"คุณรวินครับ... ถ้าคุณยังเดินล้ำเส้นเขตอาคมสีชาดนั่นอีกแค่ก้าวเดียว ผมคงต้องพิจารณาใหม่แล้วว่า สมองส่วนการตัดสินใจของคุณถูกวิญญาณอาฆาตควักกินไปตั้งแต่เมื่อไหร่"
น้ำเสียงของรินรดาไม่ได้ตึงเครียด แต่มันเย็นเยียบจนอุณหภูมิรอบตัวในห้องใต้ดินของคฤหาสน์ร้างลดฮวบลงอย่างฉับพลัน หญิงสาวกอดอก แว่นตากรอบเงินสะท้อนแสงไฟฉายจากโทรศัพท์มือถือจนดวงตาสีเข้มกลายเป็นประกายคมกริบ เธอไม่ได้ขยับตัวเข้ามาใกล้ แต่แรงกดดันทางจิตวิญญาณระดับผู้สืบทอดตระกูลหมอผีโบราณแผ่ซ่านออกมาจนขนแขนของผมลุกชัน
ผมหยุดชะงักเท้าที่กำลังจะก้าวข้ามธรณีประตูไม้สักแกะสลักลวดลายประหลาด รวินสูดหายใจเข้าลึกเพื่อระงับความหงุดหงิดที่ตีตื้นขึ้นมาในอก ปากไวไปหน่อยตามนิสัย แต่มือขวายังคงกำยันต์กระดาษสาชุ่มเลือดไก่ชนแน่น ระบบวิเคราะห์วิญญาณในหัวกำลังส่งเสียงเตือน *ติ๊ด-ติ๊ด-ติ๊ด* ถี่ยิบจนปวดขมับ
"ผมไม่ได้ก้าวล้ำเส้นบ้าบออะไรนั่นสักหน่อย คุณรินรดา!" ผมหันขวับกลับไปเถียง ตาต่อตา ฟันต่อฟัน "ถ้าผมไม่เข้าไปเก็บชิ้นส่วนอาคมตรงแท่นบูชานั่น ปล่อยให้ออร่าความแค้นมันสะสมจนระเบิดออกมาก่อน คืนนี้เราทั้งคู่ได้กลายเป็นวิญญาณเฝ้าตึกนี้แทนที่จะได้กลับไปนอนเตียงนุ่มๆ แน่ครับ!"
"แต่คุณกำลังใช้วิธีที่โง่เง่าที่สุดในการแก้ปัญหา!" รินรดาปรี่เข้ามาประชิดตัวด้วยความเร็วที่ทำเอาผมผงถอยหลัง ดวงตาคมกริบจ้องลึกเข้ามาในตาผมราวกับจะทะลวงเข้าไปดูความคิด "คุณคิดว่ายันต์กระดาษกระจอกๆ กับพลังวิญญาณระดับหางแถวของคุณ จะต้านทานพลังอาถรรพ์สายมืดอายุกว่าสองร้อยปีได้หรือไง? ถ้าผมไม่ตามคุณมาคอยกวาดล้างเศษซากความประมาทให้ ป่านนี้วิญญาณของคุณคงกระจัดกระจายกลายเป็นอาหารว่างของภูตพรายไปแล้ว!"
