นัยน์ตามรณะ: บันทึกคดีวิญญาณอาฆาต•ตอนที่ 7

ปมในใจที่พ้นผ่าน

ผลงานโดย เข็มทิศมองวิญญาณ
“คุณกำลังบอกว่า... การที่คุณมองเห็นพวกเขา ไม่ใช่พรสวรรค์ แต่เป็นคำสาปที่คุณได้รับมาจากการตายของพ่อแม่คุณอย่างนั้นหรือครับ?” น้ำเสียงของรินรดาสั่นพร่าเล็กน้อย เธอวางแฟ้มคดีที่เต็มไปด้วยรอยนิ้วมือลงบนโต๊ะไม้เก่าๆ ในห้องพักชั้นบนของเรือนไทยโบราณที่ศรัณย์ใช้เป็นที่หลบภัยสายตาผู้คน สายตาของตำรวจสาวที่เคยเชื่อมั่นในหลักการทางวิทยาศาสตร์ บัดนี้สั่นไหวและจับจ้องไปที่ชายหนุ่มตรงหน้าอย่างไม่วางตา ศรัณย์ไม่ได้ตอบในทันที เขาขยับแก้วชาในมือเบาๆ ไอระเหยของชาสมุนไพรจางๆ ไม่สามารถกลบกลิ่นอายความอับชื้นของธูปที่อบอวลอยู่ในอากาศได้ เขามองผ่านรินรดาไปราวกับเห็นบางสิ่งที่ว่างเปล่าตรงผนังห้อง ก่อนจะระบายลมหายใจยาวราวกับปลดปล่อยน้ำหนักที่แบกไว้มานานแรมปี “คำว่าพรสวรรค์เป็นคำที่คนนอกใช้เรียกครับรินรดา” ศรัณย์แค่นยิ้มที่มุมปาก เป็นยิ้มที่ดูขมขื่นจนคนมองรู้สึกเจ็บแปลบ “สำหรับครอบครัวผม มันคือกรงขังที่ถูกตีตราด้วยเลือด พ่อผม... ท่านไม่ได้แค่เป็นหมอผี ท่านเป็นผู้ปิดผนึกวิญญาณที่เก่งกาจที่สุดในตระกูล แต่ความผิดพลาดเพียงครั้งเดียวของท่านในการพยายามช่วยเด็กที่ถูกวิญญาณร้ายเข้าสิง... กลับกลายเป็นจุดจบที่ทำให้บ้านทั้งหลังกลายเป็นสุสาน” เขาวางแก้วชาลง กระทบกับจานรองจนเกิดเสียงดังกังวานในความเงียบ “คืนนั้นฝนตกหนัก เหมือนกับคดีที่เรากำลังทำอยู่ตอนนี้ เสียงฟ้าร้องไม่ได้น่ากลัวเท่าเสียงกรีดร้องที่ออกมาจากปากของแม่ผม ท่านถูกดึงรั้งไว้ด้วยอาคมที่ไม่ได้มาจากคนเป็น แต่มาจาก ‘เงา’ ที่พ่อผมพลาดไปแตะต้องเข้า สิ่งที่ผมเห็นในวัยเด็กคือความพินาศที่วิทยาศาสตร์ของคุณคงหาคำอธิบายไม่ได้ พ่อและแม่ไม่ได้ตายเพราะอาวุธ แต่ตายเพราะวิญญาณที่พวกท่านพยายามจะช่วยมันกลับกัดกินวิญญาณของพวกท่านเอง” รินรดานิ่งงัน มือของเธอเผลอกำชายเสื้อแน่น เธอเคยคิดเสมอว่าการสืบสวนต้องมีที่มาที่ไป มีหลักฐานชิ้นสำคัญ แต่สิ่งที่ศรัณย์เล่ามานั้นมันหนักอึ้งเกินกว่าจะใช้ตรรกะใดๆ มาหักล้าง “แล้วคุณ... คุณรอดมาได้ยังไงคะ... คุณรอดมาได้ยังไงโดยที่ไม่ได้กลายเป็นหนึ่งในวิญญาณพวกนั้น” “เพราะท่านปกป้องผม” ศรัณย์ตอบเสียงเรียบ แต่ดวงตากลับวาวโรจน์ด้วยความเจ็บปวด “ท่านใช้ลมหายใจสุดท้ายและพลังชีวิตทั้งหมดสลัก ‘อาคมปิดตาย’ ลงบนนัยน์ตาผม มันคือเครื่องหมายการค้าของความตาย ผมจึงมองเห็นพวกเขา... ไม่ใช่ในฐานะผู้ช่วย แต่ในฐานะคนเห็นความทุกข์ที่ไม่มีวันจบสิ้นของพวกเขา และนั่นคือเหตุผลที่ผมไม่เคยอยากยุ่งเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้อีก แต่ดูเหมือนโชคชะตาจะไม่เคยปล่อยให้ผมได้เป็นคนธรรมดา” รินรดาขยับเข้าไปใกล้ เธอเอื้อมมือไปแตะแขนของศรัณย์แผ่วเบา สัมผัสถึงความเย็นเยียบที่แผ่ออกมาจากตัวเขา มันไม่ใช่ความเย็นของอุณหภูมิ แต่มันเป็นความเย็นที่เกิดจากบาดแผลในใจ “ฉันขอโทษครับ... ที่ฉันเคยสงสัยคุณ” รินรดาเอ่ยออกมาด้วยความจริงใจ “คดีที่เกิดขึ้นตอนนี้ มันอาจจะดูเหมือนคดีฆาตกรรมต่อเนื่องทั่วไป