กลิ่นกรุ่นของชาคาโมมายล์อุ่นจัดไม่ได้ช่วยให้รินรู้สึกสงบลงเลยแม้แต่น้อย ในทางกลับกัน หยดน้ำที่เกาะอยู่ข้างแก้วเซรามิกสีขาวบริสุทธิ์กลับดูคล้ายเหงื่อกาฬที่ผุดซึมจากผิวหนังของความหวาดระแวง รินนั่งนิ่งอยู่บนโซฟาหนังสีดำตัวเดิมในห้องทำงานของอาคเนย์ ทว่าระยะห่างระหว่างเธอกับจิตแพทย์หนุ่มในวันนี้มันช่าง... ผิดเพี้ยน จนน่าขนลุก
อาคเนย์ไม่ได้นั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานกั้นขวางเหมือนทุกครั้ง เขากลับเลือกทรุดตัวลงนั่งบนเบาะโซฟาตัวเดียวกัน ทิ้งระยะห่างเพียงแค่คืบเดียว ไหล่กว้างของเขาเกือบจะเบียดชิดกับร่างที่สั่นเทาเล็กน้อยของเธอ
"คุณตัวสั่นอีกแล้วนะ, ริน" เสียงทุ้มต่ำของอาคเนย์ราบเรียบ แต่มันแฝงไปด้วยความเย้ายวนประหลาด มือเรียวยาวของเขาเอื้อมมาแตะที่หลังมือของเธออย่างถือวิสาสะ นิ้วหัวแม่มือของเขาเกลี่ยวนวนอยู่บนผิวเนื้อเย็นเฉียบของเธอเบาๆ สัมผัสที่ควรจะอบอุ่นกลับทำให้ขนทั่วร่างของรินลุกชันขึ้นพร้อมเพรียง
รินดึงมือกลับตามสัญชาตญาณ แต่ช้าเกินไป อาคเนย์รั้งข้อมือเธอไว้ด้วยแรงที่มั่นคงพอเหมาะ ไม่แน่นหนาจนเจ็บ แต่เด็ดขาดจนดิ้นไม่หลุด
"ปล่อยฉันเถอะค่ะ... คุณอาคเนย์" รินกระซิบ เสียงของเธอลอดผ่านไรฟันที่ขบเข้าหากันแน่น ดวงตาคู่สวยหวาดหวานฉายแววตื่นตระหนกยามช้อนขึ้นสบตาเขา "เราไม่ควร... ใกล้ชิดกันขนาดนี้"
อาคเนย์หัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่แหบพร่าและเต็มไปด้วยความลับ ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาไม่ได้มองที่ริน "ใกล้ชิดเหรอครับ? หึ... ผมว่าเรายัง 'ห่างกัน' เกินไปเสียด้วยซ้ำ โดยเฉพาะถ้าเทียบกับเมื่อคืนนี้"
คำพูดนั้นพุ่งเข้ากระแทกกลางใจของรินจนลมหายใจสะดุด หัวใจของเธอเต้นกระหน่ำราวกับกลองเพลในอก ความทรงจำสีเทาหม่นจากค่ำคืนที่ผ่านมาผุดวาบขึ้นมาในหัว สมองของเธอจำอะไรไม่ได้ชัดเจนนัก—รินจำได้แค่ความมืด ม่านกระจกเงาที่สะท้อนเงาร่างที่สอง และ... เสียงกระซิบ
*เสียงกระซิบที่ไม่ได้มาจากตัวเธอเอง*
"ฉัน... ฉันไม่ได้..." รินพยายามปฏิเสธ แต่เสียงของเธอกลับขาดหายไปในลำคอเมื่อนึกถึงความจริงอันน่าสะพรึงกลัว อาการความจำเสื่อมบางส่วนของเธอไม่ใช่แค่การลืมเรื่องราวในอดีต แต่มันคือการ 'ถูกแย่งชิง' พื้นที่ในสมองไปทีละน้อยโดยใครอีกคน... ตัวตนอีกร่างที่ซ่อนอยู่หลังกระจก
อาคเนย์โน้มใบหน้าเข้ามาใกล้ ลมหายใจอุ่นร้อนเจือกลิ่นมินต์จางๆ ปะทะเข้ากับข้างแก้มของริน เขายกมืออีกข้างขึ้นไล้ปลายนิ้วไปตามเส้นผมยาวสลวยที่ตกลงมาเคลียไหล่ของเธออย่างคุ้นเคย ท่าทางนั้นไม่ใช่การปฏิบัติต่อคนไข้กับจิตแพทย์ แต่มันคือการแสดงออกถึงความสนิทสนม... ระหว่างเขากับ 'เธอคนนั้น'
"คุณไม่ต้องกลัวห่วงหรอกนะ, ริน" อาคเนย์กระซิบข้างใบหู น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนไปเล็กน้อย มันนุ่มนวลขึ้น อ่อนหวานขึ้น จนน่าขนลุก "ผมชอบเวลาที่คุณเป็นแบบนี้... เวลาที่เธอคนนั้นยอมปล่อยให้คุณตื่นขึ้นมาเผชิญหน้ากับความจริงบ้าง มันน่าสนใจดีออก การได้เห็นความอ่อนแอที่ดิ้นรนอยู่ใต้ผิวน้ำ"
รินเบิกตากว้าง หูอื้ออึง ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกสาปให้กลายเป็นหิน
"คุณ... คุณกำลังพูดถึงอะไร?" รินเค้นเสียงถาม ความโกรธและความกลัวตีรวนกันจนปั่นป่วนในท้อง "คุณหมายความว่ายังไงที่บอกว่า 'เธอคนนั้น'? คุณรู้จักเธอก่อนหน้านั้นเหรอ? คุณทำอะไรกับฉันกันแน่ อาคเนย์!"
อาคเนย์ผละใบหน้าออกเล็กน้อย รอยยิ้มมุมปากของเขายังคงประดับอยู่ แต่นัยน์ตากลับว่างเปล่าไร้ซึ่งความรู้สึก เขามองสำรวจใบหน้าของรินราวกับกำลังประเมินสินค้าชิ้นโปรดที่เริ่มมีตำหนิ
"ผมไม่ได้ทำอะไรเลย, ริน" อาคเนย์ตอบเสียงนุ่ม "มีแต่ตัวคุณเองต่างหากที่พยายามจะผลักไสเธอออกไป ทั้งที่จริงแล้ว... พวกคุณคือคนเดียวกัน หรือคุณลืมไปแล้วล่ะว่า เมื่อสามชั่วโมงก่อนหน้านี้ ในห้องนี้ บนเก้าอี้ตัวที่เธอนั่ง... เธอเป็นคนเอ่ยปากขอให้ผมช่วย 'กำจัด' คุณทิ้งเองต่างหาก"
สิ้นคำพูดนั้น อุณหภูมิในห้องทำงานที่เปิดเครื่องปรับอากาศจนเย็นเฉียบกลับลดฮวบลงทันที รินรู้สึกเหมือนมีน้ำแข็งนับพันก้อนมากดทับอยู่บนหน้าอก จนหายใจไม่ออก
มือที่เคยจับข้อมือเธอไว้ คลายออก แต่อาคเนย์กลับเลื่อนมือขึ้นมาทาบเบาๆ ที่กลางหน้าผากของริน ปลายนิ้วของเขาเย็นเฉียบจนผิดมนุษย์มนา
"พักผ่อนเสียเถอะนะ, ริน" อาคเนย์กระซิบซ้ำด้วยน้ำเสียงที่ทรงพลังราวกับสะกดจิต "ปล่อยให้เธอได้ออกมาดูแลตัวเองบ้าง... เพราะดูท่าทางแล้ว คุณในตอนนี้ คงฝืนรับความจริงไม่ไหวอีกต่อไปแล้วล่ะ"
ภาพตรงหน้าเริ่มพร่ามัว ศีรษะของรินหนักอึ้งราวกับถูกหินผาทับ อาการปวดแปลบแล่นริ้วขึ้นมาจากท้ายทอย สมองของเธอกำลังกรีดร้อง สติสัมปชัญญะที่เคยยึดมั่นเริ่มหลุดลอย ร่างกายของเธอนั่งพับลงซบกับไหล่กว้างของอาคเนย์อย่างหมดแรง
ทว่า ก่อนที่ความมืดมิดจะเข้าครอบงำจนสิ้นสติ ปลายนิ้วมือข้างซ้ายของริน—มือที่ถูกปล่อยเป็นอิสระ—กลับขยับเกร็งขึ้นเองโดยอัตโนมัติ
มันไม่ใช่การขยับด้วยความอ่อนแรงของริน... แต่มันคือนิ้วมือที่จิกเล็บลงบนต้นแขนของอาคเนย์อย่างรุนแรง จนเนื้อผ้าสูทราคาแพงยับย่น
พร้อมกันนั้น รอยยิ้มเหยียดยิ้มที่รินไม่มีวันทำมันด้วยตัวเอง ก็ผุดขึ้นที่มุมปากของหญิงสาว
ดวงตาที่เคยหวาดกลัวและเต็มไปด้วยน้ำตาเมื่อครู่ ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นประกายแข็งกร้าว เย็นชา และเปี่ยมด้วยความเย้ยหยันยามที่เธอมองตรงไปยังบานกระจกเงาบานใหญ่ที่ติดอยู่ผนังห้องฝั่งตรงข้าม ซึ่งในเงาสะท้อนนั้น... ร่างของรินไม่ได้ซบอยู่กับไหล่ของอาคเนย์
แต่ในกระจก... เงาของเธอกำลังยืนจ้องมองทั้งคู่อยู่ด้วยรอยยิ้มอันบิดเบี้ยว พร้อมกับเสียงกระซิบแหบพร่าที่ดังขึ้นในหัวของอาคเนย์โดยตรง
*"ขอบคุณนะที่ช่วยกล่อมเธอให้... ถึงเวลาที่เราจะได้คุยกันสองคนเสียทีนะ, ที่รัก"*
ขอบพระคุณที่ร่วมเดินทางเข้าสู่เขาวงกตแห่งตัวตนไปพร้อมกับดิฉันนะคะ - กระจกเงาต้องสาป
เงาซ้อนเงา: รอยแยกในกระจกนิรันดร์•ตอนที่ 13
ความสัมพันธ์ที่บิดเบี้ยว
ผลงานโดย กระจกเงาต้องสาป
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระจกเงาต้องสาป)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาซ้อนเงา: รอยแยกในกระจกนิรันดร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!