คำพูดนั้นแทงใจดำจนผมสะอึก ความเงียบงันเข้าปกคลุมพื้นที่ชั่วขณะ มีเพียงเสียงสะท้อนหยดน้ำจากเพดานและความสั่นไหวของแสงไฟฉายที่ส่องกระทบฝุ่นละอองในอากาศ รวินเม้มปากแน่น ความโกรธเกรี้ยวเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกอึดอัดที่จุกอยู่กลางอก
ผมรู้ดีว่าเธอกำลังโมโหเพราะเป็นห่วง... แต่เธอก็มีวิธีแสดงออกที่ชวนให้รู้สึกว่าตัวเองไร้ค่าเสียเหลือเกิน
"ผมไม่ได้ขอให้คุณมาช่วยเก็บกวาด..." ผมลดเสียงลงเล็กน้อย น้ำเสียงเจือความน้อยใจที่พยายามซ่อนไว้ไม่ให้หลุดออกมา "ผมแค่อยากพิสูจน์ให้เห็นว่า... ถึงผมจะไม่ได้เกิดในตระกูลหมอผีชื่อดัง หรือมีพลังมหาศาลเหมือนคุณ ผมก็พึ่งพาตัวเองและปกป้องคนอื่นได้เหมือนกัน... รวินคนนี้ไม่ได้เป็นภาระของคุณไปเสียทุกเรื่องหรอกนะครับ"
รินรดาชะงักไปเล็กน้อย เปลือกตาที่เคยหรี่ลงด้วยความโกรธกางกว้างขึ้นเล็กน้อย เผยให้เห็นความระคนตกใจในแววตาคู่นั้น เธอนิ่งเงียบไปนานราวกับกำลังชั่งน้ำหนักคำพูดของผมในใจ บรรยากาศรอบตัวที่เคยคุกรุ่นค่อยๆ ผ่อนคลายลง เหลือเพียงความอึดอัดระคนเปราะบางที่ก่อตัวขึ้นเงียบๆ ระหว่างเราสองคน
"รวิน..." รินรดาเอ่ยเสียงแผ่วเบา น้ำเสียงที่มักจะแข็งกร้าวและถือดีในยามปกติกลับสั่นเครือเล็กน้อยอย่างหาได้ยาก "คุณคิดว่าผมทำทุกอย่าง... คอยตามเตือน คอยห้าม คอยปกป้องคุณ... เพราะผมมองว่าคุณเป็นภาระอย่างนั้นเหรอ?"
ผมเงยหน้าขึ้นสบตาเธอ ขมวดคิ้วเล็กน้อยโดยไม่ตอบคำถาม
"ถ้าผมคิดว่าคุณเป็นแค่ภาระ ผมคงปล่อยให้คุณเดินเข้าไปตายในคดีแรกที่เราเจอกันแล้วล่ะครับ" เธอกัดริมฝีปากล่างเบาๆ เป็นครั้งแรกที่ผมได้เห็นผู้หญิงที่หยิ่งทระนงและเยือกเย็นที่สุดคนนี้แสดงความรู้สึกที่แท้จริงออกมาผ่านแววตา "แต่เพราะว่า... คุณคือคนเดียวที่กล้าเถียงผม กล้าขัดคำสั่งผม และกล้าเดินเคียงข้างผมโดยไม่หวาดกลัว... คุณรู้ไหมว่ามันน่ากลัวแค่ไหน... ที่ต้องเห็นคนที่ตัวเองใส่ใจ เดินเข้าหาความตายซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยไม่เห็นแก่ชีวิตตัวเองเลย"
หัวใจของผมกระตุกวูบ คำพูดของรินรดาเหมือนก้อนหินที่ถูกโยนลงไปในผืนน้ำนิ่งสงบ สร้างแรงกระเพื่อมลึกซึ้งจนผมหาเสียงของตัวเองไม่เจอ ความโกรธและความน้อยใจมลายหายไปในพริบตา เหลือเพียงความอบอุ่นประหลาดที่ไหลซ่านเข้ามาในอก ท่ามกลางบรรยากาศวังเวงของคฤหาสน์ร้างแห่งนี้
"คุณ... เป็นห่วงผมเหรอครับเนี่ย?" ผมแกล้งยิ้มแห้งๆ ออกมาเพื่อทำลายความตึงเครียด แม้ใบหน้าร้อนผ่าวจนต้องเบือนสายตาหนี
"หุบปากไปเลยครับ รวิน!" รินรดาปรับสีหน้ากลับมาเป็นเย็นชาดังเดิมอย่างรวดเร็ว พร้อมกับยื่นมือมาเคาะหน้าผากผมเบาๆ ด้วยความหมั่นไส้ "เลิกทำตัวเป็นฮีโร่จำเป็นสักที ถ้าคราวหน้าคุณยังดุ่มๆ เข้าไปโดยไม่วางแผนอีก ผมจะใช้โซ่อาคมมัดคุณติดไว้กับเสาบ้านแล้วไม่ให้แตะต้องมือถือสามวันเต็มๆ โทษฐานไม่รู้จักรักชีวิตตัวเอง!"
