรืองรอง ออกแรงกดดันทางจิตวิญญาณแผ่ซ่านออกมาราวกับจะบดขยี้กระดูกของคนที่บังอาจย่างกรายเข้าไปให้แหลกละเอียด
นี่คือ "ค่ายกลพันกระบี่" ด่านทดสอบสุดท้ายก่อนถึงเขตหวงห้ามที่ซ่อนคัมภีร์สวรรค์
ไป๋ซืออวี้แค่นหัวเราะในลำคอ รอยยิ้มกวนประสาทปรากฏขึ้นที่มุมปาก มือข้างหนึ่งยกไหสุราขึ้นกระดือกินอึกใหญ่ กลิ่นสุราฤทธิ์แรงกล้าคละคลุ้งปะปนกับกลิ่นไอความตายในอากาศ เขาใช้หลังมือเช็ดมุมปากลวกๆ ก่อนจะชายตาไปมองหญิงสาวข้างกายที่ยืนนิ่งสงบดั่งรูปสลักน้ำแข็ง
"แม่นางมู่หรง ดูท่าทางแล้ว ค่ายกลนี้คงไม่ต้อนรับแขกที่คออ่อนเป็นแน่" ไป๋ซืออวี้กล่าวด้วยน้ำเสียงติดตลก ทว่าดวงตาคมกริบกลับหรี่แคบลงอย่างระแวดระวัง
มู่หรงเสวี่ยไม่แม้แต่จะชายตามองเขา นางเพียงปรายหางตาไปยังประตูหินเบื้องหน้า กระบี่น้ำแข็งในมือสั่นระริกเบาๆ ไอความเย็นยะเยือกแผ่ขยายออกเป็นวงกว้างจนพื้นหินเกิดเกล็ดน้ำแข็งเกาะตัว
"หากเจ้ายังพูดจาไร้สาระ เกรงว่าร่างของเจ้าคงกลายเป็นที่เขี่ยฟันให้พวกมันเสียก่อน" น้ำเสียงของนางราบเรียบ เย็นชา และเปี่ยมด้วยจิตสังหารอันเข้มข้นสมฉายานางพญาโลหิตกระบี่น้ำแข็ง "ค่ายกลพันกระบี่นี้ใช้จิตวิญญาณและปราณกระบี่โบราณเป็นแกนกลาง มันไม่เพียงทดสอบกระบวนท่า แต่ทดสอบว่าจิตใจของคนผู้นั้นมั่นคงเพียงใด... หากจิตใจหวั่นไหวเพียงเสี้ยวลมหายใจ กระบี่นับพันจักฉีกร่างเจ้าเป็นหมื่นชิ้น"
"เช่นนั้นก็ต้องดูกันว่า... กระบี่ในมือข้า หรือกระบี่ในค่ายกลนี้ สิ่งใดจะคมกริบกว่ากัน"
สิ้นคำพูด ร่างของไป๋ซืออวี้ก็พุ่งทะยานออกไปราวกับสายอัสนีบาต เท้าแตะพื้นหินเบาหวิวแต่ทรงพลัง มือขวาตบเข้าที่ด้ามกระบี่สุราไร้ลักษณ์ เสียง "กริ๊ก" ดังขึ้นพร้อมกับคมกระบี่สีครามที่ถูกชักออกจากฝัก สะท้อนแสงจันทร์ยามค่ำคืนจนเกิดประกายระยิบระยับบาดตา
*ครืนนน—!*
ทันทีที่เท้าของไป๋ซืออวี้ล่วงล้ำเข้าสู่เขตค่ายกล อักขระโบราณนับพันบนประตูหินก็พลันสว่างวาบขึ้นพร้อมกัน เสียงคำรามต่ำๆ ดังสะเทือนเลื่อนลั่นจากพื้นดิน แรงกดดันมหาศาลกดทับลงบนบ่าของเขาราวกับมีภูเขาขนาดย่อมมารองรับไว้
*ฉับพลัน!*
อากาศรอบตัวบิดเบี้ยว ปราณกระบี่นับร้อยสายพุ่งแหวกอากาศเข้าหาเขาจากทุกทิศทุกทางอย่างไร้ความปรานี ความเร็วนั้นรวดเร็วจนมองด้วยตาเปล่าไม่ทัน มันคือการผสานระหว่างพลังกาย ปราณแท้ และภาพลวงตาทางจิตใจที่ดึงเอาปมในอดีตขึ้นมาหลอกหลอน
ภาพเหตุการณ์วันที่สำนักถูกทำลายล้าง เสียงกรีดร้องของเหล่าศิษย์พี่ศิษย์น้อง และกองเพลิงที่แผดเผาทุกสิ่งปรากฏขึ้นในห้วงนึกของไป๋ซืออวี้ หัวใจของเขาเต้นรัว ปราณในร่างปั่นป่วนชั่วขณะ
*แย่ละสิ... มันเล่นจิตวิทยาหรือนี่?*
ไป๋ซืออวี้กัดฟันกรอด เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายขึ้นตามไรผม ภาพลวงตานั้นสมจริงเสียจนเขายกกระบี่ในมือช้าลงไปครึ่งจังหวะ ทว่าในยุทธภพ ความล่าช้าเพียงครึ่งลมหายใจก็เพียงพอที่จะปลิดชีพเซียนกระบี่ได้แล้ว ปราณกระบี่สายหนึ่งพุ่งเฉียดใบหน้าของเขาไป ปิดรอยแผลเป็นทางยาวที่มีเลือดซึมออกมาบางๆ
"ซืออวี้!"
