"แผนการเชื่อมโยงเส้นทางการค้ากับเมืองหลวงและหัวเมืองเหนือ หากยังใช้วิธีขนส่งทางเกวียนเช่นบรรพบุรุษ เกรงว่าผลผลิตจากโรงงานจักรกลไอน้ำที่เราเพิ่งริเริ่ม จะกลายเป็นขยะขึ้นสนิมก่อนจะทันถึงมือพ่อค้าคนกลางเสียด้วยซ้ำเพค่ะ"
เสียงกังวานใสดุจไข่มุกกระทบจานหยกเอ่ยขึ้น ท่ามกลางความเงียบงันของห้องโถงรับรองจวนอ๋อง หลินจื่อเวย ในชุดคลุมผ้าไหมปักลายเมฆสีครามเข้ม ขับเน้นให้ผิวพรรณผุดผ่องราวน้ำนม ทว่าแววตากลับคมกริบดั่งใบมีดที่ซ่อนอยู่ในฝัก นางกำลังกางแผนที่ผืนใหญ่ที่ทำจากหนังสัตว์ชั้นดีลงบนโต๊ะไม้จันทน์หอม แผนที่นั้นมิใช่แผนที่ภูมิประเทศธรรมดา แต่ถูกแต้มด้วยหมึกสีแดงและดำระบุเส้นทางรถไฟจำลองและท่าเรือขนส่งอุตสาหกรรมที่นางเพิ่งร่างขึ้นด้วยมันสมองอันปราดเปรื่อง
สวี่เฟิง ที่นั่งอยู่หัวโต๊ะฝั่งตรงข้าม ปลดชุดเกราะเหล็กสีดำสนิทออกเหลือเพียงชุดคลองซานสีเข้มเรียบง่าย ดวงตาคมกริบดุจพญาอินทรีย์หรี่ลงมองผืนผ้าตรงหน้าอย่างพิจารณา บุคลิกเคร่งขรึมดุดันและกลิ่นอายอำนาจกดดันผู้คนแผ่ซ่านรอบกาย ทว่ายามที่เขามองสตรีตรงหน้า แววตานั้นกลับอ่อนแสงลงอย่างประหลาด
"เจ้าต้องการตัดผ่านหุบเขาอวี้หลง..." สวี่เฟิงเอ่ยเสียงทุ้มต่ำราวเสียงคำรามของพยัคฆ์ยามค่ำคืน "ที่นั่นเป็นเขตอิทธิพลของตระกูลหลี่ ขุนนางเก่าแก่ที่จงรักภักดีต่อองค์รัชทายาท การจะนำรางเหล็กและเครื่องจักรไอน้ำรุกล้ำเข้าไป เท่ากับการประกาศสงครามกลายๆ ในราชสำนัก"
จื่อเวยแย้มยิ้มบางเบา รอยยิ้มที่งดงามหยาดเยิ้มปานบุปผาแรกแย้ม ทว่าแฝงไว้ด้วยพิษสงที่พร้อมปลิดชีพผู้คน นางรินชาอุ่นลงในจอกหยกขาวด้วยกิริยาช้าๆ อย่างผู้ถือไพ่เหนือกว่า
"ประกาศสงครามอันใดกันเพค่ะท่านอ๋อง... หม่อมฉันมิได้จะไปแย่งชิงดินแดน แต่จะไป 'มอบความมั่งคั่ง' ต่างหากเล่า" จื่อเวยเลื่อนจอกชาไปตรงหน้าบุรุษผู้กุมอำนาจกองทัพ นิ้วเรียวดุจลำเทียนสัมผัสกับขอบจอกแผ่วเบา "ตระกูลหลี่ขึ้นชื่อเรื่องความโลภในทรัพย์สินเงินทอง และเกลียดชังความยากจนยิ่งกว่าสิ่งใด หากเราเปลี่ยนจาก 'การยึดครอง' เป็น 'การร่วมทุน' โดยให้พวกเขาถือหุ้นใหญ่ในเส้นทางรถไฟสายแรกนี้ ท่านคิดว่าสุนัขที่หิวโหยจะปฏิเสธเนื้อชิ้นโตที่ลอยมาถึงปากหรือเพค่ะ?"
สวี่เฟิงนิ่งงันไปชั่วขณะ ปลายนิ้วหนาสัมผัสจอกชาที่นางส่งให้ ความอบอุ่นจากไอชาซึมซาบเข้าสู่ผิวเนื้อ ทว่าความอบอุ่นที่แท้จริงกลับมาจากสติปัญญาของสตรีผู้นี้ หญิงสาวในชุดโบราณผู้เข้าใจกลไกทุนนิยมและเศรษฐศาสตร์สมัยใหม่อย่างทะลุปรุโปร่ง นางไม่เพียงแต่ใช้เล่ห์กลในเรือนหลัง แต่กำลังชักใยเศรษฐกิจของแผ่นดินให้อยู่ในอุ้งมือ
"เจ้าช่าง... ร้ายกาจยิ่งนัก" สวี่เฟิงแค่นหัวเราะในลำคอ แววตาลึกล้ำเต็มไปด้วยความพึงพอใจและเสน่หาที่ยากจะหักห้าม "คนเช่นเจ้า หากมิได้อยู่เคียงข้างข้า เกรงว่าแผ่นดินนี้คงปั่นป่วนจนหาความสงบมิได้"
"หม่อมฉันเพียงทำเพื่อความอยู่รอดของพวกเราเพค่ะ" จื่อเวยสบตาเขาตรงๆ นัยน์ตาทั้งสองคู่ประสานกันราวกับมีประกายไฟแห่งความเข้าใจและพันธะสัญญาอันลึกซึ้งผูกพันไว้ "การเชื่อมโยงการค้ากับเมืองใหญ่คือหัวใจสำคัญ หากเศรษฐกิจในมือเราแข็งแกร่ง ต่อให้องค์รัชทายาทหรือฮ่องเต้จะทรงพิโรธเพียงใด ก็มิอาจขยับเขยื้อnเราได้ เพราะรากเหง้าของอำนาจที่แท้จริงในยุคอุตสาหกรรมนี้ มิได้อยู่ที่ปลายดาบ... แต่อยู่ที่กระเป๋าเงินของราษฎรและพ่อค้าทั่วหล้าต่างหาก"
บรรยากาศในห้องโถงเงียบสงบลงชั่วขณะ เหลือเพียงเสียงลมหายใจและเสียงตะเกียงน้ำมันที่ไหววับ สวี่เฟิงกำลังจะเอ่ยปากตอบรับแผนการอันแยបคายนี้ ทว่าพลันนั้น เสียงฝีเท้าเร่งรีบราวกับเหยียบย่างบนเปลวไฟก็ดังขึ้นที่หน้าประตู ตามมาด้วยเสียงเคาะประตูสามครั้งรวดตามรหัสลับฉุกเฉิน
ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!
"ท่านอ๋อง! กุนซือหลิน! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!"
เสียงขององครักษ์เงาตงไห่ดังลอดเข้ามา น้ำเสียงสั่นเครือเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกจนผิดวิสัย สวี่เฟิงขมวดคิ้วมุ่นทันที วางจอกชาลงบนโต๊ะด้วยความรุนแรงจนของเหลวหกกระเซ็น
"เข้ามา มีเรื่องอันใด!"
ประตูห้องโถูกผลักเปิดออกอย่างแรง ตงไห่คุกเข่าลงกับพื้นด้วยท่าทางหอบหายใจ ใบหน้าซีดเผือดราวกับกระดาษ ในมือถือม้วนกระดาษสีชาดประทับตราประทับลัญจกรหงส์ทอง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์เด็ดขาดจากตำหนักในของพระนางซูไทเฮา
"ราช... ราชโองการลับจากไทเฮาพ่ะย่ะค่ะ..." ตงไห่กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองคนทั้งสองด้วยแววตาหวาดหวั่น "มีพระบัญชาด่วนให้ท่านอ๋องนำกำลังพลครึ่งหนึ่งถอนออกจากหัวเมืองเหนือทันที... และ... และมีรับสั่งให้จับกุมตัวกุนซือหลิน ในข้อหา 'สมคบคิดกับต่างแคว้นและใช้มนต์ดำบ่อนทำลายความมั่นคงของราชสำนัก' พ่ะย่ะค่ะ!"
สิ้นคำประกาศนั้น อากาศทั่วทั้งห้องโถงราวกับถูกสูบออกจนหมดสิ้น ความเยือกเย็นแผ่ซ่านจับขั้วหัวใจ สวี่เฟิงลุกพรวดขึ้นยืนจนเก้าอี้ล้มคว่ำ รังสีอำมหิตดุจพญายมแผ่พุ่งออกจากร่างของท่านอ๋องจนน่ากลัว ดวงตาคู่นคมกริบดุจสัตว์ป่ากระหายเลือดจ้องมองม้วนราชโองการในมือองครักษ์เขม็ง
ทว่าหลินจื่อเวย กลับมิได้แสดงอาการตื่นตระหนกแม้แต่น้อย นางเพียงแต่นั่งนิ่งอยู่กับที่ มุมปากหยักยิ้มขึ้นเล็กน้อยอย่างเย้ยหยัน นิ้วเรียวยังคงเคาะเบาๆ ลงบนขอบโต๊ะอย่างใจเย็น ราวกับคาดการณ์เหตุการณ์นี้ไว้ล่วงหน้าแล้ว...
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงบทนี้ด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
กุนซือวังหลวงในยุคอุตสาหกรรมรุ่งโรจน์•ตอนที่ 11
ยุทธศาสตร์พัฒนาเศรษฐกิจ
ผลงานโดย ส้มหวานมิติลับ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ส้มหวานมิติลับ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือวังหลวงในยุคอุตสาหกรรมรุ่งโรจน์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!