กลิ่นอับชื้นของคราบน้ำมันเครื่องและกลิ่นสนิมเหล็กคละคลุ้งจนแสบจมูก ทว่าสิ่งที่บาดลึกยิ่งกว่าคือเสียงฝีเท้าที่ก้าวเข้ามาหยุดอยู่เบื้องหลังศรัณย์อย่างเงียบเชียบ
"ยินดีต้อนรับกลับบ้านนะ... ลูกศิษย์ตัวน้อยของฉัน"
น้ำเสียงนั้นนุ่มนวล ทุบทำลายความเงียบงันภายในโกดังร้างริมแม่น้ำเจ้าพระยาได้อย่างราบคาบ ศรัณย์ไม่แม้แต่จะหันกลับไปมองทันที เขายังคงยืนนิ่งอยู่เบื้องหน้าโต๊ะทำงานไม้สักเก่าคร่ำคร่า บนนั้นมีสมุดบันทึกปกหนังสีดำที่ถูกเปิดค้างไว้ หน้ากระดาษเหลืองกรอบเปรอะเปื้อนรอยเลือดแห้งกรัง เป็นลายมือของอาจารย์ผู้ล่วงลับ... หรือใครบางคนที่เขาเคยคิดว่าล่วงลับไปแล้ว
ศรัณย์สูดหายใจเข้าลึก พยายามควบคุมจังหวะการเต้นของหัวใจที่เริ่มกระหน่ำรัวไม่เป็นจังหวะ นัยน์ตาคมกริบเหลือบมองเงาสะท้อนบนกระจกหน้าต่างที่แตกเป็นรอยร้าว เงาร่างของชายวัยกลางคนในชุดสูทลำลองสีเข้มค่อยๆ ก้าวเดินออกมาจากความมืด ใบหน้าประดับรอยยิ้มอบอุ่นที่ศรัณย์เคยคุ้นเคยและให้ความเคารพมาตลอดชีวิต... รอยยิ้มของ 'ธีรภัทร' เพื่อนสนิทเพียงคนเดียวของพ่อ และเป็นผู้ถ่ายทอดวิชาอาคมสายมืดบทแรกให้แก่เขา
"ไม่คิดเลยว่าคนอย่างอาจารย์ธีรภัทร จะลดตัวลงมาเล่นละครฉากใหญ่ขนาดนี้ เพื่อต้อนรับผมกลับมา" ศรัณย์กล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบสนทนา แต่แฝงไว้ด้วยความขมขื่นที่พยายามกดทับเอาไว้
ธีรภัทรหัวנסในลำคอเบาๆ เสียงนั้นฟังดูวังเวงชอบกลท่ามกลางความเงียบงันของโกดังร้าง "ละครเหรอ? ศรัณย์... เธอต่างหากที่กำลังหลอกตัวเองมาตลอดหลายปี การปฏิเสธสายเลือด การปฏิเสธวิชาที่อยู่ในกระดูกของตัวเอง มันทำให้เธอกลายเป็นไอ้โง่ที่วิ่งตามก้นตำรวจทางเหนือ จนเกือบจะไขคดีนี้สำเร็จ... เกือบไปแล้วจริงๆ"
ในขณะเดียวกัน ห่างออกไปไม่ถึงสองกิโลเมตร ร.ต.อ.หญิง รินรดา กำลังยืนเคาะพวงมาลัยรถกระบะสายตรวจด้วยความกระวนกระวายใจ สัญญาณวิทยุสื่อสารในมือถือของเธอดับสนิทมาตั้งแต่สิบนาทีที่แล้ว หลังจากที่ศรัณย์ปลีกตัวลงจากรถเพื่อเข้ามาตรวจสอบเบาะแสในเขตก่อสร้างร้างแห่งนี้ตามลำพัง ลางสังหรณ์บางอย่างบอกเธอว่ามีบางอย่างผิดปกติ—ผิดปกติอย่างร้ายแรง
"ศรัณย์... ตอบวิทยุด้วย ศรัณย์!" รินรดาพึมพำกับความว่างเปล่า ก่อนจะตัดสินใจเหยียบ คันเร่งพุ่งตรงไปยังพิกัดสุดท้ายที่เธอเห็นสัญญาณจีพีเอสจากโทรศัพท์ของเขา
ตัดกลับมาภายในโกดัง ศรัณย์ค่อยๆ หันกลับไปเผชิญหน้ากับเพื่อนเก่าของพ่อ ดวงตาของเขาสบเข้ากับดวงตาคู่ที่เต็มไปด้วยความเยือกเย็นและอำนาจมืด ไสยเวทสายดำไม่ได้ทำให้คนแก่ลง แต่มันกัดกินวิญญาณทีละน้อยจนแววตาของธีรภัทรในยามนี้ว่างเปล่าไร้ซึ่งความเป็นมนุษย์
"ทำไมต้องเป็นอาจารย์?" ศรัณย์เอ่ยถาม คำถามที่ค้างคาอยู่ในใจตั้งแต่วันแรกที่พบศพเหยื่อรายแรก "พ่อกับแม่ผม... ก็ฝีมืออาจารย์ใช่ไหม?"
ธีรภัทรชะงักไปเล็กน้อย รอยยิ้มบนใบหน้าจางหายลงแทนที่ด้วยแววตาพึงพอใจอย่างประหลาด เขายกมือขึ้นลูบสันจมูกตัวเองตามความเคยชิน
"พวกท่านหัว Very stubborn (หัวดื้อ) เกินไป ศรัณย์ วิชามหาอุดและคาถาอาคมสายคุ้มครองตระกูลพวกนั้น ถ้าเก็บไว้กับคนที่ไม่ยอมใช้ มันก็เป็นแค่ขยะเปียกๆ ในกองเพลิง... ฉันแค่ช่วย ‘จัดระเบียบ’ มันใหม่ ให้ไปอยู่ในที่ที่ควรอยู่ และเธอก็คือทายาทคนสุดท้ายที่สมบูรณ์แบบที่สุด ที่จะใช้เปิดประตูบานนั้น"
"ประตูบานไหน?" ศรัณย์ขมวดคิ้วแน่น สัญชาตญาณเตือนภัยกรีดร้องในหัว
"ประตูที่กั้นระหว่างความเป็นและความตายยังไงล่ะ" ธีรภัทรยิ้มเหี้ยมเกรียม พลางสะบัดมือขวาเบื้องหน้า อากาศธาตุรอบตัวพลันบิดเบี้ยว ร่างของวิญญาณนับสิบตนที่ถูกพันธนาการด้วยอาคมเส้นด้ายดิบสีแดงผุดทะลักขึ้นมาจากพื้นคอนกรีต ส่งเสียงโหยหวนระงมจนแก้วหูแทบแตก และหนึ่งในนั้น... คือดวงวิญญาณของเด็กสาวผู้เคราะห์ร้ายจากคดีแรกที่ศรัณย์เคยร่วมมือกับรินรดาสืบสวน
ศรัณย์ผงถอยหลังไปหนึ่งก้าว เหงื่อกาฬไหลซึมตามไรผม วิชาที่เขาเคยเรียนรู้เพื่อปราบผี บัดนี้กำลังถูกใช้โดยผู้เป็นอาจารย์เพื่อควบคุมพวกมันเป็นกองทัพอาฆาต
"อาจารย์คิดว่าจะควบคุมพวกมันได้ตลอดรอดฝั่งเหรอ?" ศรัณย์เค้นเสียงลอดไรฟัน มือขวาแอบล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อแจ็คเก็ตเพื่อสัมผัสยันต์ทองแดงโบราณที่พ่อทิ้งไว้ให้
"ฉันไม่ได้ควบคุมพวกมัน... ฉันแค่ปล่อยให้พวกมัน ‘หิว’ เท่านั้นเอง" ธีรภัทรหัวسเสียงดังลั่น โกดังทั้งหลังสั่นสะเทือนตามแรงอาคม "และเหยื่ออันโอชะชิ้นต่อไปกำลังขับรถเข้ามาหาเราพอดี... ดูเหมือนผู้หมวดสาวคนสนิทของเธอ จะเป็นห่วงเธอมากนะ ศรัณย์"
สิ้นคำพูดนั้น หน้าจอโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนโต๊ะทำงานก็สว่างวาบขึ้น พร้อมกับข้อความภาพจากกล้องวงจรปิดหน้าโกดัง—รถกระบะของรินรดาแล่นเข้ามาจอดสนิทที่ลานจอดรถด้านนอกแล้ว!
ศรัณย์เบิกตากว้าง ความโกรธพุ่งพล่านจนเส้นเลือดที่ขมับปูดโปน เขาพุ่งตัวเข้าหาธีรภัทรทันทีด้วยความเร็วสูงสุด หวังจะใช้ยันต์ทองแดงกดผนึกอีกฝ่ายให้สิ้นเรื่อง
ทว่า... ก่อนที่มือของศรัณย์จะเอื้อมถึงตัวอาจารย์ พื้นคอนกรีตใต้ฝ่าเท้าของเขากลับยุบตัวลงกลายเป็นหลุมลึกสีดำสนิท แรงดึงดูดมหาศาลกระชากร่างของเขาลงไปในความมืด พร้อมกับเสียงหัวسเยือกเย็นที่ดังสะท้อนก้องกังวานอยู่ในห้วงความคิด
"สายไปแล้ว ศรัณย์... แกเลือกข้างผิดตั้งแต่แรกที่จะปกป้องตำรวจคนนั้น"
...รินรดาผลักประตูรถเปิดออก ลมราตรีพัดพาเอาไอเย็นเยือกพิลึกกレイเข้ามาปะทะใบหน้า ทันทีที่เธอก้าวเท้าลงเหยียบบนพื้นซีเมนต์หน้าโกดัง เสียงฝีเท้าหนักๆ หลายคู่ก็ดังล้อมรอบตัวเธอจากความมืดมิด และเมื่อเธอยกไฟฉายขึ้นส่อง สิ่งที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าไม่ใช่ศรัณย์... แต่เป็นร่างของวิญญาณนับสิบตนที่หันมามองเธอพร้อมรอยยิ้มฉีกกว้างถึงใบหู!
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางไขปริศนากับผมมาจนถึงบทนี้นะครับ
นัยน์ตามรณะ: บันทึกคดีวิญญาณอาฆาต•ตอนที่ 45
มิตรเก่าในคราบศัตรู
ผลงานโดย เข็มทิศมองวิญญาณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เข็มทิศมองวิญญาณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นัยน์ตามรณะ: บันทึกคดีวิญญาณอาฆาต นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!