แฟ้มเอกสารปกหนังสีดำสนิทถูกวางลงบนโต๊ะไม้โอ๊กเนื้อหนา เสียงกระแทกเบาๆ นั้นดังสะท้อนก้องในห้องประชุมที่เงียบเชียบ ราวกับเสียงค้อนของผู้พิพากษาที่เคาะลงบนแท่นตัดสินคดีสะเทือนขวัญ
รินรดานั่งไขว่ห้างอยู่เบื้องหลังความเงียบงันนั้น ใบหน้าเรียบเฉยราwanถูกแกะสลักขึ้นมาจากหินอ่อน ปราศจากรอยยิ้ม แต้มไว้เพียงความเยือกเย็นที่พร้อมจะแช่แข็งทุกสายตาที่มองมา ดวงตาคู่คมกวาดมองตัวเลขและร่างแบบสถาปัตยกรรมเบื้องหน้าอย่างพิจารณา ก่อนจะเงยขึ้นสบตากับชายหนุ่มผู้มีตำแหน่งเป็นประธานกรรมการบริหารโครงการระดับหมื่นล้าน
"โจทย์นี้ใหญ่เกินกว่าจะมอบหมายให้สำนักงานออกแบบอิสระขนาดเล็กรับผิดชอบนะครับ คุณรินรดา" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นด้วยความลังเลเจือความประหลาดใจจากชายวัยกลางคนผู้เป็นตัวแทนว่าจ้าง
รินรดายกมุมปากขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้ไปถึงดวงตาเลยแม้แต่น้อย ปลายนิ้วเรียวยาวเคาะลงบนปกแฟ้มเบาๆ เป็นจังหวะสม่ำเสมอ
"ใหญ่เกินไป หรือท้าทายความสามารถเกินกว่าที่พวกคุณเคยเจอมากันแน่ครับ ท่านประธาน" เสียงของเธอราบเรียบแต่น่าเกรงขาม ทรงพลังพอที่จะทำให้ผู้ชายอกสามศอกหลายคนในห้องประชุมต้องหลบสายตา "อาคารสำนักงานอัจฉริยะใจกลางย่านธุรกิจ... พื้นที่ใช้สอยกว่าหหมื่นตารางเมตรที่ต้องสะท้อนทั้งความทันสมัยและความมั่นคงทางธุรกิจ ผมว่าพวกคุณต่างหากที่กำลังมองหามัณฑนากรที่กล้าพอจะลบภาพจำเดิมๆ ทิ้งไป"
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องประชุมอีกครั้ง ไม่มีใครกล้าปฏิเสธความจริงข้อนั้น ชื่อเสียงของรินรดาในฐานะมัณฑนากรอัจฉริยะผู้ไร้เงาขีดจำกัดได้แผ่ขยายออกไปไกลเกินกว่าที่ใครจะคาดคิด นับตั้งแต่เธอก้าวออกมาจากเงามืดของการเป็นเพียง "หลังบ้าน" ในอดีต เธอก็กลายเป็นเพชรเม็ดงามที่วงการออกแบบต่างแย่งกันครอบครอง และโปรเจกต์นี้... อาคารสำนักงานที่ใหญ่ที่สุดของปี ก็คือเครื่องพิสูจน์ว่าเธอยืนอยู่บนจุดสูงสุดด้วยลำแข้งของตัวเองอย่างแท้จริง
ทว่า ในขณะที่รินรดาก กำลังจะจรดปากกาเซ็นสัญญาว่าจ้างฉบับประวัติศาสตร์นี้ ประตูห้องประชุมบานใหญ่ก็ถูกผลักเปิดออกอย่างไร้มารยาท
"ผมขอคัดค้านสัญญานี้ครับ"
น้ำเสียงคุ้นเคยที่ดังแทรกขึ้นมาท่ามกลางความตึงเครียด ทำให้ลมหายใจของทุกคนในห้องสะดุด รินรดาชะงักมือที่ถือปากกา ปลายปากกาหยุดนิ่งอยู่เหนือกระดาษแผ่นสำคัญ เธอยังไม่เงยหน้าขึ้นทันที แต่ประสาทสัมผัสทุกส่วนกลับตื่นตัวขึ้นอย่างเฉียบพลัน กลิ่นน้ำหอมคุ้นจมูกที่เคยคุ้นเคยเมื่อหลายปีก่อน ลอยวนกลับมาแตะนาสิกราวกับภูตผีที่ตามหลอกหลอน
ธันวา ก้าวเข้ามาในห้องด้วยท่าทางมั่นคงและองอาจ ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งและเย็นชาบัดนี้มีร่องรอยของความอ่อนล้าและความกังวลใจฉายชัดอยู่ใต้ผิว สันกรามคมกริบทอดเงาภายใต้แสงไฟจากเพดาน ดวงตาคมกริบของอดีตสามีผู้เคยเหยียบย่ำคุณค่าของเธอในอดีต บัดนี้กลับจดจ้องมาที่เธอด้วยความรู้สึกที่อ่านไม่ออก—มีความโหยหา ความสำนึกผิด และความตกตะลึงระคนกัน
"คุณธันวา! เข้ามาได้อย่างไรครับนี่ ที่นี่เป็นการประชุมลับของผู้บริหาร..." ประธานกรรมการเอ่ยขึ้นด้วยความตกใจและขุ่นเคือง
ธันวาไม่ได้สนใจท่าทีของคนอื่น สายตาของเขาถูกตรึงไว้ที่ร่างระหงในชุดสูทเข้ารูปสีเทาเข้มของผู้หญิงที่เขาเคยคิดว่าเป็นเพียงเงาตามตัว รินรดาลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ ท่วงท่าของเธองดงาม สง่า และเปี่ยมด้วยอำนาจที่ไม่อาจปฏิเสธได้ เธอวางปากกาลงบนโต๊ะอย่างใจเย็น ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาอดีตสามีตรงๆ
"ยินดีต้อนรับสู่โปรเจกต์ของผมครับ... อดีตสามี" รินรดาเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ เย็นเยือก และเชือดเฉือนถึงกระดูกดำ "หรือว่าคุณบังเอิญผ่านมาแถวนี้ เลยอยากมาดูความล้มเหลว... หรือความสำเร็จที่ใหญ่โตเกินกว่าที่คุณจะจินตนาการได้กันแน่"
ธันวากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก สันกรามของเขากระตุกเกร็ง ยามเมื่อได้ยินถ้อยคำที่เต็มไปด้วยหนามแหลมคมจากผู้หญิงที่เขาเคยละቆยละเลย เขารู้ดีว่าการก้าวเข้ามาในห้องนี้หมายถึงอะไร มันคือการยอมรับความพ่ายแพ้ในเกมชีวิตคู่ และเป็นการเดินเข้าสู่สนามรบที่เธอเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์ทั้งหมด
"ผมไม่ได้มาขัดขวางโปรเจกต์นี้..." ธันวาเค้นเสียงพูดออกมาอย่างยากเย็น ดวงตาคู่คมไหวระริกยามมองสำรวจใบหน้าของอดีภรรยาที่งดงามขึ้นและเด็ดเดี่ยวขึ้นจนน่าใจหาย "แต่บริษัทของผม... คือผู้ถือหุ้นใหญ่รายใหม่ของตึกนี้ รินรดา ในฐานะผู้ร่วมลงทุนหลัก ผมมีสิทธิ์เต็มที่ในการตรวจสอบและร่วมตัดสินใจว่าใครจะได้เป็นผู้ออกแบบ"
รินรดาไม่สะทกสะท้านเลยแม้แต่น้อย รอยยิ้มเยาะหยันผุดขึ้นที่มุมปากของมัณฑนากรสาว เธอก้าวเท้าเข้าไปใกล้ชายหนุ่มทีละก้าวอย่างผู้กุมความได้เปรียบ กลิ่นอายความกดดันแผ่ซ่านออกมารอบตัวจนผู้ร่วมประชุมคนอื่นต้องกลั้นหายใจ
"ผู้ถือหุ้นใหญ่รายใหม่?" รินรดาหัวเราะในลำคอเบาๆ เป็นเสียงหัวเราะที่เย็นยะเยือกเสียจนธันวารู้สึกหนาวสะท้านไปถึงสันหลัง "น่าสนใจดีนี่ครับ คุณลงทุนมหาศาลขนาดนี้ เพียงเพื่อจะซื้อตั๋วแถวหน้า... เข้ามาดูผมเหยียบย่ำความทรงจำที่คุณเคยสร้างไว้เหรอครับ"
บรรยากาศในห้องประชุมตึงเครียดจนแทบจะระเบิดเป็นเสี่ยงๆ สายตาของทั้งคู่ประจันหน้ากันราวกับคมดาบที่ปะทะกันกลางอากาศ ไม่มีใครยอมใคร และไม่มีใครถอยหลังให้แม้แต่ก้าวเดียว
ทว่า ก่อนที่รินรดาจะได้เอ่ยประโยคเชือดเฉือนประโยคต่อไป เสียงฝีเท้าเล็กๆ และเสียงใสแจ๋วของเด็กชายวัยราวสี่ขวบก็ดังแว่วมาจากนอกห้องประชุม พร้อมกับบานประตูที่ถูกผลักเปิดออกกว้างขึ้นอีกครั้งโดยเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่วิ่งตามแทบไม่ทัน
"คุณแม่ครับ! น้องวินหิวน้ำ..."
เด็กชายตัวน้อยหน้าตาน่ารักจิ้มลิ้ม ดวงตากลมโตเป็นประกายราวกับดวงดาว จมูกโด่งรั้นและริมฝีปากหยักได้รูป... ช่างถอดแบบมาจากใบหน้าของธันวาในวัยเด็กราวกับพิมพ์เดียวกัน ไม่มีผิดเพี้ยน
ธันวาร่างแข็งทื่อราวกับถูกสายฟ้าฟาดกลางวันแสกๆ สมองของเขาขาวโพลน หัวใจหยุดเต้นไปชั่วขณะเมื่อสายตาคมกริบกวาดมองไปที่เด็กชายตัวน้อยผู้นั้น ร่างกายสูงใหญ่เซถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว ความจริงที่ถูกปิดตายและซ่อนเร้นไว้ภายใต้รอยแค้น ตบเข้าที่ใบหน้าของเขาอย่างจังไร้เสียงเตือน
รินรดาหันไปมองเด็กน้อยด้วยสายตาที่อ่อนโยนขึ้นเพียงเสี้ยววินาที ก่อนที่เธอจะหันกลับมาสบตาอดีตสามีที่ยืนตัวสั่นเทาด้วยความตกตะลึงงัน รอยยิ้มเยือกเย็นปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเธออีกครั้ง พร้อมกับกระซิบด้วยน้ำเสียงที่เบาหวิวแต่กรีดลึกลงไปในขั้วหัวใจของคนฟัง
"รู้จักลูกชายของผมหรือยังครับ... คุณธันวา"
- บันทึกคนจร -
มัณฑนากรไร้เงา กับอดีตสามีที่ถูกลบชื่อทิ้ง•ตอนที่ 3
โปรเจกต์หินจากคนรู้จักเก่า
ผลงานโดย บันทึกคนจร
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บันทึกคนจร)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง มัณฑนากรไร้เงา กับอดีตสามีที่ถูกลบชื่อทิ้ง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!