กลิ่นอายของสนิมเหล็กและธูปโบราณที่มอดไหม้จนเกือบหมดดอกคละคลุ้งหนาแน่นจนแสบจมูก ความเงียบงันภายในห้องโถงพิธีกรรมชั้นใต้ดินของตระกูลรินรดานั้นหนักอึ้งเสียจนเสียงลมหายใจของผมเองยังฟังดูดังราวกับเสียงค้อนทุบลงบนแผ่นโลหะ
[แจ้งเตือนระดับวิกฤต: บอสลับแห่งตระกูลรินรดา 'ผู้อาวุโสสูงสุดผู้ล่วงลับ' ได้ตื่น 100%]
[ภารกิจฉุกเฉินระดับ SSS: เอาชีวิตรอดจากการทดสอบสุดท้ายของตระกูล หรือสูญสิ้นจิตวิญญาณตลอดกาล]
ตัวอักษรสีแดงฉานที่ลอยเด่นอยู่เบื้องหน้าผ่านระบบวิเคราะห์วิญญาณกระพริบถี่ระรัวราวกับจังหวะหัวใจที่กำลังเต้นเร็วจนเลยขีดจำกัด ผมกวาดสายตามองหน้าจอโฮโลแกรมโปร่งแสงนั้นสลับกับร่างสูงโปร่งของคุณหนูรินรดาที่ยืนนิ่งค้างอยู่เบื้องหน้า เธออยู่ในชุดประกอบพิธีสีขาวบริสุทธิ์ ทว่าเวลานี้กลับมีหยดเหงื่อกาฬไหลซึมตามขมับ เส้นผมสีดำสนิทที่เคยเรียบตลอดยามนี้ลู่ลงเพราะความกดอากาศมหาศาลที่แผ่พุ่งออกมาจากแท่นบูชาเบื้องหลัง
"คุณหนู... ผมว่าเราไม่ได้กำลังเผชิญหน้ากับการทดสอบฝึกหัดเพื่อเลื่อนขั้นแล้วล่ะครับ" ผมกระซิบเสียงลอดไรฟัน พยายามควบคุมมือไม่ให้สั่นเทาขณะที่นิ้วโป้งยังคงกดกุมยันต์คุ้มภัยในกระเป๋าเสื้อสูทแน่นจนยับย่น
รินรดาไม่ตอบ เธอไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง ผมสังเกตเห็นว่าปลายนิ้วเรียวยาวของเธอกำลังสั่นน้อยๆ ดวงตาคู่สวยที่เคยเย็นชาและฉายแววหยิ่งทระนงมาโดยตลอด บัดนี้สะท้อนเงาของความหวาดหวั่นที่เธอพยายามซ่อนไว้ภายใต้หน้ากากแห่งทายาทสายตรง
"มันไม่ใช่การทดสอบของตระกูล..." เสียงหวานใสที่มักจะราบเรียบราวน้ำแข็งเอ่ยขึ้นแผ่วเบา รินรดากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก "แต่มันคือ 'พิธีกรรมล้างบาง'... บรรพบุรุษไม่ได้ต้องการทดสอบเรา เจ้าสิ่งนั้น... กำลังจะใช้พวกเราเป็นภาชนะเพื่อคืนชีพ"
ตู้ม!
แรงระเบิดทางจิตวิญญาณพุ่งทะยานขึ้นจากพื้นหินอ่อนสีดำสนิท แรงกดดันมหาศาลกระแทกเข้าที่หน้าอกของผมอย่างจังจนต้องก้าวถอยหลังไปสามก้าว ลมพายุหมุนวนขึ้นภายในห้องปิดตาย ทั้งที่ไม่มีช่องระบายอากาศแม้แต่น้อย เปลวไฟจากเชิงเทียนรอบห้องเปลี่ยนจากสีส้มอุ่นกลายเป็นสีเขียวมรกตน่าสะพรึงกลัว กลิ่นอายความตายแผ่ขยายปกคลุมทุกตารางนิ้ว
[วิเคราะห์เป้าหมาย: ผู้อาวุโสสูงสุดแห่งรินรดา (ร่างวิญญาณอมตะ)]
[ระดับพลัง: เกินขีดจำกัดระบบ (Overlord Tier)]
[คำเตือน: การโจมตีทางกายภาพไร้ผล การป้องกันด้วยอาคมทั่วไปจะถูกทำลายภายใน 3 วินาที]
ระบบบ้าๆ นี่ช่างขยันรายงานสถานการณ์ที่ทำให้ผมอยากจะเป็นลมเสียจริง ให้ตายสิ ผมเป็นแค่พนักงานออฟฟิศธรรมดาที่บังเอิญมีดวงตาเห็นผี ทำไมผมต้องมานั่งรับมือกับบอสระดับดิวิชั่นนรกแตกแบบนี้ด้วยเล่า!
