“คุณบอกว่าเขาตายไปสามวันแล้ว แต่นี่... เขาเพิ่งจะก้าวเข้ามาขัดจังหวะเรา”
รินรดากระซิบ น้ำเสียงของเธอสั่นพร่าแต่ยังคงไว้ซึ่งความเยือกเย็นของตำรวจมือดี มือขวาของเธอวางทาบอยู่บนด้ามปืนที่พกติดตัวตามสัญชาตญาณ ขณะที่ดวงตาคู่คมจับจ้องร่างชายวัยกลางคนที่ยืนนิ่งอยู่หน้าประตู ร่างนั้นซีดเผือดราวกับสีของปูนปลาสเตอร์ ผิวหนังบริเวณลำคอมีรอยช้ำเขียวคล้ำจนเกือบดำ สภาพของเขาเหมือนคนเพิ่งถูกงมขึ้นจากก้นแม่น้ำที่เน่าเสีย
ศรัณย์ไม่ได้ตอบคำถาม เขายืนนิ่งเหมือนรูปปั้น เหรียญเงินในมือเขาร้อนจนเขาต้องกำมันแน่นจนนิ้วซีด เหรียญนั้นส่งกลิ่นไหม้จางๆ ของเนื้อเยื่อที่ถูกความร้อนแผดเผา แต่นัยน์ตาของเขา—นัยน์ตาที่คนทั่วไปมักบอกว่าไร้ความรู้สึก—กลับกำลังสั่นไหวอย่างรุนแรง
“อย่าขยับ” ศรัณย์เอ่ยด้วยน้ำเสียงต่ำแหบพร่า “เขาไม่ใช่แขกที่มาด้วยความสมัครใจ”
ชายคนนั้น—เหยื่อที่ตายไปแล้ว—ค่อยๆ เงยหน้าขึ้น ดวงตาของเขาไม่มีตาดำ มีเพียงสีขาวขุ่นมัวที่ดูว่างเปล่าและหิวกระหาย เขายกแขนที่ไร้ชีวิตขึ้น ชี้ตรงมาที่โต๊ะทำงานกลางห้อง ซึ่งมีเอกสารสำนวนคดีวางระเกะระกะอยู่
รินรดาเบนสายตาไปตามทิศทางนั้น ทันใดนั้น เธอก็สังเกตเห็นสิ่งที่น่าขนลุกยิ่งกว่าวิญญาณตรงหน้า ที่มุมโต๊ะไม้สักตัวนั้น มีคราบสีขาวขุ่นคล้ายขี้ผึ้งหรือไขมันสัตว์เปรอะเปื้อนอยู่ มันถูกเขียนขึ้นเป็นรูปร่างคล้ายอักขระโบราณที่เธอเคยผ่านตาในเอกสารคดีไสยศาสตร์เก่าๆ ของกรมตำรวจ
“ศรัณย์... นั่นมันอะไร” เธอถามพลางเดินเข้าไปใกล้ด้วยความสงสัยที่ปนไปกับความกลัว “รอยพวกนี้... มันเพิ่งถูกเขียนขึ้นใช่ไหม”
“อย่าเข้าใกล้!” ศรัณย์ตวาดเสียงดังจนรินรดาชะงักฝีเท้า “นั่นไม่ใช่แค่รอยเปื้อน แต่มันคือ ‘รอยประทับแห่งสัญญา’ คนที่ทำแบบนี้ไม่ได้ต้องการแค่ฆ่า แต่ต้องการ ‘กักขัง’ วิญญาณดวงนี้ไม่ให้ไปเกิด เพื่อใช้เป็นเบี้ยหมากในการทำพิธีบางอย่าง”
“พิธีอะไร?” รินรดาหันกลับมามองเขา สายตาของเธอเต็มไปด้วยคำถามที่เริ่มเปลี่ยนเป้าหมาย “คุณรู้ดีเหลือเกินนะศรัณย์ ทั้งวิธีการกักขัง ทั้งรอยประทับ... เหมือนกับว่าคุณเองก็คุ้นเคยกับมันอย่างดี”
ศรัณย์นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง เขาสบตากับเธอ แววตาของเขามีร่องรอยของความเจ็บปวดที่ซ่อนอยู่ลึกๆ “ผมรู้จักวิชาพวกนี้ดี เพราะคนในครอบครัวผมเป็นคนสร้างมันขึ้นมา และถ้าใครสักคนกำลังนำวิชาต้องห้ามพวกนี้มาใช้... นั่นหมายความว่า ‘ของ’ ที่ผมเคยคิดว่าทำลายไปหมดแล้ว มันยังหลงเหลืออยู่”
ในจังหวะนั้นเอง วิญญาณชายคนนั้นก็ส่งเสียงกรีดร้องที่ไม่มีเสียงออกมาจากลำคอ หน้าต่างบานใหญ่ในห้องทำงานสั่นสะเทือนอย่างแรงราวกับจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ รินรดาคว้าแว่นขยายและอุปกรณ์เก็บหลักฐานส่วนตัวออกมาอย่างรวดเร็ว เธอพยายามจับภาพคราบนั้นด้วยกล้องมือถือ แต่ทันทีที่เลนส์กล้องโฟกัสไปที่รอยประทับ หน้าจอก็ขึ้นเป็นเส้นสัญญาณรบกวนจนกลายเป็นสีดำมืดสนิท
“คุณกำลังบอกว่า... มีใครบางคนในหมู่คนของเรา ที่ใช้ไสยศาสตร์เป็นอาวุธ?” รินรดาถามพลางหันกลับมาเผชิญหน้ากับเขา “และคนคนนั้นก็อาจจะเป็นคนที่ส่งคุณมาช่วยงานคดีนี้ตั้งแต่แรก!”
ศรัณย์ไม่ตอบ เขาขยับตัวเข้าหาโต๊ะ ปัดเศษกระดาษที่วางทับรอยประทับนั้นออก ทันใดนั้น เขาก็พบสิ่งที่ทำให้เขาทั้งตัวเย็นเฉียบ ที่ก้นของรอยประทับนั้น มีเศษกระดาษชิ้นเล็กๆ ที่ถูกฉีกออกมาจากสมุดบันทึกส่วนตัวของเขาเอง ซึ่งเขาจำได้แม่นว่ามันหายไปจากกระเป๋าเสื้อตั้งแต่ตอนที่เดินเข้ามาในสำนักงานตำรวจแห่งนี้เมื่อช่วงหัวค่ำ
เขามองรินรดาด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป ความไว้เนื้อเชื่อใจที่เคยมีเริ่มสั่นคลอน “รินรดา... ใครเป็นคนอนุญาตให้คุณพาผมเข้ามาในพื้นที่หวงห้ามนี้ ใครเป็นคนมอบแฟ้มคดีนี้ให้คุณ”
รินรดานิ่งไป สายตาของเธอวูบไหว “ผู้กำกับสมศักดิ์... ทำไมหรือ?”
“สมศักดิ์ไม่ได้เป็นผู้กำกับมาสามปีแล้ว” ศรัณย์ตอบเสียงเย็น “เขาเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุตั้งแต่วันที่คดีแรกเริ่มต้นขึ้น”
เสียงเคาะประตูดังขึ้นอีกครั้ง... *ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก*
แต่ครั้งนี้ไม่ใช่เสียงจากประตูหน้า แต่มันดังมาจากตู้เสื้อผ้าไม้สักที่ตั้งอยู่มุมห้อง ซึ่งบานตู้ค่อยๆ แง้มออกช้าๆ เผยให้เห็นรอยมือสีเลือดสดที่ยังคงเปียกชื้นประทับอยู่ด้านใน และที่สำคัญที่สุด... รอยมือนั้นมีลักษณะเหมือนกับรอยนิ้วมือของศรัณย์เองราวกับแกะออกมาจากเบ้า!
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางไปในความมืดพร้อมกับผมนะครับ
เข็มทิศมองวิญญาณ
นัยน์ตามรณะ: บันทึกคดีวิญญาณอาฆาต•ตอนที่ 2
พบกันในความมืด
ผลงานโดย เข็มทิศมองวิญญาณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เข็มทิศมองวิญญาณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นัยน์ตามรณะ: บันทึกคดีวิญญาณอาฆาต นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!