เงาซ้อนเงา: รอยแยกในกระจกนิรันดร์•ตอนที่ 2

เสียงกระซิบจากหลังบานกระจก

ผลงานโดย กระจกเงาต้องสาป
“ถ้าเจ้ามีความกล้าหาญพอจะทุบมันให้แตกละเอียด ความลับที่แก่งแย่งที่อยู่อาศัยในร่างนี้ก็จะจบลง... ไม่ใช่หรือคะ ริน?” เสียงนั้นไม่ได้ดังมาจากอากาศธาตุ แต่มันสั่นสะเทือนผ่านเนื้อแก้ว เข้าสู่โสตประสาทของรินโดยตรง เธอทรุดตัวลงนั่งบนพื้นไม้เนื้อแข็งเย็นเฉียบ สองมือสั่นเทาจนแทบกุมไม่อยู่ สายตาจ้องเขม็งไปยังเงาสะท้อนในกระจกบานใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า รินในกระจกไม่ได้ขยับปากพูดไปพร้อมกับเสียงที่ได้ยิน ทว่าแววตาของอีกฝ่ายกลับดูมีชีวิตชีวาและเปี่ยมไปด้วยความกระหายอย่างน่าประหลาด รอยยิ้มที่มุมปากนั้น... มันเป็นรอยยิ้มที่รินไม่เคยมี ไม่เคยเป็น และไม่เคยคิดจะทำ “แก... แกเป็นใครกันแน่” รินเค้นเสียงถาม เสียงของเธอแหบพร่าและสั่นเครือ ความเงียบในห้องนอนดูจะกดทับจนอากาศหายากขึ้นทุกที “ฉันก็คือเศษเสี้ยวที่เหลือทิ้งไว้ในหลุมดำของความจำเธออย่างไรล่ะ” เสียงนั้นตอบกลับมาคราวนี้แผ่วเบาลง ราวกับเสียงกระซิบที่ข้างหู “หมออาคเนย์บอกเธอว่าอย่างไรบ้าง? เขาบอกว่าความทรงจำที่หายไปคือความผิดพลาดของสมอง หรือบอกว่ามันคือผลของอุบัติเหตุที่ทำให้เธอเปราะบาง?” รินขมวดคิ้วแน่น ความทรงจำที่กระจัดกระจายราวกับแก้วที่แตกละเอียดผุดขึ้นมาเป็นพักๆ เธอจำได้ลางๆ ถึงห้องทำงานสีขาวสะอาดตา กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อ และดวงตาคู่คมของอาคเนย์ที่จ้องมองเธอราวกับกำลังวิเคราะห์หนูทดลองในกรงแก้ว *‘รินครับ คุณกำลังสับสนระหว่างโลกแห่งความเป็นจริงกับจินตนาการ’* เสียงของอาคเนย์ยังคงก้องอยู่ในหัว “หมออาคเนย์หวังดีกับฉัน” รินตอบโต้ด้วยน้ำเสียงที่พยายามทำให้มั่นคง “หวังดี?” เสียงจากกระจกหัวเราะร่วน เป็นเสียงหัวเราะที่ฟังดูเย็นยะเยือกและเต็มไปด้วยการเยาะเย้ย “เขาสอนให้เธอหวาดกลัวเงาของตัวเอง เพื่อที่เขาจะได้เป็นคนเดียวที่ควบคุมแสงไฟในชีวิตเธอได้... ริน ลองมองดูที่มือของเธอสิ มือนั่นน่ะ มันเป็นมือของคนที่ถูกลบเลือนตัวตน หรือเป็นมือของคนที่กำลังจะกลายเป็นหุ่นเชิด?” รินก้มมองมือทั้งสองข้างของตนเอง เธอกำมันแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อผิวหนัง ความวิตกกังวลที่เคยก่อตัวเป็นกำแพงสูงชันเริ่มสั่นคลอน อาการสั่นที่ปลายนิ้วไม่ใช่เพราะความหนาว แต่เพราะความสับสนที่กัดกินจิตใจจากภายใน เธอเริ่มไม่แน่ใจว่าเสียงที่ได้ยินคืออาการประสาทหลอน หรือเป็นความจริงที่ซ่อนอยู่ใต้ความเงียบงัน ทันใดนั้น เสียงเคาะประตูห้องก็ดังขึ้นสามครั้ง จังหวะการเคาะหนักแน่นและมั่นคงจนรินสะดุ้งสุดตัว “ริน... ผมเข้ามาได้ไหม?” เสียงทุ้มต่ำของอาคเนย์ดังทะลุบานประตูไม้เข้ามา รินหันไปมองประตูสลับกับบานกระจก เงาในกระจกกลับมานิ่งสนิท ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทว่าแววตาของรินในนั้นยังคงจ้องมองเธอด้วยความสมเพช “เข้า... เข้ามาค่ะ” รินตะโกนตอบ พยายามปรับลมหายใจให้ดูเป็นปกติที่สุด เมื่ออาคเนย์ก้าวเข้ามา เขายังคงดูสมบูรณ์แบบในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวพับแขน สายตาของเขาเปลี่ยนจากความนุ่มนวลเป็นความเฉียบคมทันทีที่เห็นรินนั่งอยู่บนพื้น ร่างสูงโปร่งก้าวเดินเข้ามาหาช้าๆ กลิ่นน้ำหอมจางๆ ของเขาส่งผลให้รินรู้สึกวิงเวียนคล้ายจะอาเจียน “ดูเหมือนคุณจะพักผ่อนไม่ค่อยดีนักนะครับ” เขานั่งลงบนเข่าตรงหน้าเธอ ปลายนิ้วเย็นเฉียดของเขาแตะเบาๆ ที่ขมับของริน “มีอะไรที่ทำให้คุณกังวลจนต้องมานั่งคุยกับตัวเองหน้ากระจกหรือเปล่า?” รินนิ่งอึ้ง เธออยากจะตะโกนบอกเขาเรื่องเสียงกระซิบ อยากจะถามเขาว่าเขารู้เห็นอะไรบ้าง แต่เมื่อสบตาเขากลับ... ความคิดทั้งหมดก็ดูเหมือนจะถูกดึงดูดหายไปในความว่างเปล่า เหมือนมีมือที่มองไม่เห็นมาดึงลิ้นของเธอเอาไว้ “ฉัน... ฉันแค่คิดอะไรเรื่อยเปื่อยค่ะ” เธอตอบ ลมหายใจสะดุด อาคเนย์คลี่ยิ้มที่ดูอ่อนโยนเกินจริง เขาขยับตัวลุกขึ้นยืนพลางใช้นิ้วชี้ไปที่บานกระจก “รู้ไหมริน กระจกมักจะสะท้อนสิ่งที่ใจเราอยากให้เป็น... แต่มันก็มักจะโกหกเราได้เก่งที่สุดเช่นกัน ถ้าคุณยังรู้สึกแบบนี้ คืนนี้ผมว่าเราต้องเพิ่มปริมาณยาอีกสักนิด” เขาหันหลังเดินกลับไปที่ประตู แต่ก่อนจะออกไป เขาก็หยุดชะงักที่หน้าบานกระจกนั้น รอยยิ้มของเขาหายไปสิ้นในเสี้ยววินาที เขาใช้นิ้วเรียวยาวลากผ่านผิวแก้วเบาๆ สายตาของเขามองผ่านเงาสะท้อนของรินไปยัง ‘บางอย่าง’ ที่อยู่หลังบานกระจก “อย่าลืมนะครับริน” เขาพูดโดยไม่หันมา “กระจกน่ะ มันไม่ได้มีไว้แค่สะท้อนภาพ... แต่มันมีไว้เพื่อกักขังสิ่งที่เจ้าของมันไม่ต้องการให้ใครเห็น” เขาก้าวออกไปปิดประตูห้องลงเบาๆ ทิ้งให้ความเงียบที่หนักอึ้งเข้าปกคลุมอีกครั้ง รินนั่งนิ่งอยู่ในความมืด สัญชาตญาณบางอย่างบอกให้เธออย่าหันไปมองกระจก แต่เธอก็ทำไม่ได้ เธอช้อนสายตาขึ้นมองภาพสะท้อนของตนเองอีกครั้ง และหัวใจเธอก็แทบหยุดเต้น... เพราะเงาในกระจกไม่ได้นั่งอยู่เหมือนเธออีกต่อไป แต่มันกำลังยืนขึ้น ยื่นมือออกมาแตะผิวแก้วจากด้านใน และในจังหวะที่นิ้วมือของรินสัมผัสกับผิวกระจกเพื่อจะตรวจสอบความจริง ปลายนิ้วของเธอกลับไม่ได้กระทบกับของแข็ง แต่ทว่ามันจมลึกลงไปในเนื้อแก้วที่อ่อนนุ่มเหมือนน้ำ น้ำเสียงที่เย็นยะเยือกดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ใกล้จนลมหายใจนั้นปะทะที่ใบหน้าของเธอ “ขอบใจนะที่เปิดทางให้... ต่อไปนี้ถึงตาฉันที่จะได้ออกไปใช้ชีวิตในร่างที่แสนเปราะบางของเธอเสียที” รินเบิกตากว้างเมื่อเห็นมือของตัวเองถูกเงาในกระจกคว้าหมับไว้แน่น และแรงดึงมหาศาลก็ฉุดกระชากเธอให้ถลำลึกเข้าไปในเงาที่มืดมิดนั้น! ขอบคุณที่ติดตามการเดินทางสู่ความมืดมิดในจิตใจไปพร้อมกับกระจกเงาต้องสาปนะคะ
สารจากนักเขียน (กระจกเงาต้องสาป)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาซ้อนเงา: รอยแยกในกระจกนิรันดร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%