กลิ่นอับชื้นของฟางข้าวเก่าและกลิ่นโคลนสาบควายไม่ใช่สิ่งที่ราชครูหญิงแห่งแคว้นฉินควรจะได้กลิ่นเป็นสิ่งแรกหลังจากการตายของนาง
หลินจื่อเวยขยับเปลือกตาที่หนักอึ้งดั่งถูกถ่วงด้วยตะกั่ว ภายในอกข้างซ้ายเจ็บแปลบราวกับมีเข็มนับพันเล่มทิ่มแทง ร่างกายนี้มิใช่ร่างอันคุ้นเคยที่สวมอาภรณ์แพรต่วนปักดิ้นทองหรืออาบไล้ด้วยกลิ่นกำยานหอมกรุ่น หากแต่เป็นเนื้อตัวที่ผอมโซจนเห็นโครงกระดูก ผิวเนื้อหยาบกร้านจากการตรากตรำกลางแดดลม และที่สำคัญที่สุด... ความทรงจำอันแปลกประหลาดราวกับภาพลวงตาของโลกอีกใบที่เต็มไปด้วยตึกสูงเสียดฟ้า เหล็กกล้าพ่นควันสีเทา และผู้คนที่แต่งกายด้วยชุดประหลาด กำลังหลั่งไหลเข้าสู่สมองของนางราวกับน้ำป่าหลาก
"นังตัวดี! นอนอู้ฟู่ทำเป็นใกล้ตายอยู่ได้ ลุกขึ้นมาเดี๋ยวนี้! ถ้าถางหญ้าแปลงนี้ไม่เสร็จก่อนตะวันตกดิน วันนี้มึงก็ไม่ต้องกินข้าว!"
เสียงแหลมสูงบาดหูพร้อมกับแรงกระชากที่หัวไหล่อย่างรุนแรง ทำให้หลินจื่อเวยต้องฝืนลืมตาขึ้นมอง ภาพเบื้องหน้าคือสตรีวัยกลางคนร่างท้วม สวมชุดผ้าหยาบสีตุ่น ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธเกรี้ยว นางคือ ‘นางเฒ่าเฉิน’ ป้าสะใภ้ใจร้ายแห่งหมู่บ้านหลิวฮวา ในร่างของเด็กสาวชาวนาวัยสิบเจ็ดปีที่ชื่อแซ่เดียวกัน
จื่อเวยไม่ได้แสดงอาการหวาดกลัวหรือร้องไห้ฟูมฟายเช่นเด็กสาวชาวบ้านทั่วไป สติปัญญาอันเฉียบคมที่เคยใช้พลิกตำราพิชัยสงครามและวางหมากสะท้านบัลลังก์มาแล้ว กลับทำงานอย่างรวดเร็วดั่งติดสปริง นางกวาดสายตาคมกริบราวกับเหยี่ยวสำรวจรอบกายกระท่อมร้างพังมิเป็นท่า แผ่นดินแห้งแล้ง และร่องรอยอารยธรรมที่ผสมผสานระหว่างความล้าหลังของยุคเกษตรกรรมและความเจริญกุหลาบเหล็กของยุคอุตสาหกรรมที่เพิ่งเริ่มต้นก่อตัวในอีกมิติหนึ่ง
นี่มิใช่ความฝัน และนางไม่ได้ตาย... นางเพียงแต่ ‘ร่วงหล่น’ ลงมาในห้วงภวังค์แห่งกาลเวลาที่บิดเบี้ยว
"ท่านป้า..." เสียงของนางแห้งผากราวกับกระดาษทราย แต่แววตากลับเยือกเย็นจนอีกฝ่ายถึงกับผงะ ถอยหลังไปก้าวหนึ่งโดยไม่รู้ตัว "ข้าเพิ่งฟื้นไข้ หากเร่งรีบใช้งานข้าจนเกินควร เกรงว่าตระกูลเฉินของท่าน คงจะต้องเสียเงินค่าโลงศพให้ข้าเป็นแน่"
"ฮึ! ยังมีปากมีเสียงนะนังเด็กเหลือขอ!" นางเฒ่าเฉินถ่มน้ำลายลงพื้นด้วยความหมั่นไส้ ก่อนจะยื่นมือมาหมายจะหยิกเนื้อที่ต้นแขนของนางเพื่อสั่งสอน
ทว่า หลินจื่อเวยไวกว่า มือเรียวผอมบางที่สั่นเทาคว้าจับข้อมือของอีกฝ่ายไว้ได้อย่างแม่นยำ จุดชีพจรบนข้อมือถูกกดลงด้วยน้ำหนักพอเหมาะจนนางเฒ่าเฉินร้องอุทานออกมาด้วยความเจ็บปวด ใบหน้าบิดเบี้ยวเหี่ยวย่นด้วยความตกตะลึง นางไม่เข้าใจว่าเหตุใดเด็กสาวที่เคยอ่อนแอและยอมให้รังแกมาตลอด ถึงมีสายตาที่เฉียบคมดั่งคมดาบที่พร้อมจะปลิดชีพคนได้เช่นนี้
