กุนซือวังหลวงในยุคอุตสาหกรรมรุ่งโรจน์•ตอนที่ 6

เชิงหมากบนโต๊ะอาหาร

ผลงานโดย ส้มหวานมิติลับ
เสียงกาน้ำชาทองเหลืองที่เดือดพล่านจนส่งเสียงหวีดแหลมราวกับเสียงกรีดร้องของสนมเอกในตำหนักเย็น ดึงสติของหลินจื่อเวยให้กลับมาสู่ความเป็นจริงในห้องรับรองอับทึบ กลิ่นอายของดินประสิวและน้ำมันเครื่องจักรกลจากโรงงานอุตสาหกรรมยุคใหม่ที่เล็ดลอดเข้ามาทางหน้าต่างบานเกล็ดไม้สัก ผสมผสานอย่างประหลาดกับกลิ่นหอมกรุ่นของใบชาหลงJingเกรดบรรณาการที่นางบรรจงชงด้วยตนเอง นางเหลือบสายตาขึ้นมองชายหนุ่มผู้มีเรือนร่างสูงใหญ่กำยำดั่งพญาเสือโคร่ง นั่งนิ่งสงสงบอยู่ฝั่งตรงข้าม สวี่เฟิงในชุดเครื่องแบบนายทหารยศสูงปักลายอินทรีเหินหลม สวมทับด้วยเสื้อโค้ทสักหลาดสีเข้มตามแบบฉบับกองทัพปฏิรูป ปลายนิ้วหยาบกร้านจากการจับดาบและกุมบังเหียนม้ากำลังเคาะโต๊ะไม้เป็นจังหวะเนิบนาบ ทว่าหนักหน่วงดั่งเสียงกลองศึกในค่ายหลวง "ชาจอกนี้ รสชาติฝาดเฝื่อนไปสักนิดกระมัง แม่นางหลิน" สวี่เฟิงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำราบเรียบ นัยน์ตาคมกริบดั่งเหยี่ยวทะเลทรายคู่นั้นจ้องมองนางราวกับต้องการทะลวงเข้าไปถึงก้นบึ้งจิตใจ ทว่าไร้ซึ่งแววคุกคาม มีเพียงความระแวดระวังของผู้กุมอำนาจที่ผ่านความเป็นความตายมานับครั้งไม่ถ้วน หลินจื่อเวยมิได้สะดุ้งสะเทือน นางแย้มสรวลน้อยๆ เรียวปากอิ่มเอิบเคลือบด้วยชาดสีชาดแต้มบางเบาขยับขึ้นอย่างงดงาม มือเรียวดุจลำหยกเอื้อมไปหยิบจอกชาเคลือบกระเบื้องเคลลายครามขึ้นมาจรดริมฝีปาก จิบช้าๆ เพื่อให้รสสัมผัสซึมซ่านทั่วประสาทสัมผัส ก่อนจะวางลงบนโต๊ะด้วยความนุ่มนวลไร้เสียงกระทบ "เรียนท่านแม่ทัพสวี่ ชาชั้นดีหากชงด้วยน้ำที่เดือดเกินไปย่อมขมฝาด หากใช้น้ำที่เย็นเกินไปย่อมจืดชืด..." นางหยุดเว้นจังหวะเล็กน้อย ปรายตามองไอน้ำที่ลอยกรุ่นขึ้นเบื้องหน้า "บ้านเมืองในยามนี้ก็เช่นเดียวกันค่ะ ขุนนางฝ่ายบู๊เร่งเร้าจะใช้กำลังประหัตประหาร ขุนนางฝ่ายบุ๋นเอาแต่ร่ำร้องถึงความชอบธรรมและพิธีรีตอง ทั้งสองฝ่ายต่างเร่งไฟใต้เตาให้ลุกโชนโดยไม่สนว่ากาน้ำใบนี้จะระเบิดคามือหรือไม่ ท่านว่าจริงไหมคะ?" คำพูดของนางทำให้นัยน์ตาคมปลาบของสวี่เฟิงไหววูบไปชั่วขณะ รอยยิ้มหยันผุดขึ้นที่มุมปากหนา "เจ้ากำลังเปรียบราชสำนักกับกาน้ำชาอย่างนั้นหรือ? ช่างบังaาญนัก... รู้หรือไม่ว่าคำพูดเมื่อครู่ หากหลุดออกจากปากผู้ใด ผู้นั้นย่อมไร้แผ่นดินจะกลบฝัง" "แผ่นดินกว้างใหญ่ไพศาล แต่คนที่มองการณ์ไกลกลับมีน้อยนิด ท่านแม่ทัพสวี่เดินทางมาไกลถึงเรือนพักส่วนตัวของข้าในยามวิกาลเช่นนี้ หาใช่มาเพื่อฟังข้ากล่าวโทษราชสำนักเล่นๆ กระมังคะ?" หลินจื่อเวยเอ่ยสวนกลับอย่างไม่เกรงกลัว แววตาคู่คมฉายประกายปัญญาเฉียบคมดั่งคมกระบี่ที่ซ่อนอยู่ในฝักผ้าแพร นางโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย กลิ่นหอมจางๆ ของดอกเหมยหลอมรวมกับกลิ่นอายความเยือกเย็นรอบตัว ทำให้อากาศในห้องดูราวกับหยุดนิ่ง สวี่เฟิงหรี่ตาลงเล็กน้อย หัวใจที่เคยด้านชาและเชื่อมั่นเพียงแค่ชัยชนะในสนามรบกลับกระตุกวูบอย่างประหลาด สตรีตรงหน้าผู้นี้... ไม่เพียงแต่มีความรู้ลึกซึ้งเรื่องกลยุทธ์การทหารและการเมืองในราชสำนัก นางยังอ่านเกมการเปลี่ยนแปลงของยุคอุตสาหกรรมที่กำลังคืบคลานเข้ามาทำลายล้างระบอบเก่าได้อย่างทะลุปรุโปร่ง "สถานการณ์ที่แนวชายแดนตะวันออกกำลังตึงเครียด" สวี่เฟิงตัดสินใจเปิดประเด็นสำคัญ น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้น "จักรวรรดินอกด่านเริ่มนำเข้าเครื่องจักรไอน้ำและปืนไฟรุ่นใหม่จากชาติตะวันตก กองทัพม้าเร็วของเราที่มีชื่อเสียงมานับร้อยปี เริ่มไร้ความหมายต่อหน้ากระสุนปืนใหญ่เหล่านั้น หลินจื่อเวย... เจ้ามีแผนอันใด หากข้าไม่อยากให้แผ่นดินบรรพบุรุษต้องตกเป็นเบี้ยล่างของพวกฝรั่งตาสีฟ้า" ภายในห้องตกอยู่ในความเงียบงันชั่วอึดใจ มีเพียงเสียงเข็มนาฬิกาตั้งโต๊ะสไตล์ยุโรปที่ดังติ๊กต่อกๆ สม่ำเสมอ หลินจื่อเวยมิได้ตอบในทันที นางหลุบตาลงมองลวดลายดอกเบญจมาศบนจอกชา พลางใช้ความคิดอย่างรวดเร็ว สมองของอดีตราชครูหญิงประมวลผลข้อมูลทางภูมิศาสตร์ เศรษฐกิจ และยุทธวิธีสงครามในยุคเปลี่ยนผ่านนี้อย่างไร้ที่ติ นางรู้ดีว่าการจะรับมือกับภัยคุกคามจากภายนอก ผสมผสานกับความเน่าเฟะของขุนนางฝ่ายในและอำนาจมืดขององค์ชายรองที่จ้องจะโค่นล้มบัลลังก์ ไม่สามารถใช้กำลังทหารเข้าห้ำหั่นได้เพียงอย่างเดียว แต่ต้องใช้ 'อุตสาหกรรม' เป็นเกราะกำบัง และใช้ 'กฎหมาย' เป็นคมดาบ "ท่านแม่ทัพต้องการเพียงแค่ชนะศึก... หรือต้องการครอบครองชัยชนะที่ยั่งยืนเล่าคะ?" หลินจื่อเวยเงยหน้าขึ้นสบตาเขาตรงๆ แววตาดำขลับคู่นั้นเปล่งประกายความเด็ดเดี่ยวเจิดจ้าจนสวี่เฟิงถึงกับนิ่งงัน "หมายความว่าอย่างไร?" "หากเรายังคงพึ่งพาการสั่งซื้อเหล็กกล้าและดินประสิวจากต่างชาติ เราก็เป็นเพียงสุนัขที่รอให้เขาโยนกระดูกให้เท่านั้น สิ่งที่เราต้องทำมิใช่แค่การซื้อปืนไฟ แต่เป็นการสร้างโรงงานหล่อปืนของเราเอง... ปฏิรูปกองทัพด้วยวิทยาการ พร้อมๆ กับการจัดระเบียบภาษีที่ดินของพวกขุนนางฉ้อฉลเพื่อเป็นทุนรอน" นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าทรงพลังอำนาจจนน่าทึ่ง "และเพื่อการนั้น ท่านแม่ทัพจำเป็นต้องมีพันธมิตรที่รู้ทันเกมในวังหลัง... เช่นข้าค่ะ" สวี่เฟิงจ้องมองนางเนิ่นนาน ราวกับเพิ่งค้นพบสมบัติล้ำค่าที่ถูกซ่อนไว้ใต้กองเถ้าถ่านแห่งยุคสมัย ความรู้สึกชื่นชมและยำเกรงระคนกันก่อตัวขึ้นในอกอย่างห้ามไม่อยู่ ชายหนุ่มยกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มจางๆ ที่หาดูได้ยากยิ่ง "ตกลง... ข้าจะสนับสนุนเจ้าทุกอย่างในราชสำนัก" สวี่เฟิงเอ่ยพร้อมกับยื่นมือหนาออกไปหมายจะกุมมือเรียวของนางเพื่อเป็นการทำสัญญา ทว่า ในวินาทีที่ปลายนิ้วของทั้งสองกำลังจะสัมผัสกัน เสียงเคาะประตูดังปึงปังอย่างเร่งรีบก็ทำลายบรรยากาศลง พร้อมกับเสียงรายงานตื่นตระหนกของขันทีประจำตำหนักที่ดังลอดเข้ามาจากด้านนอก "ท่านกุนซือ! แย่แล้วพ่ะย่ะค่ะ! มีราชโองการด่วนจากพระพันปีหลวง... ทรงมีรับสั่งให้เรียกตัวท่านเข้าเฝ้า ณ ตำหนักในทันที โดยมี... องค์ชายรองและราชทูตต่าง国 ร่วมรออยู่ด้วยพ่ะย่ะค่ะ!" ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางข้ามเวลามาสู่วังวนแห่งเกมอำนาจนี้ด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
สารจากนักเขียน (ส้มหวานมิติลับ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือวังหลวงในยุคอุตสาหกรรมรุ่งโรจน์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%