"กลิ่นอายมารระดับนี้... เกรงว่าต่อให้เจ้าซดสุราหมดไหในมือ ก็คงไม่อาจยื้อชีวิตไว้ได้แม้แต่ก้านธูปเดียว"
สุ้มเสียงเย็นเยียบราวน้ำแข็งพันปีหลุดลอดริมฝีปากบางเฉียบของมู่หรงเสวี่ย นางไม่ได้ขยับกายถอยหลังแม้แต่นصفก้าว ดวงเนตรคู่คมกริบดั่งกระบี่น้ำแข็งจ้องมองไปยังความมืดเบื้องหน้า เงาร่างในชุดคลุมสีดำสนิทที่เพิ่งปรากฏกายขึ้น ช่างกลืนกลืนไปกับรัตติกาลราวกับภูตผีไร้เงา แต่สิ่งที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าคือจิตสังหารอันเข้มข้นที่แผ่ซ่านออกมา มันกดทับจนบรรยากาศรอบกายบิดเบี้ยว อากาศบริเวณนั้นคล้ายถูกแช่แข็งด้วยความตาย
ไป๋ซืออวี้หัวเราะในลำคอเบาๆ เขาไม่ได้มีทีท่าตื่นตระหนกแม้แต่น้อย มือข้างหนึ่งยังคงถือไหสุราที่หมักจากดอกท้อไว้อย่างหลวมๆ นัยน์ตาหงส์คู่นั้นพราวระยับด้วยประกายความเกียจคร้านที่แฝงไว้ด้วยความคมกราบดั่งคมกระบี่ที่ซ่อนในฝัก
"คุณหนูมู่หรง... เจ้าดูถูกฝีมือการดื่มสุราของข้าเกินไปแล้วกระมัง" ไป๋ซืออวี้แย้มยิ้มมุมปาก น้ำเสียงทุ้มนุ่มเจือความกวนประสาทตามเคย "ต่อให้ยมทูตจะมาเคาะประตูบ้าน หรือนักฆ่าหน้าโง่จากสำนักมารโลหิตจะโผล่หัวออกมาเห่าหอนกลางดึก แต่อย่างน้อย... สุราในไหของข้าก็สมควรได้รับการดื่มด่ำจนหยดสุดท้าย ไม่เช่นนั้นวิญญาณยามเร่ร่อนคงได้แต่นอนน้ำลายสอด้วยความเสียดาย"
*เปรี้ยง!*
ไม่ทันที่เสียงหัวเราะของจอมยุทธ์หนุ่มจะจางหาย ร่างของเงาดำเบื้องหน้าก็หายวับไปจากจุดเดิม สายลมกรรโชกแรงพัดกระชากเรือนผมสีดำสนิทของทั้งสองคนสะบัดไหว รังสีอำมหิตพุ่งตรงเข้าใส่จุดตายกลางหน้าอกของไป๋ซืออวี้ดั่งสายฟ้าฟาด ชนิดที่ไม่เปิดโอกาสให้ตั้งตัว!
แต่วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์ของไป๋ซืออวี้หาใช่สิ่งที่จะถูกทำลายได้โดยง่าย นิ้วมือดีดไหสุราในมือเบาๆ ของเหลวสีใสพุ่งทะยานออกราวกับสายฝนโปรยปราย แต่ละหยดแฝงไว้ด้วยลมปราณกระบี่ที่คมกริบจนตัดผ่านมิติ เสียงปะทะกันดังสนั่นหวั่นไหวราวกับอสนีบาตคำราม เงาร่างสีดำชะงักง้วยไปเล็กน้อยก่อนจะถอยหลังไปสามก้าวอย่างไม่เต็มใจ
"สมเป็นกระบี่สุราไร้ลักษณ์... ฝีมือร้ายกาจไม่เบา" เสียงแหบพร่าดั่งกระดาษทรายถูกเสียดสีดังมาจากใต้ฮู้ดสีดำ "แต่ทว่า... วันนี้คือวันตายของพวกเจ้า ปราณมารโลหิต กลืนกินนภา!"
คลื่นพลังสีเลือดพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า ย้อมราตรีกาลให้กลายเป็นสีฉาน กลลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ กดทับจิตใจของมนุษย์ให้ดิ่งจมลงสู่ห้วงแห่งความสิ้นหวัง มู่หรงเสวี่ยขมวดคิ้วมุ่น กระบี่น้ำแข็งในมือสั่นระริกพร้อมแผ่ไอเย็นจัดออกมารับมือ แต่มือใหญ่ของไป๋ซืออวี้กลับเอื้อมมาแตะที่ข้อแขนของนางไว้เบาๆ
"อย่าเพิ่งรีบร้อนลงมือเลยแม่นางมู่หรง..." ไป๋ซืออวี้กล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ รอยยิ้มกวนประสาทเมื่อครู่จางหายไป เหลือเพียงแววตาลุ่มลึกที่ยากจะหยั่งถึง "การปล่อยให้สุนัขบ้าเห่าหอนไปเรื่อยเปื่อย บางครั้งก็ทำให้เราได้ยินเสียงสะท้อนจากก้นบึ้งจิตใจของตัวเองได้ชัดเจนขึ้นนะ"
มู่หรงเสวี่ยหันขวับมามองเขา ดวงตาสีรัตติกาลเต็มไปด้วยความไม่พอใจ "เจ้าบ้าไปแล้วหรือ? นี่คือนักฆ่าอันดับหนึ่งแห่งสำนักมารโลหิต ปราณมารของมันสามารถฉีกร่างเจ้าเป็นหมื่นชิ้นได้ในพริบตา!"
"ความตายนะหรือ..." ไป๋ซืออวี้ทอดถอนหายใจยาวนาน เขาเงยหน้ามองผืนฟ้าสีเลือดที่ถูกแต่งแต้มด้วยหมู่ดาวอันไกลโพ้น น้ำเสียงของเขานุ่มนวลขึ้น ราวกับบทกวีที่ร้อยเรียงท่ามกลางพายุฝน "เจ้าเคยคิดไหมว่า... เหตุใดมนุษย์เราจึงหวาดกลัวความตายนัก? เป็นเพราะกลัวความเจ็บปวด? หรือกลัวความว่างเปล่าที่ไม่มีวันสิ้นสุดกันแน่?"
คำถามนั้นราวกับสายฟ้าที่ฟาดผ่าลงกลางใจของมู่หรงเสวี่ย ร่างเพรียวบางของนางชะงักงัน ภาพเหตุการณ์ในอดีต—วันที่ตระกูลมู่หรงถูกเพลิงโลหิตเผาผลาญจนไม่เหลือแม้แต่เถ้าธุลี เสียงกรีดร้องของบิดามารดา และหยาดน้ำตาหยดสุดท้ายที่นางต้องกลืนลงคอเพื่อมีชีวิตรอด พรั่งพรูขึ้นมาในห้วงคำนึง ความแค้นที่นางแบกรับไว้ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทำให้หัวใจของนางด้านชาและแข็งกระด้างดั่งก้อนน้ำแข็ง... แท้จริงแล้วนางกำลังวิ่งไล่ตามการแก้แค้น หรือนางเพียงแค่กลัวที่จะต้องเผชิญหน้ากับความว่างเปล่าหากแก้แค้นสำเร็จกันแน่?
"เจ้า... พูดเรื่องไร้สาระอะไรกัน..." มู่หรงเสวี่ยพึมพำ เสียงของนางสั่นเครือเล็กน้อยโดยที่เจ้าตัวไม่รู้ตัว
"ข้าไม่ได้พูดเรื่องไร้สาระ" ไป๋ซืออวี้หันมาสบตาคู่นั้น แววตาของเขาอบอุ่นและลึกซึ้งจนน่าประหลาด "ความตายมิใช่จุดสิ้นสุดของสรรพสิ่ง แต่มันคือกระจกเงาที่สะท้อนว่า ตอนที่ยังมีชีวิตอยู่... เจ้าได้ใช้หัวใจดวงนี้รัก หวาดกลัว หรือจดจำสิ่งใดไว้บ้าง เจ้าแบกความแค้นของตระกูลไว้จนลืมวิธีหายใจไปแล้วกระมัง มู่หรงเสวี่ย... หากวันหนึ่งเจ้าล้างแค้นได้สำเร็จ และโลกใบนี้เหลือเพียงตัวคนเดียว เจ้าจะยังคงเป็นมนุษย์ หรือเป็นเพียงตุ๊กตาน้ำแข็งที่ไร้ซึ่งวิญญาณกันแน่?"
คำพูดแต่ละคำราวกับค้อนเหล็กที่ทุบลงบนกำแพงน้ำแข็งในใจของนาง มู่หรงเสวี่ยรู้สึกหายใจไม่ออก หน้าอกข้างซ้ายเจ็บแปลบขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ นางกัดริมฝีปากจนห่อเลือด ความเย็นชาที่เคยมีมาตลอดชีวิตเริ่มแตกร้าวราวกับแผ่นน้ำแข็งบางๆ ที่ถูกเผาด้วยเปลวเพลิง
"หนוי! กล้าดียังไงมาเมินเฉยต่อหน้าข้า!"
เสียงคำรามด้วยความโกรธเกรี้ยวของนักฆ่าสำนักมารโลหิตดังขึ้น มันไม่อาจทนดูเป้าหมายยืนสนทนากันราวกับชมจันทร์ได้ ปราณมารสีเลือดรวมตัวกันเป็นดาบยักษ์ความยาวสิบวา พุ่งแหวกอากาศตรงเข้าใส่ทั้งสองคนด้วยพลังทำลายล้างที่สามารถถล่มภูเขาได้ทั้งลูก!
แต่วินาทีนั้นเอง... ไป๋ซืออวี้ไม่ได้ขยับตัวเพื่อชักกระบี่ออกจากฝักตามที่ควรจะเป็น เขากลับก้าวเข้าไปประชิดร่างของมู่หรงเสวี่ย รวบเอวบางของนางเข้าหาตัวอย่างรวดเร็ว พร้อมกับสะบัดชายเสื้อคลุมสร้างม่านพลังปราณคุ้มกายขึ้นชั่วพริบตา
*ตูมมมม!*
แรงปะทะระเบิดออกเป็นวงกว้าง ฝุ่นควันและเศษหินกระเด็นไปทั่วทิศทาง พื้นดินยุบตัวลงเป็นหลุมลึกหลายฉือ ทว่าท่ามกลางพายุฝุ่นและกลิ่นอายความตายที่คุกรุ่น เงาร่างทั้งสองยังคงยืนหยัดอยู่อย่างมั่นคง
มู่หรงเสวี่ยซบอยู่กับแผ่นอกกว้างของบุรุษผู้กวนประสาท นางสัมผัสได้ถึงจังหวะหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะหนักแน่นของเขา มันแตกต่างจากความเย็นเยียบของนางอย่างสิ้นเชิง... เป็นความอบอุ่นที่เกือบจะทำให้นางลืมเลือนความแค้นไปชั่วขณะ
"เจ้า..." มู่หรงเสวี่ยเงยหน้าขึ้น หมายจะต่อว่าชายหนุ่มที่ถือวิสาสะโอบกอดนาง แต่ทว่า... คำพูดทั้งหมดกลับติดอยู่แค่ลำคอ
เมื่อสายตาของนางปะทะเข้ากับรอยยิ้มจางๆ บนใบหน้าของไป๋ซืออวี้ และประกายตาที่มองทะลุปรุโปร่งถึงก้นบึ้งจิตใจของนาง
ทว่า ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง ก่อนที่ใครจะได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใดออกมา ลมปราณมารที่ควรจะสลายไปจากการปะทะ กลับรวมตัวกันใหม่อย่างรวดเร็วด้านหลังของพวกเขา และเสียงหัวเราะเยือกเย็นที่ชวนขนหัวลุกก็ดังขึ้นจากความมืดมิด
"คิดว่ารอดแล้วงั้นหรือ? หึ... เจ้าสำนักมารโลหิตไม่ได้ส่งข้ามาแค่คนเดียวหรอกนะ..."
ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปในยุทธภพอันกว้างใหญ่นี้ด้วยกันนะครับ
กระบี่เย้ยจันทรากับนางพญาโลหิต•ตอนที่ 8
สัจธรรมก้นบึ้งจิตใจ
ผลงานโดย เซียนสุราเมามาย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เซียนสุราเมามาย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่เย้ยจันทรากับนางพญาโลหิต นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!