"หากข้ายังเห็นกระสอบข้าวสารเหล่านี้ถูกกองสุมไว้ในลอมฟางอย่างไร้ระเบียบอีกเพียงคราเดียว โทษทัณฑ์ที่ท่านจะได้รับคงมิใช่แค่การถูกตัดเบี้ยหวัดรายเดือน แต่คือการเนรเทศออกนอกเขตอำนาจของกองทัพ"
เสียงตวาดห้วนสั้นราวกับเสียงเหล็กกระทบกันในความหน็บหนาวของลานกว้างดังขึ้น ทว่าหลินจื่อเวยกลับมิได้สะดุ้งสะเทือนแม้แต่น้อย นางเพียงปรายหางตามองไปยังนายกองผู้ควบคุมเสบียงที่กำลังหน้าซีดเผือด ค่อยๆ ใช้นิ้วเรียวยาวดึงชายแขนเสื้อผ้าแพรต่วนสีนวลของตนให้เข้าที่อย่างใจเย็น อาภรณ์ที่นางสวมใส่วันนี้เป็นชุดรัดกุมสไตล์สตรีชนชั้นสูงแห่งยุคอุตสาหกรรมผสมผสานความประณีตแบบราชสำนักโบราณ ตัวเสื้อคลุมปักลายเมฆมงคลด้วยดิ้นเงินสะท้อนแสงไฟตะเกียงน้ำมันก๊าดวับวาม ขับเน้นให้เรือนร่างระหงดูสง่างามน่าเกรงขามยิ่งขึ้น
ในยุคสมัยที่กลิ่นอายของเครื่องจักรไอน้ำกำลังคืบคลานเข้ามาแทนที่วิถีเกษตรกรรมแบบดั้งเดิม หมู่บ้านชายแดนแห่งนี้กลับต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์ขาดแคลนเสบียงอย่างรุนแรง ข้าวสารที่ควรถูกจัดสรรอย่างทั่วถึงกลับถูกกักตุนและรั่วไหลไปสู่พ่อค้าคนกลางอย่างไร้ระบบระเบียบ จื่อเวยซึ่งทะลุมิติมาพร้อมกับความทรงจำอันแม่นยำของอดีตราชครูหญิงผู้กุมอำนาจการบริหารจัดการในวังหลวง จึงไม่ยอมนิ่งดูดายให้นโยบายการคลังต้องพังทลายลงด้วยน้ำมือของพวกฉ้อฉลเหล่านี้เด็ดขาด
"ท่านนายกอง... ท่านกำลังใช้อารมณ์ตัดสินปัญหามากกว่าระบบนะคะ" จื่อเวยเอ่ยขึ้น น้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบคมราوهاคมมีดที่ซ่อนอยู่ในฝักแพรไหม นางก้าวเดินเข้าไปใกล้กองกระสอบข้าวสารที่เรียingรายอย่างลวกๆ พลางกวาดสายตาสำรวจตัวเลขและรอยประทับตราบนกระสอบด้วยความรวดเร็ว
สวี่เฟิงที่ยืนกอดอกพิงเสาไม้สักทองของโรงเก็บเสบียง มองดูท่าทีของหญิงสาวด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดา นายทหารหนุ่มผู้เยือกเย็นและดุดันดุจพญาเสือแห่งค่ายทหาร นัยน์ตาคมกริบคู่นั้นมักจะมองโลกผ่านกฎเหล็กและความรุนแรง ทว่ายามเมื่อสายตาตกลงบนร่างบางที่กำลังพลิกสมุดบัญชีด้วยท่าทีสงบนิ่ง หัวใจที่ด้านชาของเขากลับไหววูบอย่างประหลาด นางช่างแตกต่างจากสตรีในห้องหอทั่วไปโดยสิ้นเชิง ท่ามกลางกลิ่นอายดินปืนและควันจากโรงงานอุตสาหกรรมยุคใหม่ หลินจื่อเวยกลับเปล่งประกายความเย่อหยิ่งทระนงราวกับหงส์ฟ้าที่พลัดถิ่นลงมาสู่แดนโคลนตม
"ระบบอันใดของเจ้าเล่า แม่นางหลิน?" สวี่เฟิงเอ่ยถามเสียงทุ้มต่ำ ก้าวเท้ายาวๆ เข้ามาหยุดยืนเบื้องหลังนาง ระยะห่างระหว่างทั้งสองใกล้ชิดจนจื่อเวยสามารถสัมผัสได้ถึงไออุ่นระอุจากกายแกร่งและกลิ่นอายบุรุษที่ปะปนกับกลิ่นสนิมเหล็ก "ชาวบ้านกำลังจะอดตายอยู่รอมร่อ ข้าใช้กำลังทหารกดดันให้พ่อค้าคายเสบียงออกมา ยังจะเร็วกว่าการมานั่งกางสมุดบัญชีบ้าๆ นี่เสียอีก"
"ความรุนแรงแก้ปัญหาได้เพียงชั่วคราว แต่วิทยาการจัดการต่างหากที่จะรักษาเสถียรภาพไปชั่วกัลปสาน" จื่อเวยหันกลับมาสบตาเขา ดวงตากลมโตคู่นั้นเด็ดเดี่ยวและไร้ความหวาดกลัวต่ออำนาจเบ็ดเสร็จของท่านแม่ทัพแม้แต่น้อย "ท่านลองมองดูสมุดบัญชีเล่มนี้สิคะ... การกระจายเสบียงแบบเดิมอาศัยเพียงความพึงพอใจของผู้มีอำนาจ ผลลัพธ์คือการรั่วไหลและการผูกขาด ข้าจะใช้ 'ระบบปันส่วนแบบโควตาอุตสาหกรรม' ที่ใช้ในวังหลวงมาปรับใช้ที่นี่ ทุกครัวเรือนจะมี 'ป้ายโลหะตอกโค้ดลับ' สำหรับแลกเปลี่ยนข้าวสารตามจำนวนสมาชิกและหยาดเหงื่อที่พวกเขาทำงานในโรงงาน ไม่มีการลัดคิว ไม่มีการกักตุน และที่สำคัญ..."
นางหยุดเว้นจังหวะเล็กน้อย ปลดปิ่นปักผมหยกขาวชิ้นงามลงมาเคาะเบาๆ บนโต๊ะไม้เพื่อดึงดูดสมาธิของทุกคนรอบข้าง
"...ผู้ใดที่ฝ่าฝืนโค้ดลับนี้ จะไม่สามารถเบิกเสบียงจากคลังกลางได้อีกตลอดกาล"
ความเงียบเข้าปกคลุมบริเวณโรงเก็บเสบียงชั่วขณะ นายกองและเหล่าทหารเสบียงต่างพากันกลืนน้ำลายลงคอด้วยความยากลำบาก วิธีการของนางมิใช่การลงทัณฑ์ด้วยการโบยตี แต่เป็นการตัดวงจรชีวิตของพวกทุจริตผ่านตัวเลขและระบบระเบียบที่ไร้ความปรานี ซึ่งน่ากลัวยิ่งกว่าคมดาบเสียอีก
สวี่เฟิงหรี่ตาลงเล็กน้อย มุมปากหนากระตุกขึ้นเป็นรอยยิ้มจางๆ ที่หาได้ยากยิ่ง เขายื่นมือหนาออกไปหยิบสมุดบัญชีในมือของนางขึ้นมาพลิดูคร่าวๆ ก่อนจะหัวเราะในลำคอด้วยความขบขันแกแกมทึ่ง
"เจ้าช่าง... ร้ายกาจเสียจริงนะ" สวี่เฟิงโน้มใบหน้าเข้าไปกระซิบใกล้ใบหูของนาง จนเส้นผมสีดำสนิทของทั้งสองคลอเคลียกัน ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดลาดไหล่เนียน "ใช้กฎเกณฑ์มาควบคุมคนนับพันโดยไม่ต้องเปื้อนเลือดแม้แต่หยดเดียว สอนข้าบ้างสิ... แม่นางหลิน ว่าในใจของเจ้ายังมีช่องว่างให้บุรุษผู้ใช้อำนาจดิบเถื่อนเช่นข้าแทรกตัวเข้าไปได้อีกหรือไม่"
จื่อเวยใจกระตุกวูบ แต่นางยังคงรักษาความเยือกเย็นไว้ภายใต้ใบหน้าที่นิ่งสงบ นางเบี่ยงตัวหลบเล็กน้อยอย่างสง่างาม ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย "ท่านอ๋องโปรดสำรวมด้วยค่ะ หน้าที่บริหารจัดการบ้านเมืองยังไม่ลุล่วง ข้าไม่มีเวลามาใส่ใจเรื่องเรี่ยวแรงของบุรุษหรอกนะคะ"
ทว่า ก่อนที่สวี่เฟิงจะได้เอ่ยคำใดโต้ตอบ เสียงฝีปากม้าควบตะบะอย่างเร่งรีบก็ดังแหวกอากาศเข้ามาใกล้ลานกว้างเสียก่อน ฝุ่นตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ ทหารม้าลาดตระเวนผู้หนึ่งกระโดดลงจากหลังม้าอย่างทุกลักทุเล ชุดเกราะชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อและคราบโคลน เขาพุ่งตรงเข้ามาคุกเข่าต่อหน้าสวี่เฟิงด้วยท่าทีตื่นตระหนกจนตัวสั่นเทา
"เรียนท่านอ๋อง! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!" ทหารนายนั้นละล่ำละลักรายงาน เสียงหอบหายใจกระชั้นชิด "คลังเสบียงหลวงสาขาใหญ่ที่เมืองหลวง... ถูกไฟไหม้เสียหายทั้งหมดเมื่อคืนนี้! และ... และในที่เกิดเหตุ พบราชโองการลับฉบับใหม่ที่ส่งตรงจากพระหัตถ์ขององค์จักรพรรดิ สั่งปลดท่านจากการควบคุมกองกำลังทั้งหมดทันที!"
สวี่เฟิงชะงัก รังสีอำมหิตแผ่ซ่านออกจากร่างสูงใหญ่ในทันที บรรยากาศรอบตัวลดฮวบลงจนหนาวเยือกราวกับตกลงไปใน hallow ของน้ำแข็ง
จื่อเวยหันขวับกลับมามองหน้าทหารม้าผู้นั้น ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย สมุดบัญชีในมือร่วงหล่นลงสู่พื้นดินอย่างไร้ซุ่มเสียง ในขณะที่สมองอันปราดเปรื่องของนางกำลังคำนวณหมากตานี้อย่างรวดเร็ว—ไฟไหม้คลังเสบียงพร้อมกับราชโองการปลดฟ้าผ่า... นี่มิใช่เรื่องบังเอิญอย่างแน่นอน แต่มันคือการเปิดฉากสงครามการเมืองครั้งใหม่ที่เดิมพันด้วยชีวิต และเป้าหมายที่แท้จริงของพวกมัน... อาจไม่ใช่ตัวสวี่เฟิง แต่คือตัวนางเอง
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางข้ามเวลามาสู่วังวนแห่งเกมอำนาจนี้ด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
กุนซือวังหลวงในยุคอุตสาหกรรมรุ่งโรจน์•ตอนที่ 4
กลยุทธ์ปันส่วนข้าวสาร
ผลงานโดย ส้มหวานมิติลับ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ส้มหวานมิติลับ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือวังหลวงในยุคอุตสาหกรรมรุ่งโรจน์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!