กลิ่นอายของยาเส้นฉุนกานต์ผสมกับความชื้นแฉะของโคลนตม ลอยอวลอยู่เบื้องหน้าของหลินจื่อเวยราวกับม่านหมอกพิษในค่ายกลแปดทิศ เสียงกระแทกไม้เท้าหัวมังกรทองเหลืองลงบนพื้นกระดานเรือนพักแรม ดังสะท้อนก้องกังวานขับเน้นความตึงเครียดในอากาศให้พุ่งสูงขึ้นถึงขีดสุด
"หลินจื่อเวย... เจ้าเป็นเพียงสตรีพลัดถิ่น เหตุใดจึงกล้าอาจหาญถึงเพียงนี้!"
เสียงคำรามแหบพร่าแต่ทรงอำนาจของ "เฉินกุ้ย" หัวหน้าหมู่บ้านผู้ทรงอิทธิพลดังขึ้น พร้อมกับสายตาดุดันที่กวาดมองเครื่องจักรกลไอน้ำขนาดเล็กขัดเงาวับ ที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางห้องโถง มันคือผลงานชิ้นเอกชิ้นแรกของนาง—กี่ทอผ้าจักรกลที่ขับเคลื่อนด้วยแรงดันไอน้ำ ซึ่งถูกสร้างขึ้นเพื่อปลดแอกชาวบ้านจากการถูกขูดรีดแรงงาน แต่กลับกลายเป็นหนามยอกอกของเหล่าผู้มีอำนาจเก่าผู้สูญเสียผลประโยชน์
จื่อเวยมิได้สะดุ้งสะเทือน นางยังคงนั่งอยู่เบื้องโต๊ะไม้สักเก่าคร่ำคร่า มือเรียวขาวราวหยกสลักบรรจงใช้พู่กันขนกระต่ายแตะน้ำหมึกสีชาอย่างเชื่องช้า ท่าทีสงบนิ่งราวนางพญาผู้ครองบัลลังก์ ทำให้เฉินกุ้ยรู้สึกราวกับตนเป็นเพียงตัวตลกที่กำลังเต้นเร้นอยู่เบื้องหน้าสตรีผู้นี้
"ใต้เท้าเฉินใช้คำว่า 'อาจหาญ' เกินไปกระมังเพคะ" จื่อเวยเอ่ยขึ้น น้ำเสียงราบเรียบ ไพเราะเยือกเย็นดั่งสายน้ำฤดูใบไม้ร่วง แต่กลับบาดลึกถึงขั้วหัวใจ "สิ่งที่ข้าทำ มิใช่การท้าทายอำนาจของผู้ใด หากแต่เป็นการทวงคืน 'ความเป็นธรรม' ให้แก่ผืนแผ่นดินที่ท่านเคยสูบเลือดสูบเนื้อมาเนิ่นนาน"
"สามหาว!" เฉินกุ้ยตบโต๊ะเสียงดังสนั่น ใบหน้าอูมบวมแดงก่ำด้วยความโกรธเกรี้ยว "เจ้าเด็กเมื่อวานซืน คิดว่ามีกองกำลังของท่านอ๋องหนุนหลังแล้วจะทำอะไรตามอำเภอใจได้งั้นหรือ? สัญญาเช่าที่ดินแปลงนี้ระบุชัดเจนว่าผลผลิตครึ่งหนึ่งต้องเป็นของสภาหมู่บ้าน เครื่องจักรกลอัปมงคลของเจ้านี่กำลังทำลายวิถีชีวิตดั้งเดิม!"
"วิถีชีวิตดั้งเดิม หรือว่า... ระบอบการรีดไถที่ท่านใช้สูบเลือดชาวบ้านจนผอมโซกันแน่เพคะ?"
จื่อเวยเงยหน้าขึ้น ดวงตาดอกท้อคู่นั้นฉายแววคมกริบดั่งใบมีดซ่อนในแพรไหม นางวางพู่กันลงอย่างแผ่วเบา เสียงกระทบเบาๆ นั้นกลับทรงพลังราวกับเสียงอสุนีบาตในใจของคู่สนทนา ยุค 70-80 ในมิตินี้ไม่ได้มีเพียงแค่ความล้าหลังของชนบท แต่ยังเต็มไปด้วยเล่ห์กลการเมืองท้องถิ่นที่เน่าเฟะ นางผ่านการเชือดเฉือนในราชสำนักมานับไม่ถ้วน เล่ห์เหลี่ยมของตาแก่บ้านนอกผู้นี้ จึงเป็นเพียงคลื่นใต้น้ำที่นางมองทะลุปรุโปร่งตั้งแต่รอยยิ้มแรก
ในขณะที่บรรยากาศกำลังระอุถึงขีดสุด เงาร่างสูงใหญ่ในชุดคลุมสีดำสนิทของ "สวี่เฟิง" ก็ก้าวเข้ามาจากประตูหลัง ความกดดันอันน่าสะพรึงกลัวแผ่ซ่านออกมาจากตัวเขาราวกับพายุคราม นายทหารหนุ่มผู้เยือกเย็นดุร้ายปานพยัคฆ์ร้ายแห่งชายแดน ปราบสายตาคมกริบมองเฉินกุ้ยด้วยความรังเกียจเดียดฉันท์ รัศมีอำนาจกดดันระดับแม่ทัพทำเอาเฒ่าเฉินถึงกับเข่าอ่อนทรุดฮวบลงครึ่งหนึ่ง
"ท่าน... ท่านอ๋อง..." เฉินกุ้ยหน้าซีดเผือก เหงื่อกาฬไหลโทรมกาย
สวี่เฟิงมิได้เอวาจาใด เขาเพียงแต่เดินเข้าไปยืนเคียงข้างหลินจื่อเวยอย่างปกป้อง ไหล่กว้างใหญ่ทอดเงาทาบทับร่างบอบบางแต่มั่นคงของนาง กลิ่นอายบุรุษเพศอันดุดันผสมผสานกับความอ่อนโยนที่เขามีให้นางเพียงผู้เดียว ทำให้จื่อเวยรู้สึกถึงความอบอุ่นที่แผ่ซ่านเข้ามาในหัวใจ
"เจ้าบอกว่าเครื่องจักรนี้อัปมงคลอย่างนั้นหรือ?" สวี่เฟิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงต่ำทุบกระดูก ดุจเสียงคำรามของสัตว์ร้ายในถ้ำลึก "แต่ข้ากลับเห็นว่า มันกำลังจะผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์และเสื้อผ้าหนาสำหรับกองทัพชายแดนในฤดูหนาวนี้ได้มากกว่าแรงงานโง่ๆ ของเจ้าเป็นร้อยเท่า หากผู้ใดขัดขวางความเจริญของแผ่นดิน... ผู้นั้นย่อมมีโทษสถานเดียวคือ 'ประหาร'"
คำว่าประหารก้องกังวานไปทั่วเรือนไม้ เฉินกุ้ยตัวสั่นเทาจนแทบไม่เหลือมา1ด์ของผู้มีอิทธิพลท้องถิ่น เขาพยายามอ้าปากจะเถียง แต่สายตาที่สวี่เฟิงใช้มองเขานั้น ราวกับกำลังมองมดปลวกตัวหนึ่งที่พร้อมจะถูกบดขยี้ให้แหลกคามือได้ทุกเมื่อ
จื่อเวยยกยิ้มมุมปากเล็กน้อย นางเอื้อมมือไปแตะแขนเสื้อของสวี่เฟิงเบาๆ เป็นสัญญาณห้ามปรามไม่ให้เขาลงมือรุนแรงเกินกว่าเหตุ ความฉลาดของนางคือการเล่นงานศัตรูด้วยกฎหมายและหลักฐาน มิใช่กำลังทหารเพียงอย่างเดียว
"ใต้เท้าเฉิน... ข้าให้โอกาสท่านเลือกอีกครั้ง" จื่อเวยเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าทรงอำนาจยิ่งกว่าเดิม "ระหว่างลงชื่อในสละสิทธิ์การเก็บภาษีซ้ำซ้อน และร่วมมือกับโรงงานอุตสาหกรรมไอน้ำนี้เพื่อความรุ่งเรืองของหมู่บ้าน... กับการให้ท่านอ๋องตรวจสอบบัญชีลับการทุจริตย้อนหลังสิบปีของตระกูลท่าน ท่านคิดว่า... ทางเลือกใดจะทำให้ท่านได้นอนหลับสบายกว่ากันในยามค่ำคืนนี้?"
ความเงียบงันเข้าปกคลุมชั่วขณะ เฉินกุ้ยหน้าซีดเผือกจนเขียวคล้ำ เขารู้ดีว่าบัญชีลับนั้นหากตกถึงมือของท่านอ๋อง ตระกูลเฉินของเขามิใช่แค่ล่มสลาย แต่คงไม่เหลือแม้แต่เศษกระดูกฝังกลบ
ทว่า ในวินาทีที่เฒ่าเฉินกำลังจะเอ่ยปากยอมจำนนด้วยความจำใจนั้นเอง เสียงฝีเท้าเร่งรีบและเสียงเคาะเกราะไม้ไผ่ของทหารยามหน้าประตูก็แผดเสียงดังลั่นแหวกความเงียบขึ้นเสียก่อน
"กราบGูลท่านอ๋อง! กุนซือหลิน! มี... มีพระราชโองการด่วนจากเมืองหลวง ส่งตรงถึงมือท่านอ๋องโดยประทับตราหยกชาดโลหิตพญาราชสีห์พ่ะย่ะค่ะ!"
สวี่เฟิงขมวดคิ้วมุ่นทันที พระราชโองการประทับตราหยกชาดโลหิตพญาราชสีห์ เป็นสิ่งที่จะถูกใช้ก็ต่อเมื่อเกิดเหตุการณ์พลิกแผ่นดินหรือภัยพิบัติระดับชาติเท่านั้น
จื่อเวยหันไปสบตากับสวี่เฟิง แววตาคู่คมของนางไหววูบเป็นประกายด้วยความระแวงสงสัย เกมการเมืองในราชสำนักกำลังเคลื่อนไหวอีกครั้ง และดูเหมือนว่า... มันพุ่งเป้ามาที่ความรุ่งโรจน์ของอุตสาหกรรมไอน้ำที่พวกเขากำลังสร้างขึ้นอย่างแน่นอน
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางข้ามเวลามาสู่วังวนแห่งเกมอำนาจนี้ด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
กุนซือวังหลวงในยุคอุตสาหกรรมรุ่งโรจน์•ตอนที่ 5
สายลมแห่งการเปลี่ยนแปลง
ผลงานโดย ส้มหวานมิติลับ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ส้มหวานมิติลับ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือวังหลวงในยุคอุตสาหกรรมรุ่งโรจน์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!