"จำไว้..." จื่อเวยโน้มตัวเข้าไปกระซิบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาแต่ก้องกังวานในโสตประสาท ราวกับเสียงกกระซิบของมัจจุราช "ข้าในยามนี้ มิใช่คนที่พวกท่านจะรังแกได้ตามอำเภอใจอีกต่อไปแล้ว หากยังไม่อยากให้ตระกูลเฉินต้องพินาศย่อยยับด้วยน้ำมือข้า จงไสมือออกไปให้พ้นหน้า"
แรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวที่แผ่ออกมาจากร่างผอมโซนั้น ทำให้ป้าสะใภ้ถึงกับหน้าถอดสี สะบัดมือหนีด้วยความหวาดกลัว วิ่งหนีเตลิดเปิดเปิงออกไปจากบริเวณนั้นราวกับเห็นผีสาง
หลินจื่อเวยถอนหายใจยาวเหยียด นางพยุงร่างอันอ่อนปวกเปียกของตนเองลุกขึ้นยืน กวาดสายตามองไปเบื้องหน้า ท้องฟ้าสีครามเข้มเริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้มอมแดง ยุคสมัยที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของควันไฟจากโรงงานอุตสาหกรรมและการแย่งชิงอำนาจในราชสำนักกำลังรอให้นางไปก้าวข้าม
ทันใดนั้นเอง เสียงฝีเท้าม้าควบตะบึงอย่างเร่งรีบก็ดังขึ้นจากทางถนนดินลูกรังเบื้องหน้า ฝุ่นตลบอบولอบขึ้นสู่ท้องฟ้า ขบวนรถม้าหรูหราที่ประดับประดาด้วยตราสัญลักษณ์ประจำกองทัพพยัคฆ์ทมิฬแล่นตรงมาหยุดลงที่หน้าหมู่บ้านอัน The ป่ายรกร้างแห่งนี้
ม่านผ้าไหมสีดำสนิทถูกเปิดออกเผยให้เห็นรองเท้าหนังปักด้ายทอง และชายอาภรณ์สีเข้มปักลายเมฆาอันประณีต ร่างสูงสง่าในชุดจอมทัพก้าวลงมาจากรถม้า แววตาคมกริบดุจพญาอินทรีย์กวาดมองรอบบริเวณ ก่อนจะมาหยุดนิ่งอยู่ที่ร่างของหญิงสาวชาวนาเนื้อตัวมอมแมมที่ยืนอยู่ริมทาง
นั่นคือ ‘สวี่เฟิง’ ท่านอ๋องผู้เยือกเย็นและดุร้ายแห่งบูรพาทิศ ผู้ที่ผู้คนต่างหวาดกลัว แต่วินาทีนี้ สายตาคมปลาบของเขากลับจ้องมองตรงมาที่นาง ราวกับเสือร้ายที่พบเหยื่ออันถูกใจในดินแดนรกร้าง
หัวใจของหลินจื่อเวยกระตุกวูบ เกมการเมือง เกมอำนาจ และห้วงเสน่หาอันลึกล้ำกำลังจะเริ่มต้นขึ้น ณ เบื้องหน้านี้แล้ว
ก่อนที่นางจะได้เอื้อนเอวาคำใด สวี่เฟิงก็สาวเท้าเข้ามาประชิดตัว กลิ่นอายบุรุษเพศอันทรงพลังโชยปะทะนาสิก ปลายนิ้วแข็งแกร่งเอื้อมขึ้นเชยคางนางขึ้นสบตาอย่างถือวิสาสะ
"เจ้า... คือผู้ใดกันแน่?" สวี่เฟิงเอמהถามเสียงทุ้มต่ำ เยียบเย็น จนสั่นสะท้านไปถึงขั้วหัวใจ พร้อมกันนั้น เสียงซุ่มซ่อนของกองกำลังลับรอบด้านก็ขึ้นลำกล้องอาวุธปืนไฟยุคใหม่พร้อมเหนี่ยวไกใส่ทุกเมื่อ หากนางขยับตัวผิดแม้แต่นิดเดียว!
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางข้ามมิติเวลามา ณ ที่นี้นะคะ
กุนซือวังหลวงในยุคอุตสาหกรรมรุ่งโรจน์•ตอนที่ 1
ห้วงภวังค์แห่งกาลเวลา
ผลงานโดย ส้มหวานมิติลับ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ส้มหวานมิติลับ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือวังหลวงในยุคอุตสาหกรรมรุ่งโรจน์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!