นัยน์ตามรณะ: บันทึกคดีวิญญาณอาฆาต•ตอนที่ 31

ฟื้นคืนสติในห้องไอซียู

ผลงานโดย เข็มทิศมองวิญญาณ
“อย่าฝืน... ศรัณย์ ผมบอกให้คุณหยุด!” เสียงของรินรดาสั่นพร่า ทว่าหนักแน่นด้วยความกังวล เธอไม่ได้ตะโกน แต่น้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยอำนาจสั่งการในยามปกติบัดนี้กลับเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น มือที่เคยจับปืนอย่างมั่นคงกลับสั่นระริกขณะกดกั้นมือของชายหนุ่มที่พยายามจะกระชากสายน้ำเกลือออกจากหลังมือ ศรัณย์ลืมตาขึ้นช้าๆ ม่านตาของเขาขยายกว้าง รับภาพเบื้องหน้าด้วยความเลือนราง กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อที่ฉุนกึกปะทะเข้ากับจมูกจนเขารู้สึกคลื่นไส้ ลำคอของเขาแห้งผากราวกับถูกกรวดทรายบาด เขาพยายามจะขยับตัว แต่ความเจ็บปวดแล่นริ้วไปทั่วสรรพางค์กายราวกับถูกเข็มนับพันเล่มทิ่มแทง “ริน...” เสียงของเขาแหบพร่า ฟังดูเหมือนเสียงบดกระดาษทราย “ฉันอยู่นี่” เธอรีบขยับเข้าไปใกล้ ขอบตาของตำรวจสาวแดงก่ำ แววตาที่เคยแข็งกร้าวต่อสิ่งลี้ลับบัดนี้เหลือเพียงความห่วงหาอาทรอย่างปิดไม่มิด “คุณเพิ่งผ่านการผ่าตัดเอาเศษชิ้นส่วนไสยเวทออกจากแผลมา อย่าเพิ่งขยับตัว คุณจะตายก่อนได้ปิดคดี” ศรัณย์นิ่งไปครู่หนึ่ง สายตาที่ว่างเปล่าค่อยๆ จดจ้องไปยังมุมมืดของห้องไอซียู ที่ซึ่งแสงไฟสลัวจากเครื่องตรวจวัดหัวใจไม่สามารถส่องถึง เขาไม่ได้มองรินรดา แต่เขากำลังมองบางสิ่งที่อยู่ข้างหลังเธอ “มันยังไม่ไปไหน...” ศรัณย์พึมพำ น้ำเสียงราบเรียบจนน่าขนลุก “มันเกาะอยู่บนบ่าของคุณ... ริน” รินรดาชะงัก เธอไม่ได้หันไปมองตามคำบอกของเขา แต่เธอกลับกระชับมือเขาแน่นขึ้น “ถ้ามันจะเอาชีวิตฉัน ก็ให้มันเอาไป แต่อย่าได้คิดจะพรากคุณไปจากฉันในตอนนี้” บรรยากาศในห้องเงียบงันลงทันที มีเพียงเสียง ‘ติ๊ด... ติ๊ด...’ ของเครื่องวัดชีพจรที่ทำงานเป็นจังหวะสม่ำเสมอ รินรดาลดทิฐิและเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ที่เธอเคยยึดถือลงจนหมดสิ้น ในวินาทีนี้ เธอไม่ได้เป็นร้อยตำรวจเอกหญิงผู้เก่งกาจ แต่เป็นเพียงผู้หญิงคนหนึ่งที่กำลังเผชิญหน้ากับความตายที่หายใจรดต้นคอคนรักของเธอ “ทำไมคุณถึงยอมเชื่อเรื่องพวกนี้?” ศรัณย์ถามเบาๆ พลางพยายามบังคับมือที่อ่อนแรงให้ขึ้นไปแตะใบหน้าของเธอ “คุณเคยบอกว่าวิญญาณไม่มีจริง มันเป็นแค่ภาพลวงตาของสมอง” “ตอนแรกฉันก็คิดแบบนั้น” รินรดาแค่นยิ้มขมขื่น ก่อนจะหยิบผ้าเช็ดหน้ามาซับเหงื่อบนหน้าผากให้เขาอย่างเบามือ “จนกระทั่งเห็นคุณเลือดอาบตัวและพูดภาษาที่ไม่มีใครเข้าใจในตอนที่สติเลือนลาง ศรัณย์... ถ้าความจริงมันเจ็บปวดขนาดนี้ ฉันยินดีจะอยู่ในความลวงที่ทำให้คุณมีลมหายใจต่อไป” ศรัณย์มองลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ เขาเห็นความเปราะบางที่ซ่อนอยู่ภายใต้เครื่องแบบสีเข้มนั้น ในฐานะนักสืบวิญญาณ เขาเห็นมานักต่อนักแล้วว่าความตายแยกคนจากกันอย่างไร แต่การเห็นรินรดาในสภาพนี้ มันทำให้เขารู้สึกถึงรอยร้าวในหัวใจที่เขาพยายามปิดตายมานาน “คุณต้องไป” ศรัณย์กล่าวเสียงเฉียบขาด “ตราประทับที่อยู่บนหลังคุณ มันกำลังดึงดูดสิ่งชั่วร้ายเข้ามาในโรงพยาบาลนี้” “ฉันไม่ทิ้งคุณไว้ที่นี่คนเดียวแน่” รินรดาตอบสวนทันควัน ก่อนจะหยิบสมุดบันทึกเล่มเล็กออกมา “คดีฆาตกรรมต่อเนื่องในเขตสามเริ่มมีเบาะแสใหม่แล้ว ป้ายวิญญาณที่เราเจอในที่เกิดเหตุล่าสุด มันไม่ใช่ของธรรมดา... มันเป็น ‘อาถรรพ์ทวงคืน’ ถ้าคุณไม่ตื่นมาช่วยฉันไขปมนี้ ทั้งเมืองนี้จะกลายเป็นสุสาน” ศรัณย์ขมวดคิ้ว ความปวดร้าวที่ศีรษะแล่นแปลบขึ้นมาอีกครั้ง เขาพยายามรวบรวมสมาธิ นึกถึงภาพป้ายวิญญาณนั้น... ป้ายสีดำสนิทที่แกะสลักด้วยอักขระโบราณที่เขาคุ้นเคยเป็นอย่างดี มันไม่ใช่แค่การฆาตกรรม แต่มันคือการทำพิธี ‘เรียกวิญญาณผู้มีเวท’ กลับมาเพื่อใช้งาน “ริน... ฟังผมนะ” ศรัณย์กระชับมือเธอไว้มั่น “เปิดลิ้นชักข้างเตียง หยิบซองสีน้ำตาลออกมา ในนั้นมี ‘ยันต์ทิพยเนตร’ ที่ผมเขียนไว้ก่อนเกิดเหตุ ถ้าคุณเห็นมันเริ่มเปลี่ยนเป็นสีดำเมื่อไหร่ ให้เอาไปวางไว้ใต้หมอนผมทันที อย่าลังเลเด็ดขาด” รินรดาทำตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด เธอหยิบซองนั้นออกมา มือของเธอสั่นเทาเล็กน้อยเมื่อสัมผัสได้ถึงความเย็นเยียบที่แผ่ออกมาจากยันต์กระดาษเก่าๆ แผ่นนั้น ทว่าก่อนที่เธอจะทันได้คลี่มันออก แสงไฟในห้องไอซียูก็เริ่มกะพริบถี่ๆ ตามด้วยเสียงสัญญาณเตือนภัยของเครื่องช่วยหายใจที่ดังลั่นห้อง “ศรัณย์! เกิดอะไรขึ้น!” รินรดาลุกขึ้นยืน มองไปรอบห้องอย่างตื่นตระหนก เงามืดในมุมห้องเริ่มขยายตัว ราวกับหยดหมึกที่ถูกปล่อยลงในแก้วน้ำใส มันก่อตัวเป็นรูปร่างของชายร่างสูงใหญ่ในชุดโบราณ ใบหน้าของมันบิดเบี้ยวไร้ดวงตา มีเพียงรอยฉีกขาดที่ปากกว้างถึงใบหู มันไม่ได้เดิน แต่มัน ‘เลื่อน’ เข้ามาใกล้เตียงคนไข้ในจังหวะที่เครื่องวัดชีพจรของศรัณย์หยุดส่งเสียงกะพริบ กลายเป็นเส้นตรงยาวที่แสดงว่าหัวใจของเขาหยุดเต้นไปแล้ว รินรดาชักปืนออกมาโดยสัญชาตญาณ แต่เงาดำนั้นกลับทะลุผ่านร่างของเธอไปอย่างง่ายดาย สิ่งที่เธอเห็นถัดมาคือศรัณย์ที่แน่นิ่งไป ในขณะที่วิญญาณของเขาค่อยๆ หลุดลอยออกจากร่างอย่างเชื่องช้า ทว่า... ร่างของศรัณย์ที่นอนอยู่บนเตียงกลับลืมตาขึ้นอีกครั้ง ดวงตาของเขาไม่ได้เป็นสีเดิม แต่มันเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินเข้มจัดดุจก้นบึ้งของมหาสมุทร เขายันตัวลุกขึ้นนั่งอย่างรวดเร็วผิดวิสัยคนป่วยหนัก มือของเขาคว้าข้อมือของรินรดาเอาไว้แน่นจนเธอรู้สึกถึงแรงบีบที่เย็นจัด “ไม่ใช่ผม...” ศรัณย์ในร่างนี้เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ทุ้มต่ำและน่าเกรงขาม “ผมไม่ได้อยู่ที่นี่แล้ว รินรดา... คนที่ยืนอยู่ตรงนี้ คือสิ่งที่เขาทิ้งไว้ให้คอยคุ้มครองคุณ” รินรดามองดูใบหน้าของศรัณย์ที่เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ทันใดนั้น เงาดำที่มุมห้องก็ฉีกยิ้มกว้าง ก่อนจะชี้มาที่หน้าอกของศรัณย์ที่บัดนี้ปรากฏรอยร้าวเป็นรูปอักขระที่กำลังลุกไหม้เป็นสีแดงฉาน ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามร่วมเดินทางไปกับผมในเส้นทางสายมืดแห่งนี้ หวังว่าทุกท่านจะเตรียมใจไว้สำหรับบทต่อไปนะครับ เข็มทิศมองวิญญาณครับ
สารจากนักเขียน (เข็มทิศมองวิญญาณ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นัยน์ตามรณะ: บันทึกคดีวิญญาณอาฆาต นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%