แต่ถ้าสิ่งที่คุณพูดเป็นความจริง... คนร้ายที่เราตามหา อาจไม่ใช่คนที่ยังมีลมหายใจอยู่ก็ได้” ศรัณย์เงยหน้าขึ้นมองเธอ แววตาที่เคยเย็นชาเริ่มเปลี่ยนไป เขาเห็นความมุ่งมั่นที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความกลัวของหญิงสาวคนนี้ แต่นั่นกลับทำให้เขารู้สึกกังวลมากกว่าเดิม “รินรดา ผมไม่อยากให้คุณเอาชีวิตมาเสี่ยงกับเรื่องแบบนี้เลย คุณเป็นตำรวจ คุณมีทางไปที่สดใสกว่าการมาเดินในเงามืดร่วมกับหมอผีที่ถูกสาปแช่งอย่างผม” “แต่ฉันเป็นคู่คิดของคุณนะ ศรัณย์” รินรดาเน้นคำหนักแน่น “ความยุติธรรมไม่มีแบ่งแยกว่าคนหรือผี และหากคดีนี้มีความแค้นที่ฝังรากลึกถึงขั้นต้องใช้ชีวิตคนเป็นเครื่องเซ่น ฉันก็ไม่สามารถทอดทิ้งคุณไปได้” จังหวะที่ศรัณย์กำลังจะเอ่ยตอบ บรรยากาศภายในห้องพลันเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน เปลวเทียนที่จุดไว้ตรงมุมห้องที่เคยสว่างไสว กลับหดเล็กลงจนเหลือเพียงปลายเส้นแสงสีเขียวซีด อุณหภูมิในห้องลดต่ำลงจนเห็นเป็นไอสีขาวจากลมหายใจของทั้งคู่ ศรัณย์ผุดลุกขึ้นยืนทันที นัยน์ตาของเขาเปลี่ยนเป็นสีเข้มจัดจนเกือบดำสนิท เขาคว้าข้อมือรินรดาแล้วดึงเธอให้หลบไปด้านหลัง “เกิดอะไรขึ้นคะ?” รินรดากระซิบถามพลางหยิบปืนพกคู่กายออกมาสัญชาตญาณ “อย่าขยับ...” ศรัณย์สั่งเสียงเฉียบ “มีบางอย่าง... ไม่สิ... มี ‘ใครบางคน’ กำลังเดินขึ้นบันไดมา แต่สิ่งที่น่ากลัวกว่านั้นคือ... บันไดบ้านนี้ไม่มีคนเดินขึ้นมาได้นานนับสิบปีแล้ว” เสียงฝีเท้าหนักๆ ค่อยๆ ก้าวขึ้นมาทีละขั้น เสียงไม้กระดานลั่นเอี๊ยดอ๊าดดังสะท้อนไปมา มันไม่ใช่เสียงฝีเท้าของคนปกติ แต่เป็นเสียงลากของหนักบางอย่างที่กระทบพื้นไม้จนเกิดรอยแยก ศรัณย์เพ่งมองไปที่หน้าประตูห้อง มือของเขาหยิบแผ่นยันต์เก่าคร่ำที่ซ่อนอยู่ในกระเป๋าเสื้อออกมาเตรียมพร้อม ประตูห้องที่ปิดสนิทค่อยๆ เลื่อนเปิดออกช้าๆ พร้อมกับไอเย็นที่พุ่งเข้าปะทะใบหน้าของทั้งคู่ จนกระทั่งร่างหนึ่งปรากฏตัวขึ้นในเงามืด ร่างนั้นสวมชุดเครื่องแบบตำรวจที่เปียกโชกและขาดวิ่น เหมือนกับร่างที่พวกเขาเพิ่งไปเห็นในที่เกิดเหตุคดีฆาตกรรมรายล่าสุดเมื่อเช้า! รินรดาถึงกับหน้าถอดสีเมื่อเห็นใบหน้าของวิญญาณตรงหน้าชัดๆ “นั่นมัน... จ่าวิเชียร? แต่เขาเพิ่งจะถูกฝังไปเมื่อวานนี้ไม่ใช่หรือครับ!” ศรัณย์กำยันต์ในมือแน่นจนนิ้วซีดขาว เขารู้สึกได้ทันทีว่าวิญญาณตรงหน้าไม่ใช่แค่การหลอกหลอน แต่มันคือนัยน์ตาจากความตายที่กำลังจ้องกลับมาหาพวกเขา “รินรดา ถอยไปให้ไกลที่สุด!” ศรัณย์ตะโกนขึ้นพร้อมกับที่ร่างของจ่าวิเชียรพุ่งเข้ามาด้วยความเร็วที่เหนือธรรมชาติ! คดีที่คิดว่าคลี่คลาย กลับกลายเป็นปมปริศนาที่กำลังจะกลืนกินชีวิตของพวกเขาไปพร้อมกัน ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไขปริศนาไปกับผมในทุกๆ ตอนนะครับ เข็มทิศมองวิญญาณครับ
สารจากนักเขียน (เข็มทิศมองวิญญาณ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นัยน์ตามรณะ: บันทึกคดีวิญญาณอาฆาต นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%