ผมหัวเราะแห้งๆ ออกมา ยกมือขึ้นลูบหน้าผากตัวเองปอยๆ "รับทราบครับท่านอาจารย์... สัญญาว่าคราวหน้าจะปรึกษาก่อนลงมือเสมอครับ"
บรรยากาศระหว่างเรากลับคืนสู่ความปกติอย่างรวดเร็ว รินรดาส่ายหัวเบาๆ ก่อนจะหันหลังกลับไปมองแท่นบูชาเบื้องหน้า แววตากลับมาจริงจังและเฉียบคมดังเดิม "เอาล่ะ ในเมื่อเคลียร์ความงี่เง่าของคุณเรียบร้อยแล้ว ก็ช่วยทำหน้าที่พนักงานช่างสังเกต เปิดระบบวิเคราะห์วิญญาณแล้วบอกผมที ว่าไสยเวทที่ผนึกอยู่ตรงฐานแท่นบูชานั่น มันเชื่อมโยงกับดวงวิญญาณดวงไหนในระบบของคุณกันแน่"
ผมพยักหน้ารับ พ1ลางยกมือขึ้นแตะขมับเพื่อเรียกใช้งานอินเทอร์เฟซของระบบวิเคราะห์วิญญาณ แสงสีฟ้าจางๆ ฉายสะท้อนในม่านตาของผม ข้อมูลตัวเลขและออร่าพลังงานจำนวนมากไหลทะลักเข้ามาในหัวสมองอย่างรวดเร็ว รวินกวาดสายตามองผ่านตัวอักษรเหล่านั้นอย่างตั้งใจ เพื่อหาจุดเชื่อมโยงของคดีลี้ลับครั้งนี้
แต่ทว่า... ในจังหวะที่ระบบกำลังประมวลผลข้อมูลชิ้นสุดท้าย เสียงแจ้งเตือนที่คุ้นเคยกลับเปลี่ยนเป็นเสียงสัญญาณเตือนภัยสีแดงฉานที่ดังสนั่นลั่นหัว
[⚠️ คำเตือนระดับวิกฤต: ตรวจพบคลื่นพลังงานแปลกปลอมนอกเหนือขอบเขตการมองเห็น!]
[ระบบวิเคราะห์วิญญาณถูกแทรกแซงจากแหล่งพลังงานภายนอก...]
[แจ้งเตือนด่วน: สิ่งแปลกปลอมระดับ SSS กำลัง "ตื่นขึ้น" จากใต้พื้นดินใต้เท้าของท่านในรัศมี 3 เมตร!]
พื้นคอนกรีตใต้รองเท้าของผมเริ่มสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง รอยร้าวสีดำสนิทแตกแขนงลุกลามไปทั่วพื้นห้องราวกับใยแมงมุม พร้อมกับกลิ่นอายความตายอันน่าสะพรึงกลัวที่พวยพุ่งทะลุขึ้นมาจากเบื้องล่าง รินรดารemวาดตาตื่นตระหนก เธอสะบัดมือเรียกกริชอาคมสีทองออกมาจากความว่างเปล่าทันที
"รวิน! ถอยหลังไป!"
ยังไม่ทันที่สิ้นเสียงคำสั่งของเธอ มือสีดำสนิทนับสิบข้างที่เต็มไปด้วยรอยเน่าเปื่อยก็พุ่งทะลุพื้นคอนกรีตขึ้นมาคว้าข้อเท้าของผมเอาไว้แน่น แรงดึงมหาศาลกระชากผมล้มลงไปกับพื้นฝุ่นคลุ้ง และก่อนที่ผมจะทันได้เปล่งเสียงร้องขอความช่วยเหลือ ร่างทั้งร่างก็ถูกดึงจมดิ่งลงไปในความมืดมิดใต้พื้นดินโดยมีเสียงหัวเราะเยือกเย็นก้องสะท้อนอยู่ในโสตประสาท!
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางและร่วมลุ้นระทึกไปกับความสัมพันธ์ที่เปราะบางแต่แนบแน่นของรวินและรินรดานะครับ
- เข็มทิศมองวิญญาณ
คุณหนูครับ อย่าเรียกวิญญาณมาเล่นสิ•ตอนที่ 27
รอยร้าวในความสัมพันธ์
ผลงานโดย เข็มทิศมองวิญญาณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เข็มทิศมองวิญญาณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง คุณหนูครับ อย่าเรียกวิญญาณมาเล่นสิ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!