กลิ่นอายควันฟืนผสมกับกลิ่นหอมกรุ่นของแป้งสาลีย่างไฟอ่อนๆ ลอยอบอวลไปทั่วห้องครัวคับแคบ หลินเฟยใช้ปลายนิ้วเรียวงามนวดแป้งในอ่างไม้ด้วยจังหวะที่สม่ำเสมอ แววตาของเธอทอประกายความครุ่นคิด
เหตุการณ์ปะทะคารมกับพวกป้าสะใภ้จอมโลภในตลาดเมื่อวานยังคงทิ้งแรงกระเพื่อมไว้ในหมู่บ้านหินผา
พวกนั้นคงคาดไม่ถึงว่าหญิงสาวที่เคยเงียบงันและยอมให้รังแกมาตลอด จะพลิกเกมด้วยการใช้หลักจิตวิทยาและข้อกฎหมายท้องถิ่นตอกหน้าจนพูดไม่ออก การจัดการคนเห็นแก่ตัวเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องใช้กำลัง แค่ใช้ความจริงและความเด็ดขาดเป็นอาفت ก็เพียงพอที่จะทำให้พวกมันถอยร่นไปเอง
ทว่า สิ่งที่ดึงความสนใจของหลินเฟยในยามนี้ไม่ใช่เรื่องของคนตระกูลจางผู้หิวกระหายพวกนั้น หากแต่เป็นร่างสูงใหญ่ที่กำลังนั่งซ่อมแซมคันไถไม้อยู่ที่นอกชานบ้าน
"จางเหว่ย..."
หลินเฟยพึมพำชื่อนี้เบาๆ ในใจ
นี่คือสามีตามพฤตินัยที่ชาวบ้านต่างลือกันว่าเป็น "ทหารพิการผู้ไร้อนาคต" หลังจากปลดประจำการด้วยอาการบาดเจ็บเรื้อรังที่หัวไหล่และแผ่นหลัง จางเหว่ยถูกส่งตัวกลับมายังหมู่บ้านชนบทห่างไกลแห่งนี้พร้อมกับความเงียบขรึม ราวกับรูปปั้นหินที่ไร้จิตวิญญาณ เขาไม่เคยปริปากบ่นถึงความเจ็บปวด ไม่เคยเรียกร้องความเห็นใจ และมักจะปลีกตัวไปทำงานหนักเงียบๆ คนเดียวเสมอ จนกระทั่งได้มาแต่งงานกับเธอ—หญิงสาวที่ถูกครอบครัวผลักไสให้มาขัดดอก
เสียงโลหะกระทบไม้ดังเป็นจังหวะสะท้อนความเงียบสงบของยามสาย หลินเฟยเดินถือถ้วยน้ำชาสมุนไพรเดินออกไปที่นอกชาน แสงแดดยามสายสาดส่องลงมากระทบโครงหน้าคมคายที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นจางๆ ของชายหนุ่ม ผิวที่กร้านแดดตามประสาคนทำไร่ทำนาไม่ได้ทำให้ความสง่างามแบบชายชาตรีของเขาลดน้อยลงเลย ตรงกันข้าม... ไหล่กว้างที่เคยผ่านสนามรบและดวงตาคมปลาวาฬที่ซ่อนความอ่อนล้าไว้ภายใน กลับสร้างความรู้สึกปลอดภัยอย่างประหลาดให้กับอดีตศัลยแพทย์สาวผู้ผ่านความตายมานักต่อนัก
"ดื่มน้ำชาก่อนสครับ" หลินเฟยกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล วางถ้วยกระเบื้องเคลือบสีหม่นลงบนโต๊ะไม้ตัวเตี้ยข้างกายเขา
จางเหว่ยชะงักมือที่กำลังถือค้อนไม้ เขาเงยหน้าขึ้นมองภรรยา ดวงตาสีเข้มคู่นั้นนิ่งสงบราวกับผิวน้ำในบึงลึก ไร้ซึ่งประกายอารมณ์ใดๆ ชวนให้รู้สึกเข้าถึงยาก แต่มือหนากลับยื่นมารับถ้วยชาอย่างสุภาพ ปลายนิ้วหยาบกร้านสัมผัสโดนปลายนิ้วเรียวของเธอเพียงแผ่วเบา
"ขอบใจ..." เสียงทุ้มต่ำราวกับก้อนหินบดกันดังลอดออกมาจากลำคอแห้งผาก มันเป็นเสียงที่นานๆ ครั้งถึงจะได้ยินสักที
หลินเฟยไม่ถอยหนี เธอย่อตัวลงนั่งยองๆ บนพื้นไม้ข้างกายเขา ดวงตาคู่คมสำรวจแผ่นหลังหนาที่เกร็งตึงโดยสัญชาตญาณ ด้วยวิชาชีพแพทย์เก่า เธอทราบดีว่าอาการบาดเจ็บจากแรงระเบิดหรือการแบกหามของทหารผ่านศึกมักทิ้งร่องรอยความเสียหายไว้ที่เส้นประสาทและกล้ามเนื้อส่วนลึก แม้ภายนอกเขาจะดูแข็งแกร่งปานภูผา แต่ยามค่ำคืนเธอมักจะได้ยินเสียงลมหายใจที่ติดขัดและความเจ็บปวดที่เขาพยายามอดกลั้นไว้เสมอ
"แผ่นหลังของคุณยังตึงอยู่มากสินะครับ" หลินเฟยเอ่ยถามเรียบๆ พลางยื่นมือไปแตะบริเวณหัวไหล่ขวาของเขาเบาๆ
จางเหว่ยสะดุ้งเล็กน้อย ร่างกายกำยำเกร็งขึงขึ้นทันทีตามสัญชาตญาณการป้องกันตัวของทหารสนาม แต่เมื่อสัมผัสได้ว่าปลายนิ้วคู่นั้นไม่ได้มีพิษภัย มีเพียงความอบอุ่นและความห่วงใยที่ส่งผ่านออกมา ความตึงเครียดในร่างของเขาก็ผ่อนคลายลงอย่างช้าๆ
"ฉันไม่เป็นไร ร่างกายแค่นี้... ชินแล้ว" เขาตอบเสียงแหบพร่า พยายามหลบสายตา
"การชินชากับความเจ็บปวด ไม่ได้แปลว่าเราหายดีหรอกนะครับ" หลินเฟยสบตาเขาตรงๆ แววตาของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญฉายชัดขึ้นมาวูบหนึ่ง จนจางเหว่ยรู้สึกราวกับว่าความลับทุกอย่างในใจถูกเธออ่านทะลุปรุโปร่ง "ถ้าปล่อยไว้แบบนี้ เส้นประสาทส่วนนั้นอาจจะเสียหายถาวร จนคุณไม่สามารถยกแขนขึ้นได้อีกเลย... คุณอยากให้เป็นแบบนั้นหรือครับ?"
คำพูดตรงไปตรงมาแต่แฝงด้วยความใส่ใจอย่างลึกซึ้ง ทำให้จางเหว่ยชะงักงัน เขาจ้องมองใบหน้านวลเนียนของภรรยาที่ดูงดงามขึ้นผิดหูผิดตาในช่วงหลายวันมานี้ หญิงสาวตรงหน้าไม่ใช่คนอ่อนแอที่เอาแต่ร้องไห้ขี้ขลาดอีกต่อไปแล้ว แววตาของเธอมั่นคง ทรงพลัง และมีอำนาจบางอย่างที่ดึงดูดใจอย่างประหลาด
"เธอ... เปลี่ยนไปมากนะ หลินเฟย" จางเหว่ยเอ่ยเสียงต่ำอย่างอดไม่ได้
"โลกเปลี่ยน คนเราก็ต้องเปลี่ยนเพื่อความอยู่รอดครับ" หลินเฟยยิ้มบางๆ รอยยิ้มที่ทำให้หัวใจของอดีตนายทหารหนุ่มกระตุกวูบอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน "เอาล่ะ อย่าเพิ่งขยับ เดี๋ยวผมจะลองฝังเข็มและนวดคลายเส้นให้คุณดู รับรองว่าคืนนี้คุณจะนอนหลับได้สนิทกว่าเดิมแน่นอน"
ก่อนที่จางเหว่ยจะได้ทันปฏิเสธ หลินเฟยก็หยิบชุดเข็มเงินขนาดเล็กที่เธอแอบซ่อนไว้ในมิติฟาร์มออกมาเตรียมพร้อม ทว่าในวินาทีที่เธอกำลังจะลงเข็มที่จุดชีพจรบริเวณหัวไหล่ของเขานั้นเอง—
*ปัง! ปัง! ปัง!*
เสียงทุบประตูกระแทกกระทั้นดังสนั่นหวั่นไหวจากหน้าบ้าน พร้อมกับเสียงแหลมปรี๊ดของป้าสะใภ้ใหญ่ที่แผדแผดก้องทะลุกำแพงดินเข้ามาด้วยความโกรธเกรี้ยว
"นังตัวดีหลินเฟย! แกกล้าดียังไงถึงไปแจ้งผู้ใหญ่บ้านให้มายึดสัญญาเงินกู้ของฉัน! ออกมาเดี๋ยวนี้เลยนะ ถ้ารักษาหน้าผัวพิการของแกไม่เป็น สั่งสอนอบรมเมียไม่เป็น วันนี้ฉันนี่แหละจะพาทหารกองปราบมาพังบ้านพวกแกเอง!"
จางเหว่ยขมวดคิ้วมุ่น ดวงตาคมกริบฉายแววดุดันขึ้นมาทันที รังสีอำมหิตของอดีตทหารผ่านศึกแผ่ซ่านออกมาจนบรรยากาศรอบตัวหนาทึบขึ้นถนัดตา เขากำลังจะลุกขึ้นยืนเพื่อออกไปจัดการปัญหาด้วยกำลัง แต่หลินเฟยกลับเอื้อมมือเรียวไปกดไหล่หนาของเขาไว้เบาๆ
รอยยิ้มเย็นเยียบปรากฏขึ้นที่มุมปากของอดีตศัลยแพทย์สาว เธอโน้มตัวเข้าไปกระซิบข้างใบหูของเขาด้วยน้ำเสียงกระซิบกระซาบที่ทรงพลังและเยือกเย็นที่สุด
"นั่งลงก่อนเตรักษาตัวให้หายดี... ปล่อยให้ผมจัดการ 'สุนัขที่เห่าเสียงดัง' พวกนี้เองครับ"
พูดจบร่างเพรียวก็ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง สะบัดชายเสื้อผ้าฝ้ายอย่างไม่เกรงกลัว แล้วก้าวเดินมุ่งหน้าไปยังประตูหน้าบ้านด้วยฝ่าเท้าที่มั่นคง ทิ้งให้จางเหว่ยจ้องมองตามแผ่นหลังนั้นด้วยความรู้สึกที่สั่นสะเทือนในอกอย่างลึกซึ้ง
และในจังหวะที่หลินเฟยเอื้อมมือไปปลดกลอนประตูไม้เพื่อเปิดรับแขกที่ไม่ได้รับเชิญนั้นเอง...
เสียงฝีเท้าหนักแน่นหลายคู่ที่ดังสวนขึ้นมาจากทางท้ายหมู่บ้าน พร้อมกับเสียงตะโกนแจ้งข่าวด้วยความตื่นตระหนกของเด็กชายคนหนึ่ง ก็ดังแทรกขึ้นมาขัดจังหวะเสียก่อน
"พี่จางเหว่ย! พี่หลินเฟย! แย่แล้ว! ทางการ... ทางการจากอำเภอส่งรถบรรทุกทหารมาที่บ้านพักของพวกท่านแล้ว!"
---
*(ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามการเดินทางของหมอภัทรและคุณสามีผู้เงียบขรึม แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ)*
คุณหมอผู้ถอนพิษร้าย กับฟาร์มท้ายไร่ในยุค 70•ตอนที่ 3
สามีผู้เงียบขรึม
ผลงานโดย หมอภัทรแก้ไขชะตา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมอภัทรแก้ไขชะตา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง คุณหมอผู้ถอนพิษร้าย กับฟาร์มท้ายไร่ในยุค 70 นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!