กลิ่นฉุนกึกของควันถ่านปนเปกับกลิ่นไหม้ของฉนวนทองแดงหลอมเหลวอบอวลอยู่ทั่วโถงปฏิบัติการ หลินจื่อเวยกวาดสายตาคมกริบมองเศษซากเครื่องจักรกefلون (Teflon) และชุดเกียร์จักรกลไอน้ำที่บิดเบี้ยวเสียหายจากแรงระเบิดย่อมๆ เมื่อยามกึ่งพุทธกาล เสื้อคลุมผ้าต่วนสีนิลปักลายเมฆมงคลขลิดดิ้นทองของนางสะท้อนกับแสงไฟสีแดงฉานจากกองเพลิงที่เพิ่งถูกดับลง คราบเขม่าสีดำที่เปื้อนอยู่ข้างแก้มขาวนวลมิได้ทำให้ความสง่าง่าของอดีตราชครูหญิงลดน้อยลงแม้แต่น้อย กลับขับเน้นให้แววตาคู่นั้นเฉียบคมดุจใบมีดที่ซ่อนอยู่ในฝักแพรไหม
"รายงานความเสียหาย..." สุเสียงหวานกังวานทว่าเย็นเยียบราวน้ำค้างแข็งเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบงันของเหล่าช่างฝีมือและทหารองครักษ์ที่ยืนคอตกด้วยความหวาดกลัว
สวี่เฟิงก้าวเท้าฉับๆ เข้ามาในกองซากปรักหักพัง ชุดเกราะหนังสีเข้มแนบกระชับกับแผ่นอกกว้างสะท้อนหยาดเหงื่อไคลจากการเร่งรุดมาตรวจสอบสถานการณ์ ดวงตาคมดุจพญาอินทรีวาวโรจน์ด้วยโทสะที่ถูกกดทับไว้ภายใต้ใบหน้าเคร่งขรึมดุดัน เขาก้มลงหยิบชิ้นส่วนกลไกที่ถูกตัดแต่งด้วยของมีคมอย่างประณีตขึ้นมาพิจารณา ก่อนจะเงยหน้าสบตากับหญิงสาว
"ไม่ใช่ อุบัติเหตุ จากการเร่งเครื่องจักรแน่นอน..." สวี่เฟิงเอ่ยเสียงต่ำลอดไรฟัน "มีคนจงใจวาง 'ดินระเบิดถ้ำมังกร' ไว้ที่จุดข้อต่อแรงดันไอน้ำ แรงระเบิดถูกคำนวณมาอย่างแม่นยำเพื่อให้โรงงานอุตสาหกรรมจักรกลหลวงแห่งนี้พังพินาศในคราเดียว... และเพื่อทำลายกำหนดส่งมอบเครื่องทอผ้าไอน้ำล็อตแรกให้กับกองทัพชายแดนเหนือ"
หลินจื่อเวยมิได้แสดงอาการตื่นตระหนก นางก้าวเข้าไปใกล้ซากเครื่องจักร เรียนิ้วเรียวภายใต้ถุงมือผ้าแพรสัมผัสรอยตัดบนเหล็กกล้าอย่างพินิจพิจารณา รอยตัดนี้เรียบเนียนและเฉียบคม... เป็นฝีมือของช่างฝีมือชั้นครู หรือไม่ก็... ฝีมือของสายลับจากตระกูลขุนนางเก่าแก่ที่สูญเสียผลประโยชน์จากการปฏิรูปอุตสาหกรรมในยุคสมัยใหม่นี้
"พวกเขาคิดตื้นเขินเกินไป..." มุมปากอิ่มระบายรอยยิ้มเยาะหยันที่ไปไม่ถึงดวงตา "คิดว่าเผาทำลายโรงงานเครื่องจักร แล้วการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจและกองทัพที่ฝ่าบาททรงหนุนหลังจะหยุดชะงักลงได้กระนั้นหรือ? ช่างเป็นพวกกบในกะลาครอบที่มองไม่เห็นกระแสธารแห่งกาลเวลา"
"เจ้าค่ะท่านกุนซือ... แต่ความเสียหายครั้งนี้ทำให้กำหนดการล่าช้าไปอย่างน้อยครึ่งเดือน ฝ่ายตระกูลซ่งและกลุ่มขุนนางสายอนุรักษ์นิยมคงกำลังเฉลิมฉลองกันอย่างสนุกสนานในห้องโถงเรือนหลังเป็นแน่" เสียงของจูเอ๋อร์ สาวใช้คนสนิทที่วิ่งหน้าตื่นเข้ามาายรายงานด้วยความร้อนรน
หลินจื่อเวยหันกลับมามองสาวใช้ แววตาอ่อนลงชั่วพริบตาก่อนจะกลับมาแข็งกร้าวเช่นเดิม นางปัดเขม่าที่หัวไหล่เบาๆ ด้วยท่าทางราวกับกำลังปัดฝุ่นละอองบนอาภรณ์ราคาแพง "ปล่อยให้พวกเขาลอยคอระเริงใจไปก่อนเถอะ ความสุขที่ได้มาจากการเหยียบย่ำผู้อื่น มักมีอายุสั้นเสมือนดอกไม้บานยามเช้าแล้วโรยราตอนสาย"
สวี่เฟิงก้าวเข้ามายืนชิดจนไอร้อนจากกายแกร่งและกลิ่นอายบุรุษแผ่ซ่านเข้ามาในระยะประชิด มือหนาเอื้อมออกไปอย่างถือวิสาสะ ปลายนิ้วหยาบกร้านจากคันศรและดาบเกลี่ยคราบเขม่าสีดำที่แก้มเนียนของนางออกอย่างเบามือที่สุด ท่าทีที่อ่อนโยนขัดกับบุคลิกเยือกเย็นดุร้ายของเขาโดยสิ้นเชิง มีเพียงสตรีตรงหน้าเท่านั้นที่ได้รับอภิสิทธิ์นี้จากท่านอ๋องผู้เหี้ยมโหด
"เจ้าระวังตัวเกินไปไหม... จื่อเวย" สวี่เฟิงกระซิบเสียงทุ้มต่ำริมหู ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับกรอบหน้าขาวผ่อง "เป้าหมายที่แท้จริงของพวกมัน อาจไม่ใช่แค่เครื่องจักรกลเหล่านี้ แต่อาจเป็นตัวเจ้า"
หลินจื่อเวยเงยหน้าขึ้นสบตาคมเข้ม ระยะห่างระหว่างทั้งสองใกล้ชิดจนได้ยินเสียงจังหวะหัวใจที่เต้นเป็นระส่ำ นางไม่ถอยหนี กลับยกมุมปากยิ้มบางเบาที่เปี่ยมด้วยเสน่ห์เย้ายวนใจ "ถ้าพวกมันกล้าลงมือในเขตพระราชฐานชั้นนอกเช่นนี้ ย่อมแสดงว่าพวกมันจนตรอกเต็มทีแล้วเพคะท่านอ๋อง... และสตรีเช่นข้า ไม่เคยเกรงกลัวสุนัขจนตรอกที่รอวันกัดตอบ"
บรรยากาศรอบกายราวกับถูกแช่แข็งด้วยความตึงเครียดที่ผสมผสานกับความเสน่หาอันลึกซึ้งที่ต่างฝ่ายต่างซ่อนไว้ภายใต้เปลือกนอกอันแข็งแกร่ง ท่ามกลางกลิ่นควันไฟและซากปรักหักพังของเทคโนโลยีแห่งยุคอุตสาหกรรม สองผู้ยิ่งใหญ่แห่งวังหลวงกำลังประสานสายตากلมกลืนกันดั่งหินผาที่ไม่มีวันสั่นคลอนต่อพายุร้าย
ทว่า ในขณะที่ความเงียบกำลังปกคลุมอยู่นั้น เสียงฝีเท้าเร่งรีบของมหาเล็กหนุ่มก็ดังแหวกอากาศเข้ามา พร้อมกับเสียงหอบหายใจโยนความจริงอันน่าตกใจลงตรงหน้า
"ท่านกุนซือ! ท่านอ๋อง! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!" มหาเล็กคุกเข่าลงแทบเท้าตัวตัวสั่นเทา "ราชโองการลับจากท้องพระโรง... มีพระบรมราชโองการด่วนที่สุด สั่งปลดท่านกุนซือจากการควบคุมดูแลโรงงานอุตสาหกรรมหลวงทั้งหมด และ... และให้ควบคุมตัวไว้เพื่อสอบสวนข้อหาทุจริตเงินงบประมาณหลวงพ่ะย่ะค่ะ!"
ดวงตาของหลินจื่อเวยหรี่แคบลงทันที รอยยิ้มเยาะหยันเมื่อครู่หายวับไป ถูกแทนที่ด้วยประกายตาดุดันเฉียบคมดุจราชครูสนามรบ นี่ไม่ใช่แค่เกมทำลายโรงงานธรรมดาเสียแล้ว... นี่คือแผนการซ้อนแผนที่ใช้กฎหมายและอำนาจราชสำนักมาบั่นคอ nàng ในคราเดียว!
สวี่เฟิงขบกรามแน่นจนสันนูนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด มือหนากำดาบข้างกายแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน บรรยากาศรอบตัวแปรเปลี่ยนเป็นความดุร้ายเย็นยะเยือกที่พร้อมจะสังหารล้างบางทุกคนที่ขวางทาง
ทว่า ท่ามกลางวิกฤตอันมืดมนและแรงกดดันที่ถาโถมเข้ามาดั่งคลื่นสึนามิ หลินจื่อเวยกลับสูดลมหายใจเข้าลึก รอยยิ้มลึกลับและมั่นใจปรากฏขึ้นบนเรียวปากงามอีกครั้ง นางเอ่ยกระซิบเบาๆ ด้วยน้ำเสียงที่เยือกเย็นและทรงพลังยิ่งกว่าเดิม
"ช่างเป็นการเดินหมากที่รวดเร็วเสียจริง... แต่พวกมันคงลืมไปว่า หมากตัวนี้ ไม่เคยยอมจำนนต่อกระดานที่ผู้อื่นเป็นคนตีเส้นไว้..."
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงบทนี้ด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
กุนซือวังหลวงในยุคอุตสาหกรรมรุ่งโรจน์•ตอนที่ 13
ศัตรูในเงามืด
ผลงานโดย ส้มหวานมิติลับ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ส้มหวานมิติลับ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือวังหลวงในยุคอุตสาหกรรมรุ่งโรจน์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!