กลิ่นอายจางๆ ของหมึกจีนชั้นดีผสมผสานกับกลิ่นอับชื้นของกระดาษโบราณ ลอยอบอวลอยู่ภายในห้องหนังสือลับหลังเรือนพำนัก ปลายพู่กันขนกระต่ายป่าในมือเรียวบางจรดลงบนกระดาษสาเนื้อหยาบอย่างมั่นคง เส้นสายตัวอักษรที่ตวัดลงไปนั้นคมกริบดั่งคมดาบ สะท้อนถึงจิตใจที่มิได้หวั่นไหวไปตามกาลเวลาที่บิดผัน หลินจื่อเวยกวาดสายตามองบันทึกโบราณเล่มเก่าที่เพิ่งค้นพบจากซอกลับของชั้นไม้จันทน์หอม แผ่นกระดาษแต่ละแผ่นบอกเล่าเรื่องราวของ ‘หลินจื่อเวย’ คนก่อน สตรีผู้ถูกตราหน้าว่าเป็นเพียงเบี้ยตัวหนึ่งในเกมการเมืองอันโสมمของวังหลวง แต่ทว่า... เมื่อดวงตาคู่คมกวาดอ่านบันทึกหน้าสุดท้าย รอยยิ้มเยาะหยันก็ผุดขึ้นที่มุมปากอย่างแผ่วเบา
"ที่แท้... ความตายของเจ้ามิใช่เพราะโรคภัยไข้เจ็บ หากแต่เป็นพิษสุราจันทร์เพ็ญที่ถูกปรุงขึ้นอย่างประณีตเพื่อปิดปากพยานปากสำคัญ"
เสียงพึมพำลอดผ่านริมฝีปากที่เคลือบด้วยชาดสีแดงสดแผ่วเบา ทว่าแววตากลับเปล่งประกายความเยือกเย็นดุจน้ำแข็งพันปี ในโลกยุค 70-80 ที่เทคโนโลยีอุตสาหกรรมกำลังเริ่มคืบคลานเข้ามาแทนที่วิถีชีวิตดั้งเดิม พร้อมๆ กับคลื่นใต้น้ำของการแย่งชิงอำนาจในตระกูลใหญ่และราชสำนัก ร่างใหม่นี้ไม่ได้มีเพียงแค่ความอ่อนแอให้คนย่ำยี หากแต่จิตวิญญาณภายในคืออดีตราชครูผู้เคยพลิกแผ่นดินมาแล้ว
เสียงฝีเท้าหนักแน่นมั่นคงดังขึ้นที่หน้าประตูเรือน ปลุกสติของนางให้หลุดจากห้วงความคิด สวี่เฟิงก้าวเข้ามาในห้องโดยไม่รอให้บ่าวไพร่ขานรับ ร่างสูงสง่าในชุดนายทหารยศสูงระფายกลิ่นอายของสนามรบและควันดินปืนจางๆ ดวงตาคมกริบคู่นั้นกวาดมองเอกสารกระจัดกระจายบนโต๊ะ ก่อนจะหยุดนิ่งอยู่ที่ใบหน้าอันงดงามแต่เยียบเย็นของสตรีตรงหน้า
"ดึกดื่นป่านนี้แล้ว เหตุใดยังไม่พักผ่อน เล่ห์เหลี่ยมของคนสกุลหลินยังไม่น่ากลัวเท่าสุขภาพของเจ้าในยามนี้หรอกนะ"
น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นด้วยความระคนห่วงใยที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความเข้มงวด สวี่เฟิงก้าวเข้ามาใกล้ ปลายสายตาสังเกตเห็นบันทึกเก่าในมือเรียว นิ้วแกร่งยื่นออกไปหมายจะดึงมันมาดู แต่นางกลับชักมือหลบอย่างรวดเร็ว พร้อมกับเงยหน้าขึ้นสบตาเขาตรงๆ
"ท่านอ๋องทรงก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวของข้าเกินไปกระมังคะ" หลินจื่อเวยเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่าแฝงความเฉียบคม "หรือเกรงว่าบันทึกเล่มนี้ จะเปิดเผยความลับบางอย่างที่ท่านพยายามซ่อนไว้ภายใต้หน้ากากผู้พิทักษ์กฎระเบียบ?"
มุมปากของนายทหารหนุ่มกระตุกขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มที่หาได้ยากยิ่งปรากฏบนใบหน้าคมคาย เข้มข้นและอันตราย สวี่เฟิงโน้มตัวลงมาจนใบหน้าอยู่ห่างกันเพียงคืบ ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับพวงแก้มเนียนนุ่มของนาง "เจ้าช่างระแวดระวังตัวเสียจริง... แต่จำไว้ หลินจื่อเวย ในเกมกระดานนี้ เจ้าเป็นหมากตัวเดียวที่ข้าไม่มีวันยอมให้ผู้ใดมาทำลาย แม้แต่ตัวเจ้าเองก็ไม่มีสิทธิ์ทำร้ายตัวเองเช่นกัน"
บรรยากาศภายในห้องหนังสือพลจึงตึงเครียดขึ้นมาทันตาเห็น ความเงียบงันเข้าปกคลุมชั่วขณะ มีเพียงเสียงหัวใจที่เต้นระรัวอยู่ภายในอกของทั้งสองฝ่าย ไม่ใช่ด้วยความหวาดกลัว แต่เป็นเพราะแรงดึงดูดอันตรายระหว่างนักวางแผนผู้เยือกเย็นและแม่ทัพผู้ดุร้าย
ทว่า ก่อนที่หลินจื่อเวยจะได้กล่าววาจาใดเพื่อโต้แย้ง เสียงเคาะประตูด้านนอกก็ดังขึ้นสามครั้งติดต่อกันอย่างเร่งรีบ ตามด้วยเสียงรายงานขององครักษ์เงาที่สั่นเครือ
"ท่านอ๋อง! นายหญิง! มี... มีราชโองการลับส่งตรงจากห้องพระเครื่อง ทรงโปรดให้ตรวจสอบด่วนพะยะค่ะ!"
สวี่เฟิงขมวดคิ้วมุ่นทันที เขายืดตัวตรงอย่างสง่างาม สายตาคมกริบหันกลับมามองสตรีตรงหน้าซึ่งเวลานี้ดวงตากลับพราวระยับด้วยประกายแห่งความท้าทาย นางค่อยๆ วางบันทึกเล่มเก่าลงบนโต๊ะ ช้าๆ และมั่นคง
มือเรียวยาวเอื้อมไปหยิบกล่องไม้สนแกะสลักที่บ่าวเพิ่งนำเข้ามาวางไว้บนโต๊ะ นางเปิดฝากล่องออกด้วยท่าทีสุขุมนุ่มลึก ด้านในมิใช่ราชโองการกระดาษสาธรรมดา หากแต่เป็นหยกประจำตัวขององค์ชายรองที่เปื้อนคราบโลหิตแห้งกรัง พร้อมกับจดหมายฉบับสั้นที่เขียนด้วยลายมืออันคุ้นเคย—ลายมือของคนที่ควรจะตายไปในเหตุการณ์เพลิงไหม้เมื่อสามปีก่อน!
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางข้ามมิติเวลามา ณ ที่นี้นะคะ
กุนซือวังหลวงในยุคอุตสาหกรรมรุ่งโรจน์•ตอนที่ 2
บันทึกเล่มเก่ากับความทรงจำที่หายไป
ผลงานโดย ส้มหวานมิติลับ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ส้มหวานมิติลับ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือวังหลวงในยุคอุตสาหกรรมรุ่งโรจน์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!