“คุณกำลังโกหก... อาคเนย์”
รินเค้นเสียงลอดไรฟัน ร่างกายของเธอสั่นเทาจนต้องยึดขอบโต๊ะไม้ตัวหนาเอาไว้แน่น ความรู้สึกเหมือนมีเข็มเล็กๆ นับพันเล่มทิ่มแทงไปตามผิวหนังทุกครั้งที่มองหน้าชายหนุ่มผู้มีแววตาสุขุมนิ่งเรียบดุจผิวน้ำที่ไม่มีวันกระเพื่อม เขาขยับแว่นสายตาเพียงเล็กน้อย ก่อนจะวางปากกาลงบนสมุดบันทึกสีดำสนิท ราวกับว่าคำกล่าวหาของเธอเป็นเพียงเสียงนกเสียงกาที่ไร้น้ำหนัก
“โกหกในประเด็นไหนหรือครับ... อ้อ ขออภัยที ดิฉันคงเผลอหลุดปากไป” เขาเว้นจังหวะ สายตาทรงภูมิปัญญาจ้องลึกเข้ามาในดวงตาที่แดงก่ำของหญิงสาว “ความจำของคุณที่หายไป หรือความจริงที่ผมพยายามเยียวยาให้คุณอยู่กันแน่ที่รินคิดว่ามันคือคำลวง?”
“ความทรงจำของฉันไม่ได้หายไปไหน!” รินตะคอกกลับ เธอหอบหายใจถี่ กลิ่นกระดาษเก่าและกลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อในห้องทำงานของเขามันทำให้เธออยากจะอาเจียน “มันถูกคุณ 'ขโมย' ไปต่างหาก คุณสลับชิ้นส่วนในหัวฉันเหมือนสลับภาพจิ๊กซอว์ที่คุณอยากให้เป็น!”
อาคเนย์ลุกขึ้นยืนช้าๆ เขาสูงใหญ่จนดูเหมือนจะบดบังแสงไฟนีออนบนเพดานไปจนหมดสิ้น “ถ้าคุณคิดเช่นนั้น ทำไมไม่ลองหันกลับไปมองที่ประตูดูอีกล่ะ? บางที... ความจริงที่คุณตามหา อาจจะไม่ได้อยู่ในสมองที่บอบช้ำนั่น แต่มันกำลังเดินออกไปจากบ้านหลังนี้แล้ว”
หัวใจของรินกระตุกวูบ เธอหันขวับไปทางบานหน้าต่างกระจกขนาดใหญ่ที่สะท้อนภาพห้องโถงด้านล่าง
ที่นั่น... ตรงทางเดินที่ปูด้วยพรมสีเทาเข้ม ร่างหนึ่งกำลังก้าวเดินอย่างมั่นคง ร่างนั้นสวมชุดเดรสสีขาวชุดเดียวกับที่รินสวมอยู่ตอนนี้ ไม่มีผิดเพี้ยน แม้กระทั่งริบบิ้นที่ผูกปลายผมยาวสลวยก็ยังเป็นสีเดียวกัน รินเบิกตากว้างจนแทบถลนออกมา เธอรีบยกมือขึ้นจับคอตัวเองเพื่อยืนยันว่าเธอคือตัวจริง แต่ภาพในกระจกกลับสะท้อนให้เห็นว่า 'ตัวเธอ' อีกคนหนึ่งกำลังหยิบกุญแจรถบนโต๊ะหน้าประตูขึ้นมา แล้วเปิดประตูไม้บานใหญ่ก้าวออกไปสู่โลกภายนอกท่ามกลางความมืดมิดของราตรี
“นั่น... นั่นใคร!” เสียงของรินขาดห้วงราวกับถูกมือที่มองไม่เห็นบีบคอเอาไว้
“นั่นคือส่วนที่หายไปของไงคะ ริน” อาคเนย์เดินมายืนซ้อนหลังเธอ กลิ่นโคโลญจน์จางๆ ของเขามันเย็นเยียบราวกับน้ำแข็ง “คุณเป็นเพียงเงาที่ตกค้างอยู่ในกระจกบานนี้ ส่วนรินที่สมบูรณ์แบบ... เธอเพิ่งตัดสินใจเดินจากไป เพื่อทิ้งอดีตที่โสมมของคุณไว้เบื้องหลัง”
