เงาซ้อนเงา: รอยแยกในกระจกนิรันดร์•ตอนที่ 6

รอยร้าวบนพื้นผิว

ผลงานโดย กระจกเงาต้องสาป
“ถ้าคุณยังคิดจะเล่าเรื่องโกหกนี้ต่อไป ฉันแนะนำให้คุณไปปรึกษาจิตแพทย์ที่เก่งกว่าฉัน... อ้อ ขอโทษทีค่ะ ฉันลืมไปว่าฉันก็คือคนคนนั้น” อาคเนย์วางปากกาหมึกซึมลงบนโต๊ะไม้โอ๊กเสียงดังจนน่าตกใจ เขาไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองริน แต่จ้องมองไปยังแผ่นหลังของเธอที่ยืนหันหลังให้ในห้องโถงกว้าง รินกำมือแน่นจนเล็บจิกลงบนฝ่ามือ ความเย็นเยียบจากกระจกเงาบานยักษ์ที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้าทำให้ผิวหนังของเธอชาวาบ “ฉันไม่ได้โกหกค่ะอาคเนย์” รินกระซิบ น้ำเสียงของเธอสั่นพร่าเหมือนเส้นด้ายที่ถูกดึงจนตึงเปรี๊ยะ “เงาในกระจก... มันขยับไม่พร้อมกับฉัน มันกระพริบตาทั้งที่ฉันกำลังลืมตา มัน... มันยิ้มให้ฉันในจังหวะที่ฉันกำลังร้องไห้” อาคเนย์หัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความอบอุ่น เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก้าวเดินเข้าหารินอย่างช้าๆ รองเท้าหนังของเขากระทบพื้นไม้ดังเป็นจังหวะเหมือนเสียงเข็มนาฬิกาที่กำลังนับถอยหลังสู่จุดจบ “ความผิดปกติของระบบประสาทสั่งการริน สิ่งที่คุณเห็นคือภาพสะท้อนของความกลัวที่ซ้อนทับด้วยความทรงจำที่บิดเบี้ยว สมองของคุณกำลังพยายามเยียวยาแผลเป็นในอดีตด้วยการสร้างปีศาจขึ้นมาใหม่” “แล้วรอยร้าวพวกนี้ล่ะคะ?” รินหันกลับมาประจันหน้ากับเขา ดวงตาของเธอเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก เธอชี้ไปที่กระจกบานใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางบ้าน รอยร้าวสายเล็กๆ เส้นหนึ่งปรากฏขึ้นบนพื้นผิวเรียบเนียนของกระจก มันไม่ใช่รอยร้าวจากการกระแทก แต่มันดูเหมือนรอยปริแยกที่ค่อยๆ เลื้อยไกลออกไปเหมือนใยแมงมุมที่ไร้ทิศทาง แสงไฟในห้องโถงวูบไหวราวกับมีใครบางคนมาดึงปลั๊กออก ก่อนจะสว่างจ้าขึ้นอีกครั้งด้วยสีที่แปลกตาไป—สีซีดจางเหมือนศพที่ถูกแช่แข็งในน้ำแข็งมานานหลายทศวรรษ อาคเนย์หยุดเดิน หรี่ตาลงมองรอยร้าวนั้น ความมั่นใจที่เคยมีในแววตาดูจะสั่นคลอนไปชั่วขณะ แต่เขาก็รีบกลบเกลื่อนด้วยท่าทีสุขุม “มันแค่อุณหภูมิ... การขยายตัวของวัตถุภายใต้ความกดอากาศที่ไม่คงที่” “มันขยับได้ค่ะ” รินพูดแทรก ความเงียบในห้องเริ่มหนักอึ้งจนน่าอึดอัด “รอยร้าวนั่น... มันขยับตามการเคลื่อนไหวของเงาในนั้น ไม่ใช่ตามความเป็นจริง” รินก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าวขณะที่เงาในกระจกเริ่มเปลี่ยนไป ร่างที่สะท้อนอยู่ในนั้นไม่ได้ดูเหมือนเธออีกต่อไป แต่มันคือผู้หญิงที่มีใบหน้าครึ่งหนึ่งถูกรอยร้าวนั้นพาดผ่านราวกับหน้ากากที่กำลังแตกสลาย มือของเงาร่างนั้นค่อยๆ ยกขึ้นแตะกระจกจากด้านใน