กลิ่นหอมกรุ่นของชาไป๋ฮ่าวอYิน (เข็มเงินสวรรค์) ที่ลอยอวลอยู่เบื้องหน้า ไม่สามารถกลบกลิ่นอายความตึงเครียดที่แทรกซึมอยู่ทุกอณูอากาศภายในห้องหนังสือลับของจวนอ๋องได้เลยค่ะ บนโต๊ะไม้จันทน์แดงสลักลายวิจิตร กองกระดาษร่างแบบเครื่องจักรไอน้ำและบัญชีวัตถุดิบถูกกางสลับทับซ้อนกันราวกับสนามรบขนาดย่อม
หลินจื่อเวยในอาภรณ์ปักลายหงส์บินสีมุกประดับขอบขนจิ้งจอกสีขาวบริสุทธิ์ นางกำลังใช้ปลายนิ้วเรียวงามดั่งหยกสลัก หมุนถ้วยกระเบื้องเคลือบสีไข่ไก่เล่นอย่างช้าๆ สายตาคมปลาบจับจ้องอยู่ที่ตัวเลขต้นทุนและอัตราการผลิตผ้าไหมอุตสาหกรรมที่เพิ่งส่งตรงมาจากโรงงานทอผ้าทางใต้
ความผิดพลาดเพียงน้อยนิดในกระบวนการหมักเส้นใยด้วยสารเคมีสูตรใหม่ ทำให้ผ้าล็อตใหญ่เกิดรอยด่างพร้อย หากนำออกสู่ตลาดในนามสินค้าพรีเมียมของตระกูลหลิน ชื่อเสียงที่นางเพียรสร้างมาแรมปี ย่อมป่นปี้ในชั่วข้ามคืน... และนั่นคือสิ่งที่พวกขุนนางฝ่ายตรงข้ามกำลังรอคอยเพื่อเหยียบย่ำให้จมดิน
“เจ้ากำลังใช้ความคิดจนเส้นผมสีหมึกเส้นนั้นเกือบจะพันกันยุ่งเหยิงอยู่แล้วนะ จื่อเวย”
เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจที่คุ้นเคยดังขึ้น พร้อมกับร่างสูงใหญ่ในชุดฉลองพระองค์สีดำสนิทปักลายมังกรทองดิ้นเงิน สวี่เฟิงก้าวเข้ามาอย่างไร้ซุ่มเสียง ดวงตาคมกริบดุจพญาอินทรีคู่นั้นกวาดมองเอกสารบนโต๊ะแวบหนึ่ง ก่อนจะหยุดอยู่ที่ใบเนียนนุ่มที่ฉายแววครุ่นคิดอย่างลึกซึ้งของหญิงสาว
เขายื่นมือหนาออกไปรินน้ำชาเติมลงในถ้วยให้นางอย่างเบามือ สัมผัสจากปลายนิ้วที่แตะโดนหลังมือของนางเล็กน้อยทำให้อุณหภูมิในห้องราวกับจะอุ่นขึ้นมาถนัดตา
“หม่อมฉันกำลังคิดว่า... การที่เราจะพลิกวิกฤตครั้งนี้ให้กลายเป็นโอกาสในการยกระดับมาตรฐานการผลิต เราจำเป็นต้องอาศัย ‘มือ’ และ ‘สายตา’ ที่เฉียบคมที่สุดในกองทัพของท่านอ๋องค่ะ” จื่อเวยเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แววตาของนางไม่มีความหวาดหวั่น มีเพียงประกายแห่งความเด็ดเดี่ยวและเจ้าเล่ห์เล็กๆ ที่ทำให้สวี่เฟิงมุมปากกระตุกขึ้นเล็กน้อยด้วยความเอ็นดู
“เจ้าหมายถึงใคร? กองทัพของเปิ่นหวางมีแต่พวกโ쪽โลหิตกระหายสงคราม จะไปรู้เรื่องการเย็บปักถักร้อยหรือการควบคุมคุณภาพเส้นใยผ้าได้อย่างไรกัน” สวี่เฟิงเลิกคิ้วหนาขึ้นเล็กน้อย ทรุดกายลงนั่งบนเก้าอี้ไม้แกะสลักฝั่งตรงข้ามโดยไม่ละสายตาไปจากใบหน้าหวานล้ำที่สะท้อนแสงตะเกียง
“หาใช่พวกทหารเลวไม่เพคะ แต่เป็นนายกองหน่วยสำรวจและตรวจสอบยุทโธปกรณ์ต่างหาก... สวี่เฟิง ท่านคงไม่ลืมกระบวนการตรวจสอบเกราะเหล็กกล้าของกองทัพหรอกกระมัง? ความละเอียดรอบคอบระดับที่สามารถมองหาตำหนิขนาดเท่าเมล็ดงาบนแผ่นเหล็กหนาเจ็ดชั้น นั่นคือสิ่งที่หม่อมฉันต้องการในเวลานี้”
จื่อเวยโน้มตัวเข้าไปใกล้โต๊ะอีกนิด กลิ่นกายหอมหวานละมุนละไมดั่งดอกเหมยยหมอกโชยปะทะนาสิกของท่านอ๋องผู้เยือกเย็น ทำให้หัวใจที่ด้านชาต่ออำนาจและสงครามของเขากระตุกวูบอย่างห้ามไม่อยู่
“เจ้ากำลังจะดึงเอาหน่วยตรวจอาวุธที่ขึ้นตรงต่อกองทัพหลวง มาเป็นผู้ตรวจสอบคุณภาพโรงงานทอผ้าและเครื่องจักรไอน้ำของเจ้าอย่างนั้นหรือ? หากเหล่าเสนาบดีในราชสำนักรู้เข้า พวกเขาคงหาว่าเปิ่นหวางใช้อำนาจทหารแทรกแซงกิจการพาณิชย์เป็นแน่” สวี่เฟิงกล่าวเตือนด้วยน้ำเสียงจริงจัง ทว่าแววตากลับพราวระยับด้วยความทึ่งในความกล้าได้กล้าเสียของนาง
“ใครว่าเป็นการแทรกแซงเล่าเพคะ? หม่อมฉันจะให้ทางหอการค้าหลวงออกประกาศแต่งตั้งให้หน่วยงานนี้เป็น ‘คณะกรรมการรับรองมาตรฐานอุตสาหกรรมหลวง’ เสียเลยสิเพคะ”
รอยยิ้มบางเบาแต่เปี่ยมด้วยชั้นเชิงปรากฏขึ้นที่มุมปากของจื่อเวย “ในเมื่อยุคสมัยเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรม กฎเกณฑ์การค้าก็ต้องก้าวตามให้ทัน การมีทหารตรวจอาวุธมาประทับตรา ‘ผ่านเกณฑ์คุณภาพ’ บนม้วนผ้าไหม ยิ่งเป็นการสร้างความน่าเชื่อถือระดับสูงสุด ไม่มีพ่อค้าคนใดกล้าปฏิเสธ และไม่มีขุนนางคนใดกล้าหาญพอที่จะกล่าวหาว่าสินค้าของราชสำนักไร้คุณภาพอีกต่อไป”
สวี่เฟิงจ้องมองหญิงสาวตรงหน้าเนิ่นนาน ราวกับต้องการจะทะลวงเข้าไปในห้วงความคิดอันซับซ้อนของนาง สตรีผู้นี้ช่างน่ากลัว... นางไม่ได้มองแค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่นางกำลังวางรากโครงสร้างอำนาจทางเศรษฐกิจใหม่ทั้งหมดโดยใช้มือของเขาเป็นเครื่องมืออย่างแนบเนียน และที่สำคัญที่สุด... เขายินยอมตกหลุมพรางที่นางขุดล่อไว้นี้อย่างเต็มใจ
“เจ้ามันนางจิ้งจอกน้อยเจ้าเล่ห์” สวี่เฟิงเอ่ยเสียงพร่า มือหนายื่นออกไปไล้ปอยผมที่เคลียแก้มเนียนของนางอย่างแผ่วเบา “แต่อย่าลืมว่า การดึงเปิ่นหวางเข้ามาพัวพันในเกมนี้ เจ้าจะต้องจ่ายค่าตอบแทนให้สาสมนะ จื่อเวย”
“ท่านอ๋องทรงต้องการสิ่งใดจากหม่อมฉันอีกเล่าเพคะ? ทุกวันนี้ทรัพย์สินและมันสมองของหม่อมฉันเกือบจะตกเป็นของท่านหมดอยู่แล้ว” นางเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงทีเล่นทีจริง ทว่าดวงตากลับไหวระริก
“เปิ่นหวางไม่ได้ต้องการสิ่งของนอกกาย...” สวี่เฟิงโน้มใบหน้าเข้าไปกระซิบชิดริมหีบฝีปากบางของนาง เสียงทุ้มต่ำนั้นแหบพร่าและเต็มไปด้วยแรงปรารถนาอันร้อนแรงที่ซ่อนเร้น “เปิ่นหวางต้องการคำสัญญา... ว่าไม่ว่าเจ้าจะเดินหมากกระดานใด เจ้าจะไม่ยอมปล่อยมือจากเปิ่นหวางเด็ดขาด”
ในเสี้ยววินาทีที่จื่อเวยกำลังจะอ้าปากเอ่ยคำตอบ บรรยากาศอันเงียบงันและอบอวลด้วยความเสน่หาภายในห้องก็ต้องถูกกระชากด้วยเสียงฝีเท้าเร่งรีบและเสียงเคาะประตูรัวเร็วจากด้านนอก
“ท่านอ๋อง! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!” เสียงของขันทีสนองพระโอษฐ์หน้าห้องดังแทรกเข้ามาด้วยความตื่นตระหนก “มีราชโองการด่วนจากท้องพระโรง... ฝ่าบาททรงมีรับสั่งให้ตรวจสอบบัญชีและโรงงานอุตสาหกรรมทั้งหมดของตระกูลหลินทันทีในคืนนี้ โดยมี... เสนาบดีหลี่เป็นผู้คุมสอบสวนพ่ะย่ะค่ะ!”
สวี่เฟิงผุดลุกขึ้นยืนทันที รังสีสังหารแผ่ซ่านออกจากร่างสูงใหญ่ดุจพญาเสือตื่นจากจำศีล ดวงตาคู่นคมกริบวาวโรจน์ด้วยความโกรธเกรี้ยว ขณะที่จื่อเวยยังคงนั่งนิ่งสงบ ทว่าแววตาทอประกายเย็นเยียบดั่งน้ำแข็งพันปี นางค่อยๆ หลุบตาลงมองถ้วยชาที่ยังคงมีไอความร้อนลอยกรุ่นอยู่เบื้องหน้า...
เกมรุกของฝ่ายตรงข้ามรวดเร็วกว่าที่คาดคิดนัก แต่ทว่า... หมากตานี้ พวกมันเดินเร็วกเกินไปเสียแล้ว
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงบทนี้ด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
กุนซือวังหลวงในยุคอุตสาหกรรมรุ่งโรจน์•ตอนที่ 12
แผนซ้อนแผน
ผลงานโดย ส้มหวานมิติลับ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ส้มหวานมิติลับ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือวังหลวงในยุคอุตสาหกรรมรุ่งโรจน์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!