เงาซ้อนเงา: รอยแยกในกระจกนิรันดร์•ตอนที่ 29

ความกลัวที่ใหญ่ที่สุด

ผลงานโดย กระจกเงาต้องสาป
"วางมีดลงเถอะค่ะริน... การกรีดใบหน้าตัวเองในกระจกไม่ได้ช่วยให้เงาที่ติดตัวคุณอยู่หายไปหรอกนะคะ" เสียงของอาคเนย์ราบเรียบ ทว่าสั่นประสาทพอที่จะทำให้ปลายนิ้วที่ถือเศษกระจกแหลมคมของรินชะงักค้าง เธอไม่ได้หันไปมองชายหนุ่มที่ยืนอยู่เบื้องหลังในความมืดสลัวของห้องเก็บของใต้ดิน กลิ่นอับชื้นของกระดาษเก่าและฝุ่นละอองอบอวลอยู่ในอากาศ ราวกับว่าที่นี่คือสุสานของความทรงจำที่เธอพยายามฝังกลบมาตลอดชีวิต รินจ้องมองเงาสะท้อนของตัวเองในเศษกระจกบานนั้น ใบหน้าที่เธอมองเห็นไม่ใช่ใบหน้าที่เธอคุ้นเคย แต่มันคือใบหน้าของเด็กหญิงวัยเจ็ดขวบที่กำลังร้องไห้ไร้เสียง ดวงตาคู่นั้นกว้างใหญ่และว่างเปล่า ราวกับก้นบึ้งของมหาสมุทรที่ไม่มีวันเห็นแสงสว่าง "คุณไม่เข้าใจหรอกค่ะ" รินพึมพำ น้ำเสียงของเธอแหบแห้งและสั่นเครือ "เขายังอยู่ที่นั่น... เขาอยู่ในรอยแยกหลังดวงตาของฉัน ทุกครั้งที่ฉันหลับตา เขาจะคืบคลานออกมาเตือนว่าความเจ็บปวดในวันนั้น... มันยังไม่จบสิ้น" "ความเจ็บปวดวัยเด็กไม่ใช่ปิศาจนะคะริน แต่มันคือส่วนหนึ่งของกลไกป้องกันตัวที่สมองคุณสร้างขึ้นเพื่อเอาชีวิตรอด" อาคเนย์ก้าวเข้ามาใกล้ขึ้นอีกหนึ่งจังหวะ เสียงรองเท้าหนังของเขากระทบพื้นไม้ผุพังเป็นจังหวะที่กดดันจนน่าอึดอัด "คุณไม่ได้มีสองตัวตนเพราะคุณบ้า แต่คุณมีเขา... เพราะคุณไม่อยากเป็นตัวคุณคนเดิมที่อ่อนแออีกต่อไป" รินหัวเราะเบาๆ เป็นเสียงหัวเราะที่ไร้ความสุขจนน่าขนลุก เธอหมุนตัวกลับมาเผชิญหน้ากับเขา แสงจากไฟฉายเพียงกระบอกเดียวที่วางอยู่บนพื้นทำให้เงาของคนทั้งสองบนผนังบิดเบี้ยวจนดูราวกับสัตว์ร้ายที่กำลังต่อสู้กัน "อ่อนแอเหรอคะ? คุณเรียกการถูกขังไว้ในห้องมืดใต้บันไดนานสามวันสามคืนว่า 'ความอ่อนแอ' งั้นหรือ? คุณเรียกการที่ต้องเฝ้ามองคนในครอบครัวทำลายทุกอย่างที่ฉันรักว่า 'กลไกป้องกันตัว' งั้นหรือคะ, อาคเนย์?" สายตาของเธอดุดันและเยือกเย็นเกินกว่าที่คนทั่วไปจะแสดงออกในสถานการณ์เช่นนี้ อาคเนย์หยุดนิ่ง เขาไม่ได้มีท่าทีหวาดกลัว กลับกัน... เขากลับจ้องมองเธอด้วยความรู้สึกบางอย่างที่รินอ่านไม่ออก มันไม่ใช่ความสงสาร แต่เป็นความกระหายใคร่รู้ราวกับนักวิทยาศาสตร์ที่กำลังเฝ้ามองการทดลองที่กำลังจะบรรลุผล "ฉันคือคนที่ช่วยคุณออกมาจากห้องนั้นนะริน จำไม่ได้หรือคะ?" เขาถามพลางก้าวเข้ามาในระยะประชิด มือของเขาเอื้อมมาหมายจะแตะไหล่เธอ "ตอนนั้นคุณไม่ได้กรีดใบหน้าตัวเอง แต่คุณกรีดรอยนิ้วมือลงบนผนังจนเล็บฉีกขาด คุณไม่ได้ต้องการจะทำร้ายใคร คุณแค่ต้องการจะ 'สื่อสาร' กับใครบางคนที่ไม่มีอยู่จริง" รินปัดมือเขาทิ้งอย่างแรง แรงปะทะทำให้เศษกระจกในมือหลุดร่วงลงสู่พื้น เสียงมันกระทบไม้จนแตกละเอียดเป็นเสี่ยงเล็กเสี่ยงน้อย บรรยากาศภายในห้องเปลี่ยนไปทันที ราวกับมีบางอย่างที่มองไม่เห็นเพิ่งถูกปลุกให้ตื่นขึ้นจากซากปรักหักพังนั้น "คุณไม่ได้ช่วยฉัน" รินกระซิบ ดวงตาของเธอเบิกกว้างขึ้นเมื่อเห็นความเปลี่ยนแปลงบนใบหน้าของอาคเนย์ ในเงาสะท้อนจากผนังที่ทาสีลอกร่อน ร่างเงาของอาคเนย์ไม่ได้ซ้อนทับกับตัวเขา แต่มันกลับขยับเคลื่อนไหวไปในทิศทางที่ต่างออกไป "คุณคือคนเดียวที่ได้รับอนุญาตให้เข้าใกล้ฉันในตอนนั้น... เพราะคุณคือคนเดียวที่ถือกุญแจดอกนั้นอยู่" "กุญแจอะไรคะ?" อาคเนย์ถาม เสียงของเขาเริ่มต่ำลงและเปลี่ยนโทนไปอย่างประหลาด มันไม่ใช่เสียงของจิตแพทย์หนุ่มที่อ่อนโยนอีกต่อไป แต่มันกลับมีความแหบพร่าคล้ายกับเสียงของใครบางคนที่รินเคยหวาดกลัวที่สุดในวัยเด็ก รินถอยหลังจนแผ่นหลังกระแทกกับชั้นวางหนังสือเก่า ความทรงจำที่ขาดวิ่นเริ่มปะติดปะต่อกันราวกับภาพจิ๊กซอว์ที่ถูกบังคับให้เข้าที่ เธอเห็นเข็มฉีดยาในมือเขา... เธอเห็นกลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อ... และเธอเห็นเด็กหญิงอีกคนหนึ่งที่ยืนมองเธอผ่านช่องว่างของบานพับประตูห้องทดลอง ความกลัวที่ใหญ่ที่สุดไม่ใช่การที่เธอมีสองตัวตน แต่มันคือการตระหนักรู้ว่า... ตัวตนที่สองของเธอไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อป้องกันตัวจากอดีต แต่มันถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็น 'ภาชนะ' รองรับความทรงจำที่อาคเนย์ต้องการจะลบออกไปจากสมองของเธอตั้งแต่วันนั้น รินเงยหน้าขึ้นมองอาคเนย์ ดวงตาของเธอเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ความอ่อนแอวิตกกังวลมลายหายไป เหลือเพียงความว่างเปล่าที่ลึกซึ้งราวกับหลุมดำ เธอยกมือขึ้นแตะใบหน้าตัวเองช้าๆ ก่อนจะพบว่าปลายนิ้วของเธอสัมผัสได้ถึงรอยเย็บที่เป็นแผลเป็นยาว ซึ่งถูกซ่อนไว้ภายใต้ผิวหนังอย่างแนบเนียน "ฉันจำได้แล้วค่ะ" รินกล่าวด้วยน้ำเสียงที่นิ่งสนิทจนน่ากลัว "คุณไม่ได้รักษาฉัน แต่คุณกำลังทำลายฉันเพื่อสร้างคนใหม่ขึ้นมา... คนที่จะเชื่อฟังคุณโดยไม่มีเงื่อนไข" อาคเนย์ยกยิ้มมุมปาก เป็นรอยยิ้มที่เหยียดหยันและอำมหิตที่สุดเท่าที่รินเคยเห็นมา เขาไม่ได้ปฏิเสธ แต่กลับหยิบสมุดบันทึกเล่มเล็กออกมาจากกระเป๋าเสื้อ แล้วขีดฆ่าบางอย่างทิ้งด้วยปากกาหมึกสีแดงเข้ม "ถูกต้องแล้วค่ะริน... และน่าเสียดายจริงๆ ที่คุณดันตื่นขึ้นมาเร็วไปหน่อย" เขาก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว แล้วดึงสลักประตูห้องใต้ดินให้ปิดลง เสียงกลอนเหล็กที่เลื่อนล็อกดังสนั่นก้องไปทั่วโถงทางเดิน รินพุ่งตัวเข้าหาประตูแต่กลับพบเพียงความว่างเปล่า เมื่อเธอหันกลับมามองในความมืดอีกครั้ง เธอกลับไม่เห็นอาคเนย์อีกต่อไป แต่สิ่งที่อยู่ตรงหน้าเธอกลับกลายเป็นกระจกบานใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางห้อง... ซึ่งในนั้น... เธอไม่ได้เห็นเงาของตัวเองเพียงลำพัง เงาที่สองในกระจกเริ่มขยับมือขึ้นบีบคอของเธอ... โดยที่เธอเองก็สัมผัสได้ถึงแรงบีบที่คอจริงๆ ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ยังคงยืนหยัดเคียงข้างความบิดเบี้ยวของมิตินี้ไปพร้อมกับกระจกเงาต้องสาปนะคะ
สารจากนักเขียน (กระจกเงาต้องสาป)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาซ้อนเงา: รอยแยกในกระจกนิรันดร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%