เสียงเรียกอันเย็นชาแต่แฝงด้วยความร้อนรนดังขึ้น มู่หรงเสวี่ยไม่รอช้า นางทะยานร่างตามเข้าไปในค่ายกล กระบี่น้ำแข็งในมือวาดวงโค้งกลางอากาศ เกิดเป็นม่านน้ำแข็งหนาทึบสกัดกั้นปราณกระบี่นับร้อยที่กำลังจะถาโถมใส่ชายหนุ่ม
*เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!*
ประกายไฟจากการปะทะสาดกระเซ็นไปทั่วบริเวณ มู่หรงเสวี่ยยืนหยัดเคียงข้างเขา ไอความเย็นจากร่างของนางช่วยชำระล้างจิตใจที่กำลังว้าวุ่นของไป๋ซืออวี้ให้กลับมาสงบลงอย่างรวดเร็ว นางหันมามองเขาด้วยสายตาตำหนิแกแกมกังวลเล็กน้อย "เจ้าบ้าเอ๊ย... คิดจะตายที่นี่หรือไง?"
ไป๋ซืออวี้สูดหายใจเข้าลึกๆ ดึงสติกลับคืนมา รอยยิ้มกวนประสาทถูกจุดขึ้นที่มุมปากอีกครั้ง แม้ใบหน้าจะซีดเซียวเล็กน้อยก็ตาม
"ข้ายังไม่ได้ดื่มสุราคารวะงานแต่งของเรา ข้าจะตายได้อย่างไรเล่าแม่นางมู่หรง" เขาเอ่ยหยอกเย้าท่ามกลางห้วงวิกฤต
"ยามนี้ยังจะมีแก่ใจพูดจาเหลวไหลอีก!" มู่หรงเสวี่ยแค่นเสียงเย็นชา แต่มุมปากของนางกลับยกขึ้นเล็กน้อยอย่างไม่รู้ตัว "ค่ายกลนี้มีเจ็ดชั้น ชั้นแรกคือภาพลวงตาจิตใจ ชั้นที่สองคือพายุพันกระบี่... พวกเราต้องเคลื่อนไหวพร้อมกัน ใช้ปราณประสานกัน มิฉะนั้นไม่มีทางผ่านพ้นไปได้"
"ตกลงตามนี้" แววตาของไป๋ซืออวี้แปรเปลี่ยนเป็นจริงจังในพริบตา ความทะนงตนแผ่ซ่านออกจากร่างของบุรุษผู้เป็นเลิศในวิถีกระบี่ "ข้าจะเปิดทางด้านหน้า ส่วนเจ้าคุ้มกันด้านหลัง... ให้พวกมันรู้ว่า ต่อให้เป็นค่ายกลเทพเซียน หากขวางทางรักของเรา สองกระบี่นี้ก็จะผ่ามันให้ขาดเป็นสองท่อน!"
สิ้นเสียงประกาศกร้าว ทั้งสองประสานพลังปราณเข้าหากันอย่างแนบแน่น ปราณสุราไร้ลักษณ์ที่พลิ้วไหวและคาดเดาไม่ได้ผสานเข้ากับปราณกระบี่น้ำแข็งที่หนתеเยือกและเด็ดเดี่ยว เกิดเป็นคลื่นพลังงานวงกลมแผ่ขยายออกไปรอบทิศทาง พัดพากระบี่โบราณนับร้อยที่พุ่งเข้ามาแหลกสลายกลายเป็นผุยผงในพริบตา
ทว่า... เสียงหัวเราะเยือกเย็นกลับดังขึ้นจากเบื้องลึกของวิหารหิน
*ครืนนน...*
พื้นดินใต้เท้าของพวกเขายุบตัวลงทันที พร้อมกับที่ประตูหินชั้นในสุดเปิดอ้าออก เผยให้เห็นเงาร่างลึกลับในชุดคลุมสีดำสนิทผู้หนึ่งกำลังยืนถือกระบี่โลหิตรอคอยอยู่เบื้องหน้า และที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ... บนใบหน้าของมันสวมหน้ากากที่ไป๋ซืออวี้จำได้แม่นยำว่าเป็นของ "สหายสนิท" ที่ตายไปแล้วเมื่อสิบปีก่อน!
"เจ้า... เป็นไปได้อย่างไร?" ไป๋ซืออวี้เบิกตากว้าง ลมหายใจสะดุดกึก ความตกตะลึงระลอกใหญ่ซัด
ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่าฟันอุปสรรคไปกับกระบี่และสุรานี้นะครับ
กระบี่เย้ยจันทรากับนางพญาโลหิต•ตอนที่ 9
ค่ายกลพันกระบี่
ผลงานโดย เซียนสุราเมามาย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เซียนสุราเมามาย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่เย้ยจันทรากับนางพญาโลหิต นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!