"หากแม่นางมู่หรงยังคงชักช้าอยู่เพียงก้าวเดียว เกรงว่าเศษคัมภีร์แผ่นนั้นคงกลายเป็นปุ๋ยบำรุงรากไม้ใต้ฝ่าเท้าของพวกสุนัขพรรคอัคคีทมิฬไปเสียแล้วกระมัง"
เสียงหัวเราะเจือกลิ่นสุราลอยละลิ่วมาท่ามกลางค่ำคืนอันมืดมิด ไป๋ซืออวี้ทรุดกายพิงลำต้นสนโบราณอย่างเกียจคร้าน ในมือถือไหเหล้าหยกขาวที่พร่องไปกว่าครึ่ง ดวงตาคู่คมพินิจมองการเคลื่อนไหวเบื้องล่างด้วยประกายตาวับวาวราวกับพยัคฆ์ซุ่มรอเหยื่อ
เบื้องล่างหน้าผาสูชัน ค่ายกลเพลิงทมิฬกำลังลุกโชนแผดเผาบรรยากาศจนบิดเบี้ยว เงาร่างนับร้อยในชุดอาภรณ์สีแดงชาดปักลายเปลวเพลิงเคลื่อนไหวราวกับภูตผี พวกมันคือยอดฝีมือแห่งพรรคอัคคีทมิฬ ผู้ครอบครองวิชา "เพลิงผลาญโลกันตร์" อันเลื่องชื่อ และตรงใจกลางวงล้อมนั้น คือร่างของผู้อาวุโสพรรคที่กำลังกำแผ่นกระดาษโบราณเรืองแสงสีทองอร่ามไว้แน่น—เศษคัมภีร์สวรรค์ที่ทั่วทั้งยุทธภพต่างแย่งชิง
มู่หรงเสวี่ยยืนสง่านิ่งอยู่บนกิ่งไม้สูงอีกด้านหนึ่ง นางดั่งรูปสลักน้ำแข็งที่ถูกสรรค์สร้างขึ้นจากความเย็นยะเยือกแห่งขั้วฟ้า อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ต้องสายลมราตรีจนปลิวไสว ทว่ารอบกายกลับแผ่ไอเย็นเยือกที่ทำให้ใบไม้รอบตัวกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งสีขาวโพลนในพริบตา
นางปรายตามองบุรุษผู้สำราญใจเบื้องหน้าด้วยแววตาดุจคมกระบี่ น้ำเสียงเย็นเยียบราดรดลงมาดั่งสายน้ำค้างแข็ง "หุบปากของท่านเสีย ไป๋ซืออวี้ หากไม่ใช่เพราะท่านรั้งรอเพื่อดื่มสุราสามจอกนั้นเมื่อครู่ ป่านนี้พวกเราคงได้ของมาอยู่ในมือแล้ว"
"โถ่ แม่นางมู่หรง... การดื่มสุราดีๆ ก่อนลงมือฆ่าคน ก็เหมือนกับการคารวะฟ้าดินก่อนเข้าหอ มิใช่เรื่องที่ควรทำหรอกหรือ?" ไป๋ซืออวี้แย้มยิ้มกวนประสาท ยันกายลุกขึ้นยืนอย่างเชื่องช้า กระบี่ไร้ลักษณ์ในฝักไม้เก่าคร่ำคร่าข้างกายส่งเสียงสั่นพ้องเบาๆ ดั่งรับรู้ถึงจิตสังหารที่เริ่มก่อตัว "อีกอย่าง การจะเด็ดดอกย우ยย่อมต้องรอจังหวะที่ลมสงบที่สุด... ตอนนี้แหละ!"
*ฟรึบ!*
ร่างของไป๋ซืออวี้หายวับไปจากจุดเดิม ราวกับสายลมพายุที่ไร้ร่องรอย นี่คือ "วิชาก้าวพริบตาไร้ลักษณ์" ที่ผสานเข้ากับพลังปราณธรรมชาติ ทิ้งไว้เพียงกลิ่นสุราจางๆ ลอยเคว้งคว้างกลางอากาศ
"บังحญ!"