รินพุ่งตัวไปที่หน้าต่าง มือของเธอทุบลงบนกระจกอย่างบ้าคลั่งจนเกิดรอยร้าวเป็นทางยาว เธอเห็นร่างนั้น—ตัวเธอเอง—กำลังก้าวเท้าขึ้นรถคันที่เธอจำได้แม่นว่ามันเป็นรถของเธอ รถที่เธอเคยขับไปในวันที่ความทรงจำบางส่วนหายไปตลอดกาล
“โกหก! แกสร้างภาพหลอนให้ฉัน!” เธอหันกลับมาหวังจะกระชากคอเสื้อคนข้างหลัง แต่สิ่งที่เห็นกลับทำให้เธอนิ่งงัน
อาคเนย์ไม่ได้อยู่ตรงนั้นแล้ว... เก้าอี้ทำงานว่างเปล่า สมุดบันทึกเล่มสีดำหายไป เหลือเพียงจดหมายฉบับหนึ่งที่วางอยู่บนโต๊ะ ลายมือบนซองจดหมายนั้นช่างคุ้นตาจนน่าขนลุก มันเป็นลายมือของเธอเอง
รินสั่นเทาขณะหยิบจดหมายขึ้นมาเปิดอ่าน เนื้อความในกระดาษสั้นเพียงบรรทัดเดียว แต่กลับกรีดลึกลงไปในจิตวิญญาณของเธอจนแตกสลาย
*'ยินดีด้วยที่รู้ตัวสักที ว่าคนในกระจกน่ะ... คือคนที่ถือสิทธิ์ในการใช้ชีวิตต่อจากนี้ ส่วนเธอน่ะหรือ? ก็แค่ความทรงจำที่หมดอายุขัยไงล่ะ'*
เสียงล็อกประตูหน้าห้องทำงานดังกริ๊กขึ้นพร้อมกับการดับวูบของแสงไฟทั้งบ้าน ในความมืดมิดนั้น รินได้ยินเสียงฝีเท้าของใครบางคนกำลังเดินขึ้นบันไดมาอย่างช้าๆ มันไม่ใช่เสียงฝีเท้าของคนแปลกหน้า แต่มันคือจังหวะการเดินที่คุ้นเคยที่สุด... จังหวะการเดินของเธอเองที่เพิ่งจะก้าวออกจากบ้านไปเมื่อครู่นี้
ดวงตาของรินเบิกกว้างในความมืด เมื่อมีเสียงกระซิบข้างหูที่เย็นยะเยือกดังขึ้นว่า "ขอบคุณที่ยอมสละที่ว่างให้นะคะ... ตัวฉัน"
แล้วประตูห้องทำงานก็เปิดออก พร้อมกับเงาของร่างหญิงสาวในชุดเดรสสีขาวที่ยืนนิ่งอยู่หน้าห้อง... รอยยิ้มของเธอบิดเบี้ยวและซ้อนทับด้วยเงาของอีกตัวตนหนึ่งที่ไม่มีวันบรรจบกันได้
ขอบพระคุณที่ร่วมดำดิ่งลงไปสู่จุดเปราะบางที่สุดของจิตใจในค่ำคืนนี้นะคะ แล้วพบกันใหม่ในความจริงที่เริ่มบิดเบี้ยวจนยากจะแยกออก - กระจกเงาต้องสาป
เงาซ้อนเงา: รอยแยกในกระจกนิรันดร์•ตอนที่ 10
จุดแตกหักของความจริง
ผลงานโดย กระจกเงาต้องสาป
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระจกเงาต้องสาป)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาซ้อนเงา: รอยแยกในกระจกนิรันดร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!