"รวิน..." รินรดาเอ่ยเรียกชื่อผมด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือเป็นครั้งแรกในชีวิต มือบางเอื้อมมาคว้าชายเสื้อสูทของผมไว้แน่น "ถ้าฉัน... ถ้าฉันควบคุมอาคมไม่ได้ คุณ... คุณต้องวิ่งหนีออกไปคนเดียว อย่าหันกลับมามองเด็ดขาด"
ผมก้มมองมือที่สั่นระริกของหญิงสาวผู้หยิ่งยศ ก่อนจะถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ความกลัวที่เกาะกุมหัวใจค่อยๆ ถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ผมเองก็อธิบายไม่ถูก รวินคนเดิมอาจจะวิ่งหนีไปตั้งแต่วินาทีแรกที่เห็นตัวหนังสือสีแดงนั่นแล้ว แต่รวินในตอนนี้... ผ่านความตายและความเป็นมาด้วยกันในหลายคดีกับผู้หญิงคนนี้เกินกว่าจะทิ้งเธอไว้กลางทาง
ผมยกมือขึ้นตบหลังมือของเธอเบาๆ สัมผัสได้ถึงความเย็นเฉียบราวกับน้ำแข็ง
"พูดบ้าอะไรครับคุณหนู" ผมฝืนยิ้มมุมปาก แม้เหงื่อจะไหลท่วมหลัง "ผมยังไม่ได้เงินเดือนเดือนนี้เลยนะ อีกอย่าง... ถ้าผมวิ่งหนีแล้วใครจะคอยคอยเตือนสติเวลาที่คุณหนูทำหน้าดุใส่ผมล่ะครับ?"
รินรดาเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย เธอมองหน้าผมนิ่ง คล้ายกับไม่อยากเชื่อว่าในสถานการณ์ความเป็นความตายเช่นนี้ ผมยังมีอารมณ์มาพูดจาติดตลก แต่ในขณะเดียวกัน แววตาสั่นเครวของเธอก็เริ่มมีความมั่นคงกลับคืนมาทีละน้อย
เสียงหัวเราะแหברי้วราวกับเสียงของกระดาษทรายถูกับพื้นคอนกรีตดังสะท้อนก้องมาจากความมืดเบื้องหลังแท่นบูชา มันไม่ใช่เสียงของมนุษย์ แต่มันคือเสียงที่ประกอบขึ้นจากความเกลียดชังนับร้อยปี
"เด็กโง่... กล้าดียังไงถึงมาบังอาจต่อรองกับความตายในอาณาเขตของข้า"
เงาสوงใหญ่ทาบทับลงมาจากเบื้องบน ม่านหมอกสีดำทมิฬรวมตัวกันเป็นรูปร่างของชายชราในชุดโบราณ ใบหน้าเหี่ยวย่นราวกับเปลือกไม้แห้งกราด ดวงตาสองข้างกลวงโบ๋มีเปลวเพลิงสีเขียวลุกโชนอยู่ภายใน ร่างนั้นก้าวเดินออกมาจากความว่างเปล่า ทุกย่างก้าวที่สัมผัสพื้นหิน รอยร้าวสีดำก็แผ่ขยายออกไปราวกับใยแมงมุม
[ระบบตรวจพบจุดอ่อนฉุกเฉิน: แก่นวิญญาณของผู้อาวุโสสูงสุดยึดติดกับ 'ป้ายวิญญาณหลัก' บนแท่นบูชา หากทำลายมันได้ ร่างจำแลงนี้จะสลายไป 70%]
ข้อมูลจากระบบปรากฏขึ้นอีกครั้งในเสี้ยววินาทีที่วิกฤตที่สุด ดวงตาของผมหันขวับไปมองยังแท่นบูชาที่อยู่ห่างออกไปราวสิบเมตร ป้ายวิญญาณไม้แกะสลักสีดำสนิทตั้งเด่นเป็นสง่า มีอยู่ป้ายเดียวที่สลักลวดลายทองคำเปลวและมีไอวิญญาณเข้มข้นพุ่งออกมาไม่ขาดสาย
"คุณหนูครับ!" ผมตะโกนลั่นแข่งกับเสียงพายุหมุน "ป้ายวิญญาณตรงกลางแท่นนั่นคือจุดอ่อนของมัน! เปิดทางให้ผมสามวินาที!"
รินรดานัยน์ตาประกายวาบด้วยความฉลาดเฉลียว เธอย่อมเข้าใจแผนการของผมทันทีโดยไม่ต้องอธิบายยืดยาว ร่างเพรียวบางดีดตัวพุ่งออกไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วดุจกระสุนปืน สองมือประสานอินทร์สยบมาร พลังอาคมสีขาวบริสุทธิ์ระเบิดออกจากฝ่ามือของเธอเข้าปะทะกับม่านพลังสีดำที่ผู้อาวุโสสูงสุดสร้างขึ้นทันที
ตูมมม!
