“หยุดเล่นตลกเสียที ริน... แบบนี้มันไม่สนุกเลยนะ”
เสียงของ ‘มินตรา’ เพื่อนสนิทที่รู้จักกันมานานกว่าสิบปี ฟังดูเยือกเย็นจนน่าใจหาย รินยืนนิ่งอยู่กลางห้องที่ความมืดพยายามกลืนกินทุกสรรพสิ่ง เงาของมินตราทาบทับลงบนร่างของเธอ กระจกบานเล็กในมือเพื่อนสาวสะท้อนเพียงความว่างเปล่าที่ตำแหน่งใบหน้าของริน ราวกับตัวตนของเธอกำลังถูกกัดกินจากภายใน
รินถอยกรูดไปจนแผ่นหลังปะทะกับผนังเย็นเฉียบ “เธอ... เธอเข้ามาได้ยังไง มินตรา? แล้วกระจกนั่น... มันเกิดอะไรขึ้นกับหน้าของฉันกันแน่!”
มินตราไม่ได้ตอบ แต่เธอก้าวเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ จังหวะการเดินของเธอนั้นเชื่องช้า สม่ำเสมอ เหมือนเข็มนาฬิกาที่กำลังนับถอยหลังสู่หายนะ “เรื่องหน้าของเธอน่ะเหรอ? ทำไมต้องทำเป็นลืมล่ะ ในเมื่อเมื่อคืนนี้... เธอยังเป็นคนหยิบมีดเล่มนั้นมาจ่อที่คอหอยฉัน แล้วบอกว่า ‘อยากเห็นสิ่งที่อยู่ข้างใต้ผิวหนัง’ อยู่เลยไม่ใช่เหรอ?”
หัวใจของรินกระตุกวูบ ความทรงจำสีขาวโพลนในช่วงรอยต่อของเมื่อคืนที่เธอจำไม่ได้เลย พยายามจะทะลักออกมาเหมือนหนองที่ถูกกรีด “ไม่... ฉันไม่เคยทำแบบนั้น ฉันอยู่ที่นี่... ฉันรออาคเนย์...”
“อาคเนย์?” มินตราหัวเราะเบาๆ เสียงหัวเราะที่ฟังดูแห้งแล้งและแหลมสูงจนแก้วหูแทบฉีกขาด “เขาไม่ได้มาที่นี่หรอกริน เพราะเขาน่ะ เป็นคนส่งกระจกบานนี้มาให้ฉันเอง เขาบอกว่าเธอเริ่ม ‘จำได้’ มากเกินไปแล้ว และถ้าตัวตนที่สองของเธอตื่นขึ้นมาได้สมบูรณ์... เธอจะไม่เหลือที่ว่างให้ตัวตนเดิมที่อ่อนแออย่างเธออีกต่อไป”
รินยกมือขึ้นคลำใบหน้าของตัวเอง ความรู้สึกใต้ปลายนิ้วไม่ใช่ผิวหนังที่นุ่มนวลอย่างที่ควรจะเป็น แต่มันเรียบเนียน... ราวกับพื้นผิวของกระจกที่ไร้รอยต่อ ไม่มีดวงตา ไม่มีจมูก ไม่มีริมฝีปาก เธอหายใจติดขัด ความกลัวแล่นพล่านไปตามกระดูกสันหลัง นี่ไม่ใช่แค่เรื่องความจำเสื่อม แต่นี่คือการสูญเสียตัวตนไปทีละส่วน
“เธอเป็นใครกันแน่...” รินเค้นเสียงถามผ่านลำคอที่แห้งผาก
มินตราหยุดยืนอยู่ตรงหน้า ห่างไปเพียงคืบ กลิ่นน้ำหอมราคาแพงที่เคยเป็นกลิ่นโปรดของเพื่อนรัก บัดนี้กลับกลายเป็นกลิ่นเหม็นเน่าของดอกไม้แห้งและฝุ่นละอองที่ถูกทิ้งร้าง “ฉันก็คือคนที่เธอเคยอิจฉาที่สุดไงล่ะริน... คนที่เธอพยายามจะฆ่า เพื่อที่จะได้ยึดเอาใบหน้าและชีวิตของฉันมาเป็นของตัวเอง”
รินเบิกตากว้าง (แม้จะมองไม่เห็นดวงตาของตัวเองในกระจก แต่เธอก็รู้สึกได้ถึงความเย็นเยือกที่แผ่ออกมา) “ไม่จริง... ฉันไม่มีทางทำแบบนั้น เราเป็นเพื่อนกัน!”
“เพื่อน? เราเป็นมากกว่านั้น เราเป็นเงาซ้อนเงา” มินตราโน้มตัวลงมา กระซิบข้างหูของรินด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนไป กลายเป็นเสียงที่ทุ้มต่ำ บิดเบี้ยว และคุ้นเคยอย่างประหลาด “ริน... มองดูที่พื้นสิ ดูเงาของเธอให้ดี”
รินก้มมองลงไปที่พื้นไม้ปาร์เกต์ เงาของเธอไม่ได้แสดงภาพของผู้หญิงที่กำลังหวาดกลัว แต่มันคือเงาของมินตรา... ที่กำลังเงื้อมีดแหลมคมแทงลงไปในอกของตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยที่รินไม่สามารถขยับตัวได้แม้แต่นิ้วเดียว
“อาคเนย์ไม่ได้มาที่นี่เพื่อรักษาเธอหรอกนะ” มินตราผละออกไป พลางหมุนตัวเดินไปที่ประตูที่เพิ่งเปิดออก “เขามาเพื่อดูว่า ‘ร่างใหม่’ ของเขาน่ะ... จะสมบูรณ์แบบได้นานแค่ไหน ก่อนที่เงาจะกลืนกินทุกอย่างจนสิ้นซาก”
มินตราหันกลับมาส่งยิ้มที่บิดเบี้ยวให้เป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะปิดประตูลง รินทรุดตัวลงกับพื้น ความรู้สึกเหมือนถูกกระชากวิญญาณออกจากร่างถาโถมเข้าใส่ ในวินาทีนั้นเอง เสียงเคาะประตูจังหวะเดิมๆ ที่เธอคุ้นเคยก็ดังขึ้น... ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...
“ริน... ผมอาคเนย์เองครับ” เสียงของชายหนุ่มดังลอดเข้ามา “วันนี้เรามาเริ่มการรักษาขั้นสุดท้ายกันเถอะ... ผมเตรียมมีดเล่มที่เธอชอบไว้ให้แล้วนะ”
ประตูห้องถูกเปิดออกอย่างช้าๆ แสงสว่างจ้าจากโถงทางเดินสาดเข้ามาจนรินต้องหลับตาแน่น แต่สิ่งที่เธอเห็นผ่านรอยแยกของเปลือกตาที่ปิดไม่สนิท คือเงาของอาคเนย์ที่ไม่ได้มีเพียงร่างเดียว... แต่มันมีถึงสี่ร่างที่ยืนซ้อนทับกันอยู่หน้าประตู และทุกร่างต่างก็ถือกระจกที่สะท้อนใบหน้าของเธอที่กำลังยิ้มออกมาจากความว่างเปล่า
กระจกเงาต้องสาปขอขอบคุณทุกท่านที่ร่วมดำดิ่งสู่รอยแยกของเงาไปพร้อมกับรินในตอนนี้ด้วยนะคะ
เงาซ้อนเงา: รอยแยกในกระจกนิรันดร์•ตอนที่ 4
คนแปลกหน้าที่รู้จักฉันดี
ผลงานโดย กระจกเงาต้องสาป
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระจกเงาต้องสาป)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาซ้อนเงา: รอยแยกในกระจกนิรันดร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!