เสียงคำรามด้วยความตกใจของผู้อาวุโสพรรคอัคคีทมิฬดังขึ้น พร้อมกับเปลวเพลิงสีดำสนิทที่พวยพุ่งขึ้นต้านทานกระบี่ของไป๋ซืออวี้ ทว่าประกายกระบี่นั้นกลับคมกริบและพลิกแพลงจนคาดเดาไม่ได้ มันประดุจสายน้ำที่ไหลวนผ่านซอกหิน แม้จะเจอเปลวเพลิงแผดเผา แต่กระบี่ไร้ลักษณ์กลับตัดผ่านความร้อนระอุนั้นได้อย่างง่ายดาย ดึงเอาเศษคัมภีร์ในมือผู้อาวุโสให้หลุดลอยออกมากลางอากาศ
ทว่า คนของพรรคอัคคีทมิฬหาใช่คนไร้ฝีมือ ยอดฝีมืออีกสี่คนพุ่งทะยานเข้าประกบล้อมไป๋ซืออวี้ในพริบตา ดาบเพลิงโหมกระหน่ำปิดตายทุกเส้นทางถอยร่น
"ระวัง!" มู่หรงเสวี่ยขมวดคิ้วมุ่น แม้นางจะเย็นชาเพียงใด แต่สถานการณ์ย่อมบังคับให้ต้องร่วมมือ นางไม่อาจปล่อยให้เศษคัมภีร์ตกไปในมือคนอื่น และไม่อาจปล่อยให้สหายร่วมศึกคนนี้ตายง่ายๆ เช่นกัน
*เคร้ง!*
กระบี่น้ำแข็งในมือมู่หรงเสวี่ยถูกชักออกจากฝัก ประกายแสงสีฟ้าครามสพลานสะท้อนแสงจันทร์ พลังปราณเยือกแข็งแผ่ขยายออกไปเป็นวงกว้างในพริบตา อุณหภูมิรอบบริเวณลดฮวบลงจนหยาดน้ำค้างกลายเป็นลูกเห็บตกกระทบพื้น เสียง "เปรี๊ยะๆ" ดังสนั่นหวั่นไหว พื้นดินเบื้องล่างถูกเคลือบด้วยชั้นน้ำแข็งหนาทึบ ยอดฝีมือพรรคอัคคีทมิฬที่กำลังจะโจมตีไป๋ซืออวี้พลันชะงักงัน ร่างกายถูกความเย็นจัดแช่แข็งจนกลายเป็นรูปปั้นน้ำแข็งในชั่วลมหายใจเดียว
ไป๋ซืออวี้ฉวยโอกาสนั้นทะยานขึ้นกลางอากาศ มือคว้าเศษคัมภีร์สวรรค์ที่ลอยเคว้งคว้างมาไว้ในมือได้ทันท่วงที ดวงตาคู่คมประกายแสงวาบ "ฝีมือของแม่นางมู่หรงยังคงเย็นชาบาดใจเช่นเคย... รวดเร็วและเด็ดขาด สมกับเป็นนางพญาโลหิต"
"ส่งเศษคัมภีร์มา!" มู่หรงเสวี่ยตวัดปลายกระบี่ชี้ตรงมาที่ลำคอของไป๋ซืออวี้ทันทีที่เท้าแตะพื้น ไอสังหารแผ่พุ่งออกมาจากร่างนางอย่างไม่ปิดบัง ดวงตาดุจหงส์คู่นั้นจ้องมองเขาเขม็ง "เราตกลงกันแค่ร่วมมือแย่งชิง มิได้ตกลงว่าจะให้มันตกอยู่ในมือผู้ใด"
ไป๋ซืออวี้ไม่แม้แต่จะสะดุ้งสะเทือน เขายกเศษคัมภีร์ในมือขึ้นส่องกับแสงจันทร์ รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏขึ้นที่มุมปาก "ใจเย็นก่อนแม่นาง... ลองดูอักษรบนแผ่นหนังนี่เสียก่อนสิ"
มู่หรงเสวี่ยหรี่ตาลงเล็กน้อย ปรายตามองไปยังอักขระโบราณที่สลักอยู่บนเศษคัมภีร์ แววตาของนางพลันเปลี่ยนไปวูบหนึ่ง อักขระเหล่านั้นมิใช่เคล็ดวิชาธรรมดา หากแต่เป็นบันทึกส่วนหนึ่งของการเปิด "ประตูผนึกสวรรค์" ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการล้างแค้นตระกูลของนาง และอาจเป็นหนทางเดียวที่ไป๋ซืออวี้จะไขปริศนาการล่มสลายของสำนักตนเองได้
"นี่มัน..." มู่หรงเสวี่ยพึมพำเสียงแผ่ว ความเยือกเย็นบนใบหน้าสั่นคลอนเล็กน้อย
"ถูกต้อง..." ไป๋ซืออวี้เก็บเศษคัมภีร์เข้าอกเสื้ออย่างไม่ยี่หั่น เขาก้าวเข้าไปประชิดนางในระยะที่ใกล้จนได้กลิ่นหอมเย็นจางๆ จากกายสาว กระซิบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่จริงจังเป็นครั้งแรก "ศัตรูที่แท้จริงมิใช่พรรคอัคคีทมิฬกระมัง... แต่เป็นคนที่อยู่เบื้องหลังพวกมันต่างหาก"
ยังไม่ทันที่มู่หรงเสวี่ยจะทันได้เอ่ยคำใดตอบโต้ บรรยากาศรอบกายพลันแปรเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน ลมพายุหมุนวนรุนแรงราวกับฟ้าดินพิโรธ เสียงระเบิดกัมปนาทดังสนั่นมาจากยอดเขาเบื้องบน เงาร่างสีดำทมิฬร่างหนึ่งปรากฏขึ้นกลางนภาอย่างไร้ซุ่มเสียง แรงกดดันมหาศาลระดับ "ขอบเขตผสานวิญญาณ" กดทับลงมาจนกระดูกทั่วร่างของทั้งคู่ส่งเสียงลั่น
"นั่นมัน..." แววตาของไป๋ซืออวี้หดแคบลงทันที ความรู้สึกอันตรายระดับวิกฤตพุ่งพล่านขึ้นถึงขีดสุด
บนยอดผาสูง ร่างของชายชราสวมหน้ากากอสูรโลหิตก้าวออกมา ท่ามกลางประกายสายฟ้าสีแดงฉานที่ฟาดผ่าลงมากลางดึก ประหนึ่งเงาพญายมที่ก้าวลงมาจากขุมนรกเพื่อทวงคืนทุกสิ่ง
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับ "เซียนสุราเมามาย" ในบทนี้นะครับ
กระบี่เย้ยจันทรากับนางพญาโลหิต•ตอนที่ 3
วิชาลับในคัมภีร์ฉีกขาด
ผลงานโดย เซียนสุราเมามาย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เซียนสุราเมามาย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่เย้ยจันทรากับนางพญาโลหิต นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!