แรงปะทะทำให้ฝุ่นคละคลุ้งไปทั่ว รินรดากระอักเลือดออกมาคำโต สีหน้าซีดเผือกจนแทบไร้สีเลือด แต่เธอก็ยังกัดฟันตรึงร่างของปีศาจบรรพบุรุษเอาไว้ได้ด้วยเรี่ยวแรงเฮือกสุดท้าย
"ไปสิ! รวิน!" เธอแผדเสียงตะโกนสุดเสียง
ผมไม่รอช้า ใช้จังหวะนั้นพุ่งทะยานผ่านร่างของทั้งสองคนตรงไปยังแท่นบูชาด้วยความเร็วสูงสุด ขาของผมสั่นแต่ฝ่าเท้ายังคงก้าวไปข้างหน้าอย่างเด็ดเดี่ยว มือทั้งสองข้างคว้าจับป้ายวิญญาณไม้สีดำนั้นไว้มั่น ทันทีที่สัมผัส กระแสพลังงานมหาศาลก็ตีกลับเข้าสู่ร่างจนผมรู้สึกราวกับกระดูกทุกท่อนกำลังจะแหลกสลายเป็นผุยผง
"แก... ไอ้สวะมนุษย์!" เสียงคำรามของผู้อาวุโสสูงสุดดังสนั่น พร้อมกับเงาดำพุ่งเข้ามาหมายจะคว้าตัวผมจากด้านหลัง
รวินกัดฟันกรอด ใช้แรงเฮือกสุดท้ายกระชากป้ายวิญญาณออกจากแท่นด้วยมือเปล่า!
แครก—!
เสียงไม้ลั่นดังสนั่นหวั่นไหว แสงสีทองสว่างวาบขึ้นตัดผ่านความมืดมิดทั้งหมดภายในห้องโถง ร่างของผู้อาวุโสสูงสุดกรีดร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด ก่อนจะสลายกลายเป็นละอองควันสีดำและจมหายลงไปในพื้นดิน
ความเงียบสงัดกลับคืนมาอีกครั้ง...
ผมนอนแผ่หลาลงกับพื้นหินเย็นเฉียบ หายใจหอบถี่จนอกกระเพื่อมแรง ร่างกายระบมไปหมดราวกับถูกรถบรรทุกชนซ้ำแล้วซ้ำเล่า ข้างกายผม รินรดานั่งทรุดตัวลงพิงแท่นบูชาอย่างหมดแรง ทั้งเนื้อทั้งตัวเปียกโชกไปด้วยเหงื่อ
[ยินดีด้วยครับ! ผ่านภารกิจฉุกเฉินระดับ SSS สำเร็จ]
[รางวัล: ปลดล็อกเนตรวิญญาณขั้นสมบูรณ์, ความสัมพันธ์กับตัวละคร 'รินรดา' เพิ่มขึ้นสูงสุด]
ผมยิ้มแห้งๆ ให้กับหน้าจอระบบที่เด้งขึ้นมาแสดงความยินดี ก่อนจะหันไปมองคุณหนูสาวที่นั่งอยู่ใกล้ๆ กำลังมองผมด้วยสายตาที่ซับซ้อนเกินกว่าจะคาดเดา
ทว่า... ในวินาทีที่ผมคิดว่าเรื่องร้ายๆ ทั้งหมดได้จบลงแล้วนั้น เสียงเตือนรูปแบบใหม่ที่ผมไม่เคยได้ยินมาก่อนก็ดังขึ้นในหัว
[คำเตือนฉุกเฉินระดับสูงสุด: ตรวจพบ 'สิ่งแปลกปลอม' รั่วไหลออกจากรอยแยกมิติใต้แท่นบูชา... สิ่งนั้นกำลังจับตาดูพวกคุณอยู่]
รินรดาที่เพิ่งหายใจได้ทั่วท้อง จู่ๆ ก็เบิกตากว้างขึ้นด้วยความตกใจสุดขีด เธอรีบคว้าแขนเสื้อของผมไว้แน่น มือของเธอกลับมาสั่นเทารุนแรงยิ่งกว่าเดิมเสียอีก
"รวิน... นั่น... มันไม่ใช่ส่วนหนึ่งของตระกูลเรา..." เสียงกระซิบของเธอขาดห้วง ดวงตาคู่นั้นมองทะลุผ่านความว่างเปล่าไปยังมุมมืดที่สุดของห้องโถง
เงาสีดำทมิฬร่างที่สาม... ร่างที่ไม่มีแม้แต่รูปร่างของมนุษย์ บิดเบี้ยวและค่อยๆ ก้าวออกมาจากรอยแยกของมิติ พร้อมกับเสียงกระซิบอันเย็นเยียบที่ดังดังก้องอยู่ในโสตประสาทของพวกเราทั้งคู่
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางและเอาใจช่วยพวกเรามา ณ ที่นี้นะครับ
"เข็มทิศมองวิญญาณ"
คุณหนูครับ อย่าเรียกวิญญาณมาเล่นสิ•ตอนที่ 23
ระบบพาซวย
ผลงานโดย เข็มทิศมองวิญญาณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เข็มทิศมองวิญญาณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง คุณหนูครับ อย่าเรียกวิญญาณมาเล่นสิ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!