นิ้วเรียวยาวกดลงไปบนเนื้อแก้วจนเกิดเสียงเสียดสีที่ฟังดูเหมือนเสียงกระดูกเสียดสีกัน อาคเนย์ขมวดคิ้วแน่น เขาหยิบอุปกรณ์ทางการแพทย์ชิ้นเล็กๆ ออกจากกระเป๋าเสื้อกาวน์ ท่าทางของเขาไม่ใช่จิตแพทย์ที่กำลังปลอบโยนผู้ป่วยอีกต่อไป แต่เหมือนนักวิจัยที่กำลังเฝ้ามองเชื้อโรคที่กลายพันธุ์ “ริน ถอยออกมาจากตรงนั้น เดี๋ยวนี้” “คุณรู้อะไรใช่ไหม?” รินถามเสียงแข็ง เธอสัมผัสได้ถึงความกลัวที่พุ่งพล่านอยู่ในกระแสเลือด “คุณไม่ได้พยายามรักษาฉัน คุณกำลังเฝ้ารอ... เฝ้ารอให้ ‘บางอย่าง’ หลุดออกมาจากโลกฝั่งนั้น” รอยร้าวบนกระจกเริ่มกว้างขึ้น เสียงแตกละเอียดเหมือนแก้วที่ถูกบดขยี้ดังสะท้อนก้องไปทั่วบ้าน อาคเนย์ก้าวเข้ามาใกล้เธอจนได้กลิ่นน้ำหอมฉุนกึ๊กที่เขาใช้มาตลอดหลายปี—กลิ่นที่เธอเพิ่งจะจำได้ว่าเป็นกลิ่นเดียวกับที่เธอได้กลิ่นในคืนที่เกิดอุบัติเหตุเมื่อสามปีก่อน “ผมไม่ได้เฝ้ารอให้มันออกมา” อาคเนย์กระซิบข้างหูเธอ เสียงของเขาเย็นเยียบและเต็มไปด้วยอำนาจมืด “ผมแค่รอให้คุณตื่นจากความฝันนี้เสียที เพื่อที่ผมจะได้รู้ว่า... เงาของคุณกับเงาของผม ใครกันแน่ที่เป็นเจ้าของชีวิตจริง” ทันใดนั้น รอยร้าวบนกระจกก็ระเบิดออกเป็นทางยาว เสียงแก้วแตกกระจายดั่งเสียงกรีดร้องของมนุษย์นับร้อย รินรู้สึกถึงแรงลมที่พัดผ่านจากโลกอีกฝั่งปะทะเข้ากับใบหน้า แต่สิ่งที่น่าขนลุกที่สุดไม่ใช่ความเสียหายที่เกิดขึ้นตรงหน้า เงาที่สะท้อนอยู่ในกระจกไม่ได้แตกกระจายไปพร้อมกับแก้ว แต่มันเดินก้าวออกมาจากเศษกระจกที่ยังคงปักค้างอยู่บนกรอบ ร่างนั้นก้าวพ้นขอบกระจกออกมาในโลกความเป็นจริง เผยให้เห็นใบหน้าที่มีเพียงครึ่งซีกที่สมบูรณ์ อีกซีกหนึ่งเป็นเพียงความว่างเปล่าสีดำสนิทที่เต้นตุบๆ เหมือนหัวใจ รินทรุดตัวลงกับพื้นด้วยความหวาดกลัวสุดขีด ขณะที่เงาตัวนั้นโน้มตัวลงมากระซิบที่ข้างหูเธอด้วยเสียงที่เหมือนกับเสียงของเธอไม่มีผิดเพี้ยน “ขอบคุณที่ช่วยเปิดประตูให้ฉันนะ... ริน” ในจังหวะนั้นเอง อาคเนย์ก็ยิ้มออกมา—เป็นรอยยิ้มที่บิดเบี้ยวที่สุดเท่าที่เธอเคยเห็น ก่อนที่เขาจะหยิบเข็มฉีดยาออกมาจากกระเป๋าแล้วกดลงที่ต้นคอของเธออย่างรวดเร็ว โลกทั้งใบของรินเริ่มหมุนคว้างและดำมืดลง สิ่งสุดท้ายที่เธอเห็นคือเงาของตัวเองกำลังหยิบมีดผ่าตัดขึ้นมาจากพื้น แล้วหันไปจ้องมองอาคเนย์ด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความอาฆาตแค้นที่ซ่อนมานานแสนนาน ขอบพระคุณที่ร่วมเดินทางเข้าสู่ความมืดมิดและรอยแยกในกระจกกับดิฉันในตอนนี้ แล้วพบกันใหม่ในความจริงที่บิดเบี้ยวค่ะ - กระจกเงาต้องสาป
สารจากนักเขียน (กระจกเงาต้องสาป)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาซ้อนเงา: รอยแยกในกระจกนิรันดร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%