“แม่นางมู่หรง หากเจ้ายังเกาะหลังข้าแน่นกว่านี้อีกนิด ข้าเกรงว่ากระดูกซี่โครงข้าคงต้องกลายเป็นผงละเอียดก่อนที่จะได้ตายด้วยคมกระบี่ของพวกมันเสียอีก”
ไป๋ซืออวี้เอ่ยขึ้นท่ามกลางเสียงหอบหายใจหนักหน่วง กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งในอากาศยามราตรี เขาพุ่งทะยานผ่านพุ่มไม้หนาทึบด้วยวิชาตัวเบา ‘ย่างก้าวไร้ลักษณ์’ เท้าของเขาแทบไม่แตะพื้นดิน แต่ละก้าวกลับเหยียบย่ำลงบนปลายใบไม้ที่สั่นไหวราวกับภูตผี พลังปราณในกายเขาเริ่มปั่นป่วนเพราะฤทธิ์สุราที่ยังคงตกค้างและอาการบาดเจ็บจากการปะทะเมื่อครู่
ด้านหลังของพวกเขา เสียงฝีเท้าที่หนักแน่นและไร้ความปรานีของกองกำลังมือสังหาร ‘เงาดำไร้เงา’ ดังไล่หลังมาดุจเสียงเพรียกจากขุมนรก ปลายลูกธนูอาบยาพิษนับสิบดอกพุ่งแหวกอากาศหวีดหวิวเฉียดแก้มของไป๋ซืออวี้ไปเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด
มู่หรงเสวี่ยที่ในยามปกติเย็นชาดุจน้ำแข็งพันปี บัดนี้กลับมีเพียงแววตาสั่นไหวที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความนิ่งสนิท มือเรียวงามของนางยังคงกำอาภรณ์ของชายหนุ่มไว้แน่นโดยไม่รู้ตัว แม้ริมฝีปากจะเม้มสนิทจนซีดขาว แต่กระบี่น้ำแข็งในมือก็ยังคงสั่นระริกพร้อมแผ่ไอเย็นเยียบออกมาต้านทานความร้อนระอุของการไล่ล่า
“หุบปากของเจ้าเสีย… ไป๋ซืออวี้ หากมิใช่เพราะเจ้าโอหังจนเกินเหตุไปหาเรื่องพวกมันถึงในโรงเตี๊ยม เราคงไม่ต้องตกอยู่ในสภาพหนีหัวซุกหัวซุนเช่นนี้” น้ำเสียงของนางเย็นเยียบ หากแต่เจือไว้ด้วยความห่วงใยที่แม้แต่เจ้าตัวก็ยังไม่อาจยอมรับได้
ไป๋ซืออวี้หัวเราะร่าในลำคอ ดวงตาคมกริบดุจกระบี่หันไปสบตานางแวบหนึ่งก่อนจะเบนกลับไปมองเส้นทางมืดมิดเบื้องหน้า “ในยุทธภพนี้ ข้ามีคติประจำใจอยู่อย่างหนึ่ง... ดื่มสุราต้องดื่มให้เมามาย รักคนต้องรักให้หมดใจ และถ้าจะฆ่าคน ก็ต้องฆ่าให้มันสะใจ! พวกสุนัขรับใช้พวกนั้นก็แค่ของเล่นยามค่ำคืนของข้าเท่านั้นแหละครับแม่นาง”
“เจ้ามันคนบ้า” มู่หรงเสวี่ยสบถเบาๆ
“บ้าแล้วได้ใจเจ้ามาครอง ก็นับว่าคุ้มค่ามิใช่หรือ?” ไป๋ซืออวี้กวนประสาทกลับทันควัน พร้อมกับตวัดกระบี่สุราไร้ลักษณ์ในมือซ้ายวาดผ่านอากาศเบื้องหลัง ก่อเกิดเป็นคลื่นพลังปราณสีครามพุ่งกระจายออกไปราวกับตาข่ายเหล็กฉีกกระชากพุ่มไม้เบื้องหลังจนราบคาบ มือสังหารสามคนที่กำลังจะพุ่งตัวเข้ามาถูกแรงกระแทกจากพลังปราณซัดจนกระเด็นหายไปในความมืดพร้อมเสียงร้องโหยหวน
ทว่า การโจมตีนั้นกลับแลกมาด้วยการเปิดช่องโหว่ ไป๋ซืออวี้เริ่มรู้สึกได้ว่าลมปราณในตันเถียนเริ่มติดขัด พิษจากลูกธนูเมื่อครู่เริ่มซึมลึกเข้าสู่เส้นชีพจร ความมึนเมาจากการดื่มสุราเมื่อหัวค่ำผสานเข้ากับพิษร้ายทำให้ภาพเบื้องหน้าเริ่มพร่าเลือน
“ไป๋ซืออวี้! เจ้า… เจ้าถูกพิษ?” มู่หรงเสวี่ยสัมผัสได้ถึงอุณหภูมิร่างกายที่สูงขึ้นของชายหนุ่ม รวมถึงจังหวะการเต้นของหัวใจที่เริ่มผิดปกติ
“พิษแค่นี้… ดั่งน้ำเปล่าที่เย็นจัดเท่านั้นแหละ” เขาฝืนยิ้ม ก่อนจะหยุดฝีเท้าลงกะทันหันกลางลานกว้างในหุบเขาที่ล้อมรอบด้วยต้นสนดึกดำบรรพ์ “ข้าเหนื่อยแล้ว แม่นางมู่หรง ดูเหมือนว่าค่ำคืนนี้พวกเราคงต้องเปลี่ยนจากการวิ่งหนี เป็นการร่ายรำสักครากระมัง?”
เขาวางนางลงอย่างเบามือ แม้ร่างกายจะโงนเงน แต่แววตาของจอมยุทธ์ผู้ทะนงตนกลับฉายชัดถึงเจตจำนงสังหารที่ไร้ที่สิ้นสุด มู่หรงเสวี่ยยืนนิ่งดุจรูปสลัก มือเรียวกระชับด้ามกระบี่แน่น พลังเยือกแข็งเริ่มหมุนวนรอบกายจนน้ำค้างในอากาศแข็งตัวกลายเป็นเกล็ดหิมะโปรยปราย
จากความมืดมิด เบื้องหน้าของพวกเขา ปรากฏร่างของชายชุดดำห้าคนที่มีรังสีสังหารเข้มข้นที่สุดเท่าที่เคยพบเจอ ผู้นำกลุ่มก้าวออกมา ชักกระบี่สีนิลที่มีไออาถรรพ์แผ่ออกมาไม่ขาดสาย “ไป๋ซืออวี้ วันนี้คือวาระสุดท้ายของเจ้า คัมภีร์สวรรค์ที่เจ้าครอบครองอยู่ จะต้องถูกชำระล้างด้วยโลหิตของเจ้าในคืนนี้!”
ไป๋ซืออวี้กระตุกยิ้มมุมปาก นิ้วเรียวยาวดีดหยดสุราที่เหลือเพียงเล็กน้อยในไหคู่ใจขึ้นไปบนอากาศ ก่อนจะตวัดกระบี่รับหยดสุรานั้นจนเกิดเป็นประกายแสงสีเงินวาบผ่านตา “คัมภีร์สวรรค์น่ะหรือ? ข้าใช้มันรองขาโต๊ะไปแล้วล่ะ... อยากได้นัก ก็จงเข้ามาเอาไปจากศพข้าเสียก่อนเถิด!”
ทันใดนั้นเอง ท่ามกลางความเงียบสงัดที่กดดันจนแทบหยุดหายใจ เสียงกังวานใสของขลุ่ยหยกก็ดังแว่วมาจากยอดเขาสูงชันเหนือหัวพวกเขา เสียงดนตรีนั้นแฝงไปด้วยพลังกดทับที่ทำให้เหล่ามือสังหารชะงักงันไปชั่วขณะ
ไป๋ซืออวี้เบิกตากว้าง สีหน้ายียวนเมื่อครู่หายวับไปแทนที่ด้วยความตื่นตะลึง “เป็นไปไม่ได้... คนผู้นี้ยังไม่ตายหรอกหรือ?”
มู่หรงเสวี่ยหันไปมองยอดเขาด้วยแววตาที่สั่นไหวอย่างรุนแรง “ท่านอาจารย์?”
ก่อนที่ใครจะได้ทันตั้งตัว ร่างเงาสีขาวบริสุทธิ์ก็ร่อนลงมาจากยอดเขาดุจขนนกที่ร่วงหล่น ทว่าเมื่อเท้าสัมผัสพื้น พลังกดดันกลับมหาศาลจนผืนดินโดยรอบแตกร้าวเป็นวงกว้าง มือสังหารทั้งห้ากระอักเลือดออกมาพร้อมกันก่อนจะล้มฟุบลงกับพื้นโดยที่ไม่มีใครทันได้ขยับกาย
บุรุษในชุดขาวถือขลุ่ยหยก สวมหน้ากากเงินปิดบังใบหน้าครึ่งบน ปรากฏตัวขึ้นคั่นกลางระหว่างไป๋ซืออวี้กับกองกำลังมือสังหาร เขาหันมามองไป๋ซืออวี้ด้วยสายตาเย็นชาที่ทำให้คนพยศอย่างเขารู้สึกหนาวสั่นไปถึงกระดูก “สุราที่เจ้าดื่มในวันนี้ มิใช่สุราธรรมดา แต่มันคือสุราล้างวิญญาณ... ไป๋ซืออวี้ เจ้าจงเลือกระหว่างการทิ้งคัมภีร์นั้นให้ข้า หรือจะให้ข้าเปลี่ยนวิญญาณเจ้าให้กลายเป็นเพียงเถ้าถ่านในคืนจันทร์ดับนี้”
ไป๋ซืออวี้กำกระบี่ในมือแน่นขึ้นจนเส้นเลือดปูดโปน ความตายอยู่ห่างจากปลายจมูกของเขาไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม แต่ในวินาทีที่เขากำลังจะตัดสินใจสู้ตายนั้นเอง มู่หรงเสวี่ยกลับก้าวออกมาข้างหน้าเขา พร้อมกับชักกระบี่น้ำแข็งออกมาชี้ไปยังบุรุษปริศนา!
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับ "เซียนสุราเมามาย" ในบทนี้นะครับ
กระบี่เย้ยจันทรากับนางพญาโลหิต•ตอนที่ 4
ค่ำคืนแห่งการไล่ล่า
ผลงานโดย เซียนสุราเมามาย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เซียนสุราเมามาย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่เย้ยจันทรากับนางพญาโลหิต นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!