กุนซือวังหลวงในยุคอุตสาหกรรมรุ่งโรจน์•ตอนที่ 3

สวี่เฟิง นายทหารผู้ไร้ใจ

ผลงานโดย ส้มหวานมิติลับ
กลิ่นอับชื้นของกระสอบข้าวสารชั้นดีผสมผสานกับกลิ่นไอน้ำมันเครื่องจักรไอน้ำที่เพิ่งนำเข้าจากตะวันตก คลุ้งตลบอบอวลอยู่ภายใต้ความมืดสลัวของคลังเสบียงหลวงหมายเลขสาม แสงไฟจากตะเกียงพายุสั่นไหววับแวมตามแรงลมที่ลอดผ่านช่องหน้าต่างเหล็กดัด สรรพเสียงรอบกายเต็มไปด้วยความโกลาหลอลหม่าน เสียงฝีเท้าหนักอึ้งนับร้อยคู่เหยียบย่ำลงบนพื้นไม้สนกระดาน เสียงคำรามสั่งการด้วยน้ำเสียงก้าวร้าว และเสียงโลหะกระทบกันดังสนั่นหวั่นไหว บ่งบอกถึงวิกฤตการณ์ที่กำลังคุกรุ่นอยู่เบื้องหน้า หลินจื่อเวยก้าวเท้าหลบหลีกกองลังไม้สักที่บรรจุเฟืองจักรกลทองเหลืองอย่างเงียบเชียบ อาภรณ์แพรต่วนสีครามเข้มปักลายเมฆมงคลด้วยดิ้นเงินขยับไหวตามจังหวะการเคลื่อนกาย ร่างระหงภายใต้เสื้อคลุมกันหนาวขนจิ้งจอกขาวดูโดดเด่นท่ามกลางความมืดมิดและฝุ่นผง นางไม่ได้ตื่นตระหนกต่อเหตุการณ์ปล้นสะดมคลังเสบียงที่ถูกจัดฉากขึ้นนี้แม้แต่น้อย ดวงตาคู่คมดั่งหงส์กวาดตามองความเสียหายเบื้องหน้าอย่างพิจารณา สมองอันปราดเปรื่องประมวลผลทิศทางลม จำนวนคนร้าย และร่องรอยการตัดเฉือนของกุญแจทองเหลืองที่ถูกงัดแงะ ทุกอย่างล้วนเป็นแผนการสกปรกของขุนนางฝ่ายอัครเสนาบดีผู้ต้องการทำลายเสบียงสำรองของกองทัพพิทักษ์อุดร "ระวัง!" เสียงทุ้มต่ำตึงเครียดดังขึ้นพร้อมกับเงาร่างมหึมาที่พุ่งวาบผ่านหน้า นางยังไม่ทันได้ขยับตัว แขนแกร่งดั่งคีมเหล็กก็คว้าเข้าที่เอวบางแล้วดึงรั้งเข้าหาแผงอกกว้างตามสัญชาตญาณ แรงปะทะทำให้กลิ่นอายบุรุษเฉพาะตัว—กลิ่นอายของสนิมดาบ ดินปืน และความเย็นยะเยือกของสนามรบ—โชว์เข้าจมูกทันที ฉึบ! ลูกธนูอาบยาพิษดอกหนึ่งปักเข้ากับลังไม้ด้านหลังที่นางเพิ่งยืนอยู่เมื่อครู่ ขนนกสีดำสนิทสั่นระริก ปลายลูกธนูมีคราบน้ำพิษสีม่วงเข้มส่งกลิ่นเหม็นไหม้อย่างน่าสะพรึงกลัว หลินจื่อเวยเงยหน้าขึ้นสบตาCับเจ้าของอ้อมแขนนั้น ท่ามกลางความชุลมุนและแสงไฟสลัว นางพบว่าตนเองกำลังเผชิญหน้ากับบุรุษผู้ได้ชื่อว่าเป็น "เทพสงครามไร้ใจ" แห่งค่ายทหารรุดหน้า สวี่เฟิง... นายทหารหนุ่มผู้กุมอำนาจกองกำลังทหารราบปืนใหญ่ ใบหน้าคมคายราวกับสลักจากหินผา ริมฝีปากหยักลึกเม้มแน่นเป็นเส้นตรง ดวงตาคู่คมกริบดั่งเหยี่ยวทมิฬมองนางด้วยความเย็นชาและระแวงแค้น ระ2 องศาความนิ่งงันระหว่างคนทั้งสองราวกับโลกหยุดหมุนไปชั่วขณะ "แม่นางหลิน... ช่างบังเอิญเสียจริง หรือท่านเป็นหนอนกระทำการณ์อยู่ในเงามืดกันแน่?" สวี่เฟิงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแหบต่ำ เยียบเย็น จนคนฟังรู้สึกราวกับถูกเข็มนับพันเล่มทิ่มแทง ชายหนุ่มไม่ได้คลายอ้อมแขนออก ตรงกันข้าม เขากลับกดกระชับวงแขนให้แน่นขึ้นเมื่อหน่วยซุ่มโจมตีบนคานไม้ด้านบนเริ่มขยับตัวเตรียมยิงชุดที่สอง สัมผัสจากฝ่ามือหนาที่แนบอยู่บนเอวบางผ่านเนื้อผ้าหนาให้ความรู้สึกมั่นคงอย่างประหลาด ทว่าแววตาของเขากลับปราศจากความอ่อนโยน มีเพียงความระแวงสงสัยที่ซ่อนภายใต้ความนิ่งสงบ หลินจื่อเวยไม่ดิ้นรน นางเพียงยกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบาที่ยากจะคาดเดา ดวงตาคู่หงส์จ้องลึกเข้าไปในดวงตาดุร้ายของเขาโดยไม่หลบเลี่ยงแม้แต่น้อย ความกล้าหาญและความนิ่งสงบของผู้หญิงตัวเล็กๆ คนนี้ ทำให้แม่ทัพผู้ผ่านศึกมาโชกโชนถึงกับชะงักไปชั่วขณะ "ท่านแม่ทัพสวี่ สายตาอันแหลมคมของท่านมักใช้มองหาศัตรูในที่มืด... จนลืมมองความจริงที่อยู่ตรงหน้าหรืออย่างไร?" น้ำเสียงหวานใสกังวานราบบệnhไร้ความหวาดกลัวดังขึ้น ท่ามกลางเสียงโกลาหล "หากข้าเป็นหนอนบ่อนไส้จริง ไยต้องมายืนให้ท่านใช้ร่างหนาๆ ของท่านบังลูกธนูพิษให้เล่า?" สวี่เฟิงแค่น "ฮึ" ในลำคอ รอยยิ้มเยาะหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากหยัก "ใครจะรู้... บางทีนี่อาจเป็นละครฉากใหญ่ที่ท่านกับพวกกบฏร่วมมือกันจัดฉาก เพื่อซื้อความไว้วางใจจากเป้าหมายที่เป็นข้าก็เป็นได้" "ท่านคิดว่าข้ามีเวลาว่างมาเล่นละครฉากตบตาเด็กอมมือเช่นนี้หรือ?" หลินจื่อเวยเอ่ยสวนกลับทันควัน น้ำเสียงเฉียบคมราวกับใบมีดที่เคลือบด้วยน้ำผึ้ง "สบตากับข้าสท่านแม่ทัพ แล้วใช้สมองอันชาญฉลาดของท่านคิดดูให้ดี... เสบียงชุดนี้ถูกเผาไปสามส่วน แต่คลังลับใต้ดินที่เก็บดินปืนอุตสาหกรรมรุ่นใหม่ยังปลอดภัยดี หากคนร้ายต้องการทำลายกองทัพพิทักษ์อุดรจริง ไยไม่เลือกจุดไฟที่คลังดินปืนเล่า?" คำพูดของนางราวกับสายฟ้าแลบแปล๊บลงกลางใจสวี่เฟิง ดวงตาคมกริบหรี่ลงเล็กน้อย เขากวาดตามองรอบกายอย่างรวดเร็ว แล้วตระหนักได้ทันทีว่าจุดที่คนร้ายพยายามโจมตีไม่ใช่การทำลายเสบียง แต่เป็นการ "เบี่ยงเบนความสนใจ" ให้คนพุ่งเป้ามาที่คลังข้าว เพื่อปกปิดการลักลอบขโมยแปลนเครื่องจักรไอน้ำรุ่นที่สามที่เพิ่งส่งมาจากเบื้องบนต่างหาก! สวี่เฟิงก้มมองสตรีในอ้อมแขนด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไปจากเดิม ความหวาดระแวงถูกแทนที่ด้วยความทึ่งและความระมัดระวังในตัวตนของนาง หญิงสาวนางนี้ไม่เพียงแต่มีความรู้เรื่องพิชัยสงคราม ทว่ายังมีสายตาดั่งเหยี่ยวที่มองทะลุปรุโปร่งยิ่งกว่านายทหารระดับสูงหลายคนในกองทัพ "ท่านฉลาดเกินไปแล้ว... หลินจื่อเวย" สวี่เฟิงกระซิบชิดริมหูของนาง ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดลาดไหล่ระหง ทำให้หัวใจของกุนซือสาวที่เคยด้านชาต่อความรักถึงกับกระตุกวูบอย่างห้ามไม่อยู่ "ขอบพระคุณที่ชมเจ้าค่ะ... แต่ตอนนี้ หากท่านยังไม่ยอมปล่อยมือจากเอวของข้า เกรงว่าพวกเราคงจะได้เป็นคู่รักร่วมวิญญาณใต้กองเพลิงนี้จริงๆ เสียแล้ว" นางกล่าวกลั้วเสียงหัวเราะเบาๆ แม้สถานการณ์จะคับขันเพียงใด ทว่า ในวินาทีที่สวี่เฟิงกำลังจะเอ่ยปากตอบโต้ เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับร้อยก็ดังกระหน่ำเข้ามาล้อมรอบคลังเสบียง พร้อมกับแสงคบเพลิงสว่างจ้าที่สาดส่องเข้ามาจนแสบตา เงาร่างหนึ่งก้าวออกมาจากแถวทหารด้วยท่าทีนิ่มนวลแต่แฝงด้วยความอำมหิต รอยยิ้มเยือกเย็นปรากฏบนใบหน้าขององค์ชายสามผู้ถือราชโองการลับในมือ "จับกุมตัวกุนซือหลินและแม่ทัพสวี่ ข้อหาสมรู้ร่วมคิดกับกองกำลังกบฏแคว้นเหนือ!" ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางข้ามมิติเวลามาสู่วังวนแห่งเกมอำนาจนี้ด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
สารจากนักเขียน (ส้มหวานมิติลับ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือวังหลวงในยุคอุตสาหกรรมรุ